ว่าด้วย TecH ถึง SoCiaL NeTWorK เปิดตา หรือปิดตา?

วันหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ในเฟซบุ๊ค ส่วนของ News Feed เพื่อนสาวสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้โพสต์ถึงการปิดตัวของ Facebook ในประเทศไทยและคำคมของ Zuckerberg ที่ว่าด้วยการออกไปเจอเพื่อนจริงๆ ดีกว่านั้น ทำให้ผู้เขียนคิดถึงบรรดา Social Network หรือแม้กระทั่ง Chat สมัยก่อนๆ หรือนวัตกรรมต่างๆ ที่ดังเป็นพลุแตกและดับไปมีอะไรบ้าง

 

ย้อนกลับไปสมัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์ค่อนข้างมีราคาแพงเหลือเกิน เอาเป็นว่าบ้านใครมีเป็นเจ้าของนี่ก็ค่อนข้างจะบอกถึงความมีเงินกันเลยทีเดียว ซึ่งคอมพ์เหล่านั้นก็จะมีไดรฟ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไดรฟ์ A ฟล็อปปี้ดิสก์เก๋ๆ, ไดรฟ์ B แผ่นดิสก์ แผ่นใหญ่ๆ ขนาดเกือบๆ จะเท่าซีดีปัจจุบัน สมัยนั้น CD Drive ค่อนข้างมีราคาสูงมาก พวกมีอันจะกินถึงจะซื้อมาใช้กันได้ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นพวกโปรแกรมในเครื่องที่เป็น Windows 3.11 ซึ่งสมัยนั้นก็โอ้ว ใหม่กิ๊บเก๋บูเรก้า โนเม้าส์ อีกต่างหาก แต่ถามว่าเอามาทำอะไร พวกที่ไม่ได้อยู่ในองค์กร บริษัทฯ ก็จะซื้อมาเพียงเพื่อเล่นเกมส์ไพ่ จับให้เรียงระหว่าง ไพ่คิง ไปถึง เอซ อย่างเกมส์ Solitaire เท่านั้นเอง

 

ล่วงเลยมาจนถึงสมัยผู้เขียนเรียนมัธยม เพิ่งจะเริ่มได้ใช้โปรแกรมที่คล้ายกับ Microsoft Word อันได้แก่ โปรแกรม CW ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ด้วยวิธีที่เราเรียกว่าเข้าถึงดอส แล้วใช้วิธีคีย์รหัสอย่าง CD CW เข้าไป ก็จะทำการรันโปรแกรมดังกล่าวขึ้น จอสีดำเมี่ยม พิมพ์ๆๆๆๆๆๆ อะไรเข้าไปก็จะเป็นเหมือนข้อความคล้ายกับ MS Word ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แต่หน้าตามันไม่เห็นจะน่าเล่นซักกะติ๊ด

 

พัฒนากันมาจนถึง Windows ตัวใหม่ล่าสุดในขณะนั้น Windows 95 โอ้วววว มันช่างอลังการขึ้น เพราะเราได้ใช้เม้าส์ ซึ่งจริงๆ เมื่อก่อนแอบงงและสงสัยว่าเม้าส์จะเอามาเพื่ออะไร ไม่ถนัด แอนด์เกะกะอย่างมาก แต่มันมีสิ่งที่น่าเล่นขึ้นมา 1 อย่าง ได้แก้ อินเตอร์เน็ต อ๊ะ!!! ใช่แล้ว อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามาประเทศไทยอย่างเราด้วยการเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์ ต่อครั้งนึงก็จะได้ยินเสียงตู๊ดดดดดดด อี๊แอด อี๊แอด ซึ่งการเชื่อมต่อนั้นจะต้องมีชั่วโมงเน็ตที่หาซื้อได้ตามร้านคอมพิวเตอร์ในสมัยก่อน หรือว่าจะต้องถ่อสังขารไปซื้อที่ CS Loxinfo ใช่ ราคามันก็แพงหูตูบเหมือนกัน สมัยก่อน ชั่วโมงละ 35 บาทแน่ะ แถมไหนจะค่าต่อโทรศัพท์ครั้งละ 3 บาท แถมชอบหลุดเป็นนิจศีลให้เราต้องทำการเชื่อมต่อใหม่อยู่ร่ำไป แต่มันก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทำให้เรารู้จักกับการ แหวกตานอกกรอบผ่านอีกระจกที่เต็มไปด้วยสีและลูกศรกลิ้งไปมา

 

ว่าด้วยการมีอินเตอร์เน็ต ถามว่าได้ใช้เท่าไหร่หรือไม่ ขอตอบได้เลยว่า "ไม่" เพราะว่าไม่มีเงินไปซื้อชั่วโมงมหาโหดมาเล่น ประจวบกับการต่อเน็ตนั้น ค่อนข้างจะทำให้โทรศัพท์มีการรบกวนค่อนข้างสูงในการโทรออก และรับสาย นั่นเอง

 

จะว่าไปช่วงนั้นก็ไม่ค่อยจะได้แตะคอมพ์เพื่อเล่นเน็ต ส่วนมากคิดอะไรไม่ออกก็จะเล่น Minesweeper หาพื้นที่หลบระเบิดเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กไม่รู้คุณค่าของของที่มีอยู่ตรงหน้าเท่าไหร่

 

จุดพลิกของอินเตอร์เน็ตนั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 2542 ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้นเหรอ เพราะผู้เขียนเองเริ่มเห็นว่ามีร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เปิดขึ้นมากมาย พร้อมสรรพด้วยการลงโปรแกรมที่เราเริ่มจะรู้จักกับมันว่า Pirch อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงงว่า อีโปรแกรมที่ว่ามันคือโปรแกรมอะไร อธิบายได้คร่าวๆ ว่า โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมต้นแบบของแคมฟร็อคส่องกบทุกวันนี้ จะมีห้องแล้วก็เข้ามาคุุยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หาเพื่อน หาแฟน หาสามี หาภรรยา ซึ่งแต่ละคนก็เสร็จสมอารมณ์หมายกันไปค่อนข้างเยอะกับโปรแกรมดังกล่าว ฮิตอยู่นาน อย่าว่าอย่างนั้นนี้เลย เพื่อนผู้เขียนเองก็ได้สามีจากโปรแกรมนี้จนบางคนก็ท้องโย้มีลูกก่อนวัยอันควรกันไปก็เยอะแยะทีเดียว

 

จะว่าไปเมื่อก่อนโทรศัพท์ก็มีวิวัฒนาการมาไล่ๆ กับอินเตอร์เน็ตเช่นกัน ตั้งแต่มือถือตัวเท่ากะละมัง กระเป๋าเจมส์ บอนด์ ถือกันทีเหมือนมีกระเป๋าอีกลูก แล้วพัฒนามาจนเป็นเครื่องที่เล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งมาฮิตกันในรุ่น Nokia หัวปลาดุก 3210 และทาร์ซาน 3310 ส่วนคนไม่ค่อยมีอันจะกินอย่างบางคนแต่อยากติดเทรนด์ก็จะไปพึ่งพาเพจเจอร์ ตู๊ดๆ ต๊าดๆ กันไป ว่าไปเมื่อก่อนก็นึกขำไม่หายว่าตอนที่จะฝากเพจให้ใครสักครั้งจะต้องมีการฝ่านโอเปอเรเตอร์ แล้วไอ้ตอนฝากคำหวานๆ เราก็จะรู้สึกว่าพวกคอลเซ็นเตอร์มันต้องแอบขำเราแน่ๆ หรือไม่ก็ตอนฝากข้อความยาวมากๆ ก็จะมีพนักงานบอกว่า ข้อความเต็มค่ะ สร้างความหงุดหงิดเป็นอย่างสูงเลยทีเดียว

 

ไปกันยืดยาว ก็จะเริ่มมีคำถามว่า แล้วถ้าไม่มีโทรศัพท์หละ ทำไง? เด็กน้อยหอยสังข์อย่างเราไม่มีพลาด ทำกันทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการติดต่อมาจากอีกฟากฝั่ง อีกวิธีที่จะทำกันคือ Email บางคนเมื่อก่อนมีมันเกือบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น Hotmail, Yahoo, Thaimail, Chaiyomail สารพันจะเมล์ซึ่งก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับข้อความสื่อรัก หรืออะไรก็ตามจากอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนการที่ต้องมีหลายเมล์นั้น ผู้เขียนก็เคยได้คำตอบว่า เพื่อสับรางบ้าง เพื่อตามเทรนด์เพื่อนว่าใช้อะไรบ้างเท่านั้นเอง

 

Pirch ค่อนข้างมีอิธิพลต่อเด็กสมัยก่อนมาก จนมีการทำแชตอื่นๆ มาแข่ง อย่างดอกไม้ icq หรือแม้แต่ qq เพนกวินล๊องแล๊ง นี่ยังไม่นับรวมสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่จำไม่ได้หมดจริงๆ ก็สรรหากันสร้างขึ้นมา และในที่สุดก็เงียบหายไป เหลือทิ้งไว้แต่ Pirch เหมือนเดิม

 

เวลาล่วงเลยไปก็ได้มี Social Network ขึ้นมาอย่าง Hi5 ยอมรับว่าสมัยก่อนดังจริงๆ ดังจนมีฉายาให้กับบางคนที่มีความฮอตฮิตไปว่าเป็น "ดาวHi5" นับจากอะไรเหรอ นับจากเพื่อน การคอมเม้นท์อันถล่มทลาย มีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็น "ดาว" กันเลยทีเดียว - จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า จะไขว่จะคว้าเอามาดังใจหวัง" คริคริ

 

Hi5 ได้รับความนิยมอยู่นาน แต่ด้วยความที่การมี Privacy ต่อการเข้าถึงโพสต์โน่นนี่นั่น ค่อนข้างจะเยอะ โปรแกรมใหม่ล่าสุดอย่าง FaceBook ก็เลยถึงเวลาฉายสำแดงด้วยการเม้นท์ในกลุ่มเพื่อนที่เราได้แอดไว้แล้วโดยไม่ต้องรอการอนุมัติให้โพสต์ใดๆ เลย และการมองเห็นโพสต์ของเพื่อนของเพื่อนเราได้อีก มันช่างเป็นอะไรที่พร้อมสรรพเยี่ยงนี้

 

ตัดกลับมาที่มือถือต่อ มือถือก็พัฒนากันไปจนมาถึงจอสี เป็นระบบปฎิบัติการคล้ายคอมพิวเตอร์นานาสารพัน เหมือนหอบคอมพ์ตัวจิ๋วออกจากบ้าน แถมหลังๆ มามีเป็นทัชสกรีนลื่นปื๊ด ลื่นปื๊ดกัน ยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายได้มีการใส่แอพพลิเคชั่นของ Social Network อย่าง Facebook ให้ทำการอัพ หรือดูได้จากมือถืออีก มันช่างเป็นการพัฒนาควบคุ่กันไปอย่างลงตัวเลยทีเดียว

 

แต่มือถือจะทำได้เหมือนกันหมดก็กระไร RIM บริษัทผู้ผลิต Blackberry ก็ได้ใช้ไม้ตายสุดท้าย งัดเอา BBM แชตกันในผู้ที่มี Blackberry หรือ BB ได้ตลอดเวลาผ่าน Server ของผู้ให้บริการในบ้านเรา เอาสิ ถือมือถือเครื่องเดียวแชตมันได้สาดกระจาย แชต อัพเฟซบุค สุดๆ โต่งกันไปเลย

 

แต่ในที่สุดทุกคนจะรู้ว่าปัญหาที่พวกเราทุกคนได้เจอคือ เราแอดอะไรกันมา แม้กระทั่ง Facebook หรือ BB เพื่อนในนั้น โดยแท้จริงแล้ว เราคุยกันจริงๆ กี่คน เราใช้เพื่อการรวมกลุ่มเพื่อนเก่าเพียงกี่เปอร์เซ็นต์จากเพื่อนที่เรามี มันค่อนข้างจะเป็นคำถามที่ทุกคนถามแม้กระทั่งตัวผู้เขียนเอง ว่าเพื่อนที่แอดเรามีจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ซึ่งแท้ที่จริงมีคนต้องการคุยกับเราเพียงกี่คน บางคนเคยออกมาเจอสังคมภายนอกหรือเปล่าเราก็ยังไม่สามารถรู้ได้

 

สุดท้าย เทคโนโลยีก็เพียงเพื่อทำให้คนบางกลุ่มเปิดตากว้างไกลผ่านสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ หรือเพียงแค่ทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มปิดกั้นตัวเองจากทุกคนเพื่อมีความสุขในโลกที่สมมติขึ้นแล้วเคลื่อนไหวได้ผ่านกรอบสีเหลี่ยมขนาดต่างๆ เท่านั้นเอง

 

PooNSaNoVa Van Der WooDSeN - 22/02/2011

Views: 119

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

© 2009-2020   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service