"เสาร์สวัสดี" นัดพบ ไมเคิล ลาเวอร์ตี ณ ที่ทำการของ Tropfest ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารสำนักงาน Suite 209 บนถนนสายเกรทบัคกิงแฮมที่สงบร่มรื่น
ไม่มีใครปฏิเสธว่าความสำเร็จของ Tropfest เทศกาลหนังสั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของหนุ่มใหญ่ชาวออสซี่ที่มีชื่อว่า ไมเคิล ลาเวอร์ตี (Michael Laverty) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็น Managing Director ของเทศกาลหนังแห่งนี้
ไมเคิล เกิดที่แอฟริกาใต้ อพยพมาอยู่ที่นครซิดนีย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 ปัจจุบันเป็นชาวออสเตรเลีย เขามีบทบาทหลักในการสนับสนุนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 ด้วยจุดแข็งที่มาจากพื้นเพด้านการเงิน ผนวกกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องการโฆษณา การตลาดและการสื่อสาร ทำให้เทศกาลหนังสั้นที่มีความยาวไม่เกิน 7 นาทีนี้ กลายเป็นประเด็นยิ่งใหญ่ระดับโลกขึ้นมา และปัจจุบันกำลังกระจายแนวทางเผยแพร่ออกไปในเมืองต่างๆ ทั่วโลก
ระหว่างการสนทนา เขาคั่นด้วยการเปิดหนังสั้นที่น่าสนใจให้ได้ชมกัน
นอกจากบทบาทใน Tropfest แล้ว ไมเคิล ยังเป็นกรรมการของสถาบันออสเตรเลีย-ไทย (ATI - Australia Thai Institute) อีกด้วย
อยากให้เล่าถึงที่มาของ Tropfest
จุดเริ่มต้นมาจากคนทำหนังหน้าใหม่คนหนึ่งชื่อ John Polson ที่ทำหนังสั้นมา 1 เรื่อง แล้วต้องการฉายในคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองซิดนีย์ เพื่อให้เพื่อนฝูงและครอบครัวได้ดูกัน คาเฟ่แห่งนี้ชื่อว่า Tropicana Cafe เลยใช้ชื่อเป็น Tropicana Fest ก่อนที่จะเป็น Tropfest ในที่สุด
เมื่อขออนุญาตเจ้าของร้านแล้ว เขาก็ฉายด้วยจอทีวีอันใหญ่ คืนนั้นมีคนกว่า 200 คนได้ชมหนังของเขา แล้วเขาก็ทำเหมือนเป็นเทศกาลหนัง ภายในเวลา 6 เดือน เขาทำหนังไป 7 เรื่อง ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ปัจจุบันทุกๆ วันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ เราจะจัดเทศกาลนี้กัน โดยมีผู้ชมประมาณ 150,000 คนที่มานั่งชมกันในสวนสาธารณะ เพื่อมาชมหนัง 16 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยคัดเลือกจากหนังที่ส่งเข้ามาให้พิจารณากว่า 800 เรื่องด้วยกัน
กติกาในการส่งหนังมาร่วมงาน
มีกติกาว่าหนังต้องมีความยาวไม่เกิน 7 นาที ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักทำหนังคนไทยพอสมควร เพราะเท่าที่เคยพูดคุยกันมา คนไทยคุ้นเคยกับการทำหนังสั้นที่มีความยาวประมาณ 13-16 นาที เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก นอกจากนี้ ทุกๆ ปีเราจะเปลี่ยนโลโก้ tropfest ซึ่งจะต้องใส่ตัว signature นี้ลงไปในหนังด้วย เพราะฉะนั้นหนังที่ส่งเข้ามา ต้องไม่เคยฉายในวงกว้างที่ไหนมาก่อน
อย่างไรก็ดี ตัวเทศกาลนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีๆ 3 ปีที่แล้ว เรางเริ่ม TropJR ซึ่งให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีส่งหนังสั้นเข้าประกวด เพราะเราพบว่ามีเด็กที่ทำหนังสั้น และส่งเข้ามาด้วย แต่ยังไม่เคยได้เข้ารอบเลย เราจึงจัดเวทีนี้ขึ้นมา และปีนี้มีเยาวชนส่งหนังเข้ามามากกว่า 300 เรื่อง
โดยวิธีการเล่าเรื่องของเด็กและผู้ใหญ่นั้นแตกต่างกันมาก ถือว่าน่าสนใจดี ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูที่รายละเอียดได้ที่เว็บไซต์
www.tropfest.com.au สำหรับคนสนใจให้เริ่มต้นทำหนังของคุณได้เลย ไม่ต้องรอ ทีนี้ เราจะ activate เว็บไซต์ทุกๆ ช่วงเดือนกรกฎาคม แล้วคนก็จะเริ่มส่งหนังเข้ามาตั้งแต่ช่วงตุลาคม ต่อไปนี้ ผู้สมัครสามารถไป upload หนังของตัวเองได้ที่ youtube ในส่วนที่เป็น private แล้วเราจะสามารถเข้าไปดูได้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ต้องส่งเป็นดีวีดีหรือวิดีโอบ็อกซ์ แล้วเราต้องมาแปลงเป็นดิจิทัลอีกที แต่เดี๋ยวนี้ คนส่งมาก็แปลงมาเป็นดิจิทัลเลย
Tropfest ในประเทศอื่นๆ นอกจากออสเตรเลีย
เราเพิ่งประกาศการจัด Tropfest ที่ซาอุดิอารเบีย ที่นั่น เรารู้จักบริษัทแห่งหนึ่งที่เมืองอาบูดาบี และเขาทำกิจกรรม ทั้งใน North Africa ไปจนถึง East Africa และเดือนพฤศจิกายนนี้จะเป็นการประกวดครั้งแรก เหมือนที่เราจัด Tropfest ที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังเรายังจัดที่ New York ด้วย
ตัวเทศกาลมีส่วนช่วยให้คนทำหนังหน้าใหม่ๆ ได้ก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ เป็นเวทีฉายหนังของเขา ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตน และผู้ชนะก็มักไปได้ดีกับอาชีพทางสายนี้ แถมยังช่วยยกระดับการผลิตหนังให้ดีขึ้น ช่วยให้ท้องถิ่นมีงานทำ
ในเดือนธันวาคม เรามีคนงานกว่า 800 คนที่ทำงานของตัวเอง หรือได้รับการว่าจ้าง ทั้งการช่วยเหลือ หรือเรียนรู้การทำงานในอุตสาาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมหนังในออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี
แล้วมีกี่คนที่จะได้เป็นผู้กำกับ
มีไม่เยอะหรอก เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีคนหนึ่งที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขา animation
ทำอย่างไรถึงมีคนดังในฮอลลีวู้ดมาร่วมงานนี้ด้วย
โชคดีมากที่ John (Polson) นั้น เคยเป็นเพื่อนเรียน acting ห้องเดียวกันกับ Nicole Kidman, Russell Crow etc. มาก่อนที่พวกเขาจะโด่งดัง ทุกๆ ปี จึงมีกลุ่มเซเลบมาเป็นกรรมการตัดสินรางวัล โดยที่เราก็ไม่ได้ให้ค่าตอบแทนอะไรแก่พวกเขา โดยเฉพาะช่วงการเดินผ่านพรมแดงที่เป็นพิธีที่สำคัญแก่เรามาก โดยจะมีการบรรยายแบบรีเล็กซ์ และผู้คนจะตั้งตารอว่าปีนั้นๆ ใครจะมาเป็นคนตัดสินรางวัล เมื่อมาถึงงาน พวกเขาก็จะดูหนังกันทั้ง 16 เรื่อง หลังจากนั้นก็จะตัดสินรางวัลที่ 1-3 และรางวัลดาราชาย, หญิงยอดเยี่ยม
มีใครได้ดูหนังมาก่อนมั้ย
ไม่มี ไม่มีทางเลย
แล้วใครเป็นตัดสินหนังรอบสุดท้าย
ก็คนในอุตสาหกรรมหนังนี่แหละ 10-15 คน ทั้งคนสอน ผู้กำกับ คนตัดต่อ ให้ดูคนละ 100 เรื่องซึ่งหนังแต่ละเรื่องจะได้ดู 3 ครั้ง แล้วจึงคัดเหลือ 60-70 เรื่อง แล้ว John (Polson) ที่เป็น festival director จะเป็นคนคัดเลือก 16 เรื่องสุดท้ายอีกที
ปีนี้เราพิเศษ ตรงที่เราให้คนโหวตหนังที่ชอบจาก 16 เรื่องที่เข้ารอบมา แล้วจะประกาศผลก่อนวันเทศกาล 1 วัน ซึ่งสามารถเข้าไปดูที่ youtube โดยมียอดการเข้าชมมากกว่า 100,000 คน และมีคนโหวตกว่า 13,000 โหวต ซึ่งถือว่าเป็นผลการตอบรับที่ดีมาก สำหรับปีแรก
นอกจากนี้ เรายังเปิดโอกาสให้เป็น international มากยิ่งขึ้น โดยไม่ว่าหนังของใครที่ได้เข้ารอบ 16 เรื่องสุดท้าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก เราจะเชิญให้มาร่วมงานที่ซิดีนีย์ ซึ่งในปีนี้เรามีผู้กำกับหนังสั้นมาจากเมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้
รางวัลที่ผู้ชนะจะได้รับ
เงินรางวัลกว่า 200,000 เหรียญ และจะได้ไปแอลเอ ไปดูอุตสาหกรรมหนังที่นั่น เป็นปีแรกที่ผู้ชนะจากแอลเอ ได้ไปอาบูดาบี และไปเป็นผู้ตัดสินที่ Tropfest ที่นั่นด้วย และได้รับกล้องมูลค่ากว่า 12,000 เหรียญ นอกจากนี้ Nicole Kidman ยังบริจาคเงินรางวัล 3,000 เหรียญ ให้แก่ทั้งนักแสดงหญิงและชายยอดเยี่ยมด้วย
นอกจากนี้ เราเป็นเจ้าของหนังที่เข้ารอบสุดท้าย จึงเป็นโอกาสดีแก่คนทำหนังมาก ที่หนังจะได้รับการโปรโมทอย่างมาก เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คืนที่ฉายก็มีผู้ชมกว่า 150,000 คน แล้วยังมีที่ชมจากทีวีทางบ้านอีก 350,000 คน นอกจากนั้น ในวันเสาร์อีกหลายแสนกว่าครัวเรือนจะได้รับดีวีดีไปชมอีก ซึ่งเป็นการโปรโมทที่ยิ่งใหญ่และคุ้มค่ามากสำหรับคนทำหนังรุ่นใหม่
คุณสามารถแยกแยะหมวดหมู่หรือประเภทของหนังที่ฉายใน Tropfest ได้หรือไม่
มันมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ดราม่าไป ตลก หรือ animation ซึ่งแล้วแต่ไอเดียคนทำหนัง ที่บอกได้คือหนังสั้นของ Tropfest คือหนังทุนต่ำ อย่างปีที่ผ่านมา ผลงานของผู้ชนะ ลงทุนต่ำกว่า 50 เหรียญเสียอีก
แล้วโปรโมทอย่างไรถึงทำให้มีผู้ชมมาร่วมงานมากมายขนาดนี้
เราใช้สื่อประชาสัมพันธ์มากมาย แต่เราไม่ได้ซื้อสื่ออะไรเลย เพราะราคาแพงมาก เรามีแต่ media partner อย่าง movie extra ที่มีรายการทีวีซึ่งช่วยเราได้มาก หรือสื่อที่ใกล้เคียงกันอย่าง Bangkok times นอกจากนั้น เรายังแจกหนังทั้ง 16 เรื่องให้แก่คนที่สมัครสมาชิกกับหนังสือพิมพ์ด้วย ซึ่งก็ประมาณ 400,000 ครอบครัวที่จะได้รับดีวีดีนี้
ปีที่ผ่านมา เรายังไม่มี webcast ใจจริงก็อยากทำ เราเคยทำเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ยังไม่มี partner ที่เหมาะสม แต่คิดว่า youtube คงเริ่มทำปีหน้า เพื่อให้คนทั่วโลกได้ดู แต่ต้องหา partner ที่เหมาะสมก่อน
ตัวเทศกาล มีคอนเสิร์ตหรือการแสดงอะไรก่อนเริ่มหรือไม่
เราเริ่มโชว์แรกประมาณเที่ยง ช่วงเที่ยง - บ่ายสอง จะเป็นช่วง TropJR แล้วบ่ายสามจึงเริ่มงานทางการ ผู้คนจะเริ่มมากันตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อมาจับจองพื้นที่ที่สวนสาธารณะ งานนี้ฟรี จึงสามารถมาปิคนิคกันได้ แล้วช่วง 5 โมง มีวงดนตรีเล่น มีส่วน entertain ของ sponsor พอช่วง 1 ทุ่ม จึงเป็นพิธี red carpet สองทุ่มฉายหนัง และตัดสินมอบรางวัลกัน จนงานเลิกที่ประมาณ 5 ทุ่ม จัดกันภายใน 1 วัน
คิดอย่างไรกับทิศทางของหนังสั้นในเวลานี้
ในออสเตรเลีย หนังสั้นเติบโตอย่างมากใน โดยเฉพาะ Tropfest ซึ่งเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เนื้อหาที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ อย่าง mobile phone ทั้งหลาย รวมถึง youtube นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เติบโตอย่างมาก ผู้กำกับทั้งหลายก็เริ่มต้นมาจากการทำหนังสั้นมาก่อนทั้งนั้น ก่อนที่จะไปทำหนังใหญ่ เหมือนเป็นก้าวของมือสมัครเล่นไปเป็นมืออาชีพ เพราะการทำหนังภายใน 7 นาที รวม credit ท้ายด้วย เป็นอะไรที่ยากมาก
ในส่วนอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักในออสเตรเลียเป็นอย่างไร
ยังค่อนข้างยาก เพราะการแข่งขันสูง ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าเงิน ทำให้ต้นทุนของหนังแพง
แต่อย่างไรก็ดี ผมคิดว่ามีอุตสาหกรรมหนังที่ดี ที่สร้างหนังที่ดีมากๆ โดยมีการสนับสนุนของรัฐบาล มี tax และ incentive ให้แก่คนทำหนังต่างชาติเข้ามาทำหนังที่นี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งท้าทายมาก เพราะการแข่งขันและค่าเงินนี่เอง.
โดย: อนันต์ ลือประดิษฐ์ ที่มา: bangkokbiznews.com / 21 พฤษภาคม 2554