“อย่าตัดสินคนด้วยสิ่งที่เราเห็นเพียงแค่เปลือกนอก เหมือนที่ภาษาฝรั่งเขาบอก เราจะตัดสินหนังสือที่ปกไม่ได้” เจ้าของประโยคดังกล่าวนี้ ลดโทนเสียงลงเล็กน้อย หลังจากที่กล่าวประโยคก่อนหน้า “ซีเรยสซิวะ ไอ้คนที่ดูไม่ซีเรียสนี่แหละ โคตรน่ากลัวเลย ส่วนพวกที่ ฅ.ฅน ขึงขังมาเนี่ยะ นกกระจอกไม่ทันกินน้ำทั้งนั้นแหละ” เรื่องของเรื่องก็คือว่า ภายหลังจากจัดแต่งสถานที่นั่งคุยกันเรียบร้อยแล้ว “แขก” ของเราในวันนี้ก็เอนหลังทอดลงไปตามความยาวของโซฟาหนานุ่มพร้อมกับหยิบหมอนขึ้นมากอด ยกเท้าขึ้นพาดกับขอบโซฟาอีกข้าง...อย่างสบายๆ ราวกับว่านี่คือการพักผ่อนนอนเล่นอยู่ในบ้านของตัวเอง จนเราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักทำนองว่า ดูท่าทางสบายๆ แบบนี้ เขาคงเป็นคนที่ไม่น่าจะซีเรียสกับอะไรสักเท่าไหร่ “ซีเรียสซิวะ” เราหน้าชาเล็กน้อยเหมือนนักมวยโดนหมัดแย็บ ก่อนจะแฉลบหลบฉากออกไปตั้งหลัก ทิ้งช่วงห่าง ร่วมๆ หนึ่งวา “ไมเคิล เชาวนาศัย” คือแขกของเราในคราวนี้ ชื่อของผู้ชายคนนี้คงไม่เป็นที่แปลกหูแต่อย่างใด สำหรับผู้คนที่รักและหลงใหลในงานศิลปะร่วมสมัย ถ้าจะให้เล่าแบบเคร่งครัดเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของสื่อมวลชน เรื่องราวตัวตนขั้นพื้นฐานของผู้ชายคนนี้ก็คงเล่าได้ประมาณว่า เขาคือหนึ่งในศิลปินที่สร้างสรรค์งานด้วยสื่อหลากแขนงผู้น่าจับตามองในแวดวงศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา บลาๆๆๆ... แน่นอนว่า ถ้าจะให้เล่าให้จบตรงนี้ มันคงกินพื้นที่ไปอีกหลายย่อหน้า เอาเป็นว่า พูดแบบคร่าวๆ เขาคือคนที่เราสนใจ สนใจในความหลากหลายของคนคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะทำอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะในโหมดที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ และที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าหยิบจับหลายอย่าง แต่ทำไม่ได้ดีสักอย่าง ตรงกันข้าม ผลงานของเขากลับได้รับความนิยมและชื่นชมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย อย่างล่าสุด กับบทบาทการเป็นดีไซเนอร์ออกแบบผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นโอเอสเอส (O.S.S) ซึ่งเขาทำร่วมกับพิพิธภัณฑ์ จิม ทอมป์สัน ก็ได้กระแสตอบรับทั้งจากชาวไทยและต่างชาติผู้นิยมในความงามของผ้าไหมแบบไทยๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจัดแสดงที่ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนเมษายน ตลอดการพูดคุย สิ่งที่เราจะได้ยินบ่อยครั้งมาก ก็คือ ชีวิตคนเรานั้น “สวยเลือกได้” เหมือนกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะเลือกหรือไม่เลือก และเราก็เลือกแล้วที่จะสนทนากับผู้ชายคนนี้...
พอจะบอกได้ไหมว่า ชีวิตแบบ ไมเคิล เชาวนาศัย เป็นชีวิตแบบไหน? ชีวิตมันมีแบบด้วยเหรอครับ ไม่รู้จริงๆ อันนี้ไม่ได้กวนตีนนะ อ๋อ ชีวิตแบบที่ว่าทำงาน 8 โมง เลิก 5 โมง เสาร์อาทิตย์ไปซื้อที่ไว้ที่เขาใหญ่ มีเงินในบัญชีเท่านั้นๆ นี่เรียกว่าชีวิตเหรอ คือถ้าเค้าเลือกว่านั่นคือชีวิต ก็เรื่องของเค้า เปล่า, ที่ถามแบบนั้นก็เพราะเห็นว่าคุณทำอะไรได้หลากหลายเหลือเกิน? ศักยภาพของมนุษย์ที่จะทำสิ่งต่างๆ มันมีหลากหลายครับ อย่าไปลิมิตตัวเองว่า พ่อชั้นเป็นหมอ โตขึ้น ชั้นก็ต้องเป็นหมอ ชั้นสวยขาว ชั้นก็ต้องไปเป็นเดอะสตาร์หรืออยู่บ้านเอเอฟ ชั้นทำผมสีทองก็ต้องไปเกาหลี ไม่ใช่อย่างงั้น เป็นอย่างอื่นได้อีกตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ว่ามันก็มีลิมิตของมันอยู่เหมือนกัน อย่างเช่น เราเป็นคนไทย สูง 5 ฟุตกว่าๆ จะไปเล่นเอ็นบีเอ มันไม่ได้หรอก เพราะตัวมันเล็ก ใช่ อาจจะเล่นเอ็นบีเอก็ได้ เป็นตัวส่ง ตัววิ่ง แต่ไม่ใช่ตัวชู้ต ลิมิตน่ะมันมี แต่ว่าอย่าไปลิมิตตัวเองซะก่อน ต้องก้าวออกไปนอกเส้นบ้างนะครับ บางที คุณอาจจะขายก๋วยเตี๋ยวแล้วอร่อยจนรวยเป็นแฟรนไชส์รวยเลยก็ได้ เป็นนักข่าวอาจจะไม่รุ่ง ลองคิดดู ลองคิดทำอย่างอื่นบ้างสิ ผมเชื่อในระดับหนึ่งว่า มนุษย์เรา ตื่นขึ้นมาไม่พร้อมกัน ผมตื่นสิบโมง บางคนตื่นตีสี่ บางครั้ง ตื่นขึ้นมาแล้ว เราอาจจะทำในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ แต่ว่าบางที สิ่งที่เราตั้งใจไว้ มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจ เราก็ต้องว่าไปตามน้ำ ใช่ครับ ฟังดูอย่างงี้ ก็เหมือนกับว่า ผมก็ตามสบายของผมไปเรื่อย ผมไม่มีความตั้งใจหรือมุ่งมั่นอะไรเลยที่จะต้องไปเป็นศิลปิน ก็ต้องบอกว่า มันมุ่งแล้ว แต่มันไม่เวิร์กอ่ะ จะให้ทำไง คือบางที ชะตาชีวิตมันเขียนไว้แล้ว จะฝืนยังไง มันก็ฝืนไม่ได้ อั้ม พัชราภา จะไปทำงานแบงก์ มันก็ไม่ได้ เพราะมันอาจจะถูกกำหนดมาแล้วว่า เขาจะต้องมางานด้านนี้ คือของของเรามีอย่างไร เราก็ต้องทำไปอย่างนั้นน่ะครับ เพราะอั้มจะไปคิดเลขแข่งกับไอน์สไตน์ ผมว่าไม่เจ๋งเลยนะ แต่โฆษณาแชมพู ผมว่าเลิศกว่านะ สำหรับผม บางคนก็อาจจะบอกว่า อ๋อ คนนี้หยิบโหย่ง ทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่าง ผมคิดอย่างงี้นะ ชีวิตเราน่ะ เกิดมา มันมีช่วงเชลฟ์ไลฟ์ คืออายุการใช้งาน มันมีอยู่ช่วงหนึ่ง อายุการทำงานของคนเราก็จะมีแบบว่า เรียนหนังสือประมาณ 3-4 สิบปี ทำงานหาเงินแล้วก็แก่ คนก็จะนับหน้าถือตาหรือทำตัวให้มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ มันจะมีอยู่ประมาณ 3-4 สิบปี แล้วเรื่องอะไร ผมจะทำอย่างเดียวตลอดเลยล่ะ ลองแม่งมันทุกอย่างเลยสิ สนุกออก บางคนลองได้ บางคนลองไม่ได้ บางคนบอก เกิดมาเป็นอย่างงี้แล้ว ก็เลยต้องทำอย่างงี้ต่อไป ไม่ครับ สำหรับผมคนนี้ เรียกว่า “สวยเลือกได้” แล้วเราก็เลือกด้วย มันเป็นอิสระน่ะครับ ซึ่งหลายๆ ท่าน ไม่กล้าที่จะก้าวเข้าไปอยู่ตรงนั้น ผมก็ไม่ได้ว่ากล้าอะไรนักหนา แต่ว่าผมมีความอยาก เพราะความอยากมันทำให้เราขวนขวาย หาทางเพื่อให้ได้สิ่งที่เราอยากจะได้ ความอยากไม่มา ปัญญาก็ไม่เกิด ผมคิดอย่างงั้นนะ คุณไปเอาพลังงานมาจากไหน ถึงทำอะไรๆ ได้เยอะแยะขนาดนั้น? กะเพราไก่ไข่ดาวครับ ตั้งใจว่าจะทำให้ท้องอิ่ม ท่านพุทธทาสก็พูดไว้ว่า คนเราเกิดมามันก็ต้องกิน ก็กินเท่าที่เค้ามีให้เรากิน กินแล้วก็ใช้พลังงานจากที่อาหารเผาผลาญนั่นแหละมา Run สมอง ให้สมองมันเกิดความคิดขึ้นมา เท่านั้นเอง ไม่ได้มหัศจรรย์อะไรมากมาย คือถ้าคนจะหมั่นไส้ ก็คงหมั่นไส้ว่า อื้อหือ ตอบยังงี้ได้ยังไง ไม่เห็นมันจะเข้าท่าอย่างที่ควรจะเป็นเลย แต่มองในอีกมุมหนึ่ง ผมตอบอย่างงี้ได้ เพราะผมคิดอย่างงั้นจริงๆ กินพิซซ่าอันละหกร้อย ตรงโรงแรมเอราวัณ หรือกะเพราไก่ที่เดินออกมาอีกสามสี่ก้าวตรงที่จอดรถ ได้พลังงานเหมือนกัน จริงๆ นะ และที่สำคัญ ไม่ต้องไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอกครับ อยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ความมหัศจรรย์ของมนุษย์น่ะ มันไม่สิ้นสุดหรอก ง่ายๆ ผมว่า ยุคนี้ความต้องการของคนเรามัน Overload หรือล้นเกิน จริงๆ นะ อย่างบางคนบอก “ฉันมีแอปพลิเคชั่นแปดหมื่นห้าพันในเครื่องมือถือหรือไอโฟน” อีกคนบอก “ชั้นต้องมีแปดหมื่นหกพัน” ต้องไปหามาอีกพัน ใครมีเยอะกว่า ชนะ ถามจริงๆ เหอะๆ แล้วมึงใช้จริงหรือเปล่า อย่างเก่งก็ใช้ได้ทีละอัน ทำนองเดียวกัน มีเพื่อนในเฟซบุ๊กเยอะ เป็นพันๆ คน แต่สุดท้ายก็ต้องมาคุยกับไอ้อ๊อดที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วไอ้อ๊อด ไม่ได้มีอยู่ในเฟซบุ๊กด้วยนะ แต่เจอกันทุกวันศุกร์ เมื่อกี้คุณบอกว่า ความอยากไม่มา ปัญญาไม่เกิด มันคือยังไง? ความอยากมันเป็นตัวก่อให้เกิดจุดนั้นๆ แล้วก็ทำให้สิ่งอื่นๆ ตามมา ค่าเช่าต้องจ่าย เราก็ต้องหามาให้ได้ มันมีเส้นแบ่งบางๆ มากเลยนะ ระหว่างแรงบันดาลใจกับความอยาก ผมยังไม่รู้เลยนะว่ามันต่างกันอย่างไร เพียงแต่ว่าเมื่อมันมีแรงบันดาลใจมา อาจจะเห็นคนอื่นเข็มขัดกุชชี่ใหม่ เอ๊ย สวยเว้ย กูอยากได้มั่ง นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เราลุกขึ้นไปทำโน่นทำนี่ ทำหนังจนได้รางวัลมา เพื่อจะได้เงินมาซื้อเข็มขัดกุชชี่ แสดงว่า ความอยาก สำคัญมากๆ สำหรับการที่จะทำอะไรสำเร็จสักอย่าง? ผมชอบจังเลย เวลาไปตัดสินงานหรืออ่านงานเด็กๆ เค้าจะเขียนว่า “แรงบันดาลใจของข้าพเจ้าเกิดจาก...กูไม่สนหรอกว่าแรงบันดาลใจของคุณจะเกิดจากอะไร กูสนว่ามึงจะจบยังไงต่างหาก มันไม่สำคัญหรอกครับว่าเราจะ Take off ยังไง สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่าเราจะลงมานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แรงบันดาลใจไม่สำคัญ มันเป็นจุดที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา จริงๆ มันก็มีจุดที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาตลอดเวลาแหละ ชีวิตน่ะ เพียงแต่ว่าเราจะมองจุดนั้นให้มันต่อยอดออกมาเป็นชิ้นผลงานได้อย่างไร แรงบันดาลใจมีเยอะแยะ แต่เราจะใช้ตรงนั้นให้สำเร็จเป็นผลลัพธ์ตอนสุดท้ายได้อย่างไร เราสนใจกระบวนการระหว่างเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดนั้นมากกว่า ถ้าถามอย่างเชยว่า ศิลปินแบบคุณมีวิธีการค้นหาแรงบันดาลใจอย่างไร คุณจะตอบว่า...? อาจจะต้องออกไปเห็น ออกไปสัมผัส การจะออกไปเห็นออกไปสัมผัส มันไปได้หลายทาง นั่งรถเมล์ก็ได้ นั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งเรือยอชต์ก็ได้ หรือเล่นอินเทอร์เน็ตก็ได้ คือถ้าออกไปไหนไม่ได้ แต่เราก็ต้องหาอินฟอร์เมชั่นเข้ามาได้ เพียงแต่ว่าเราต้องเปิดโสตของเราเนี่ยะ จมูก ตา หู ปาก ความรู้สึก เปิดไว้ เดี๋ยวมันเข้ามาเอง เปิดไว้ เปิดอย่างไรล่ะ การเรียนรู้มันอยู่ที่เราอยากจะเรียนรู้หรือเปล่า ครูสอนปาวๆๆ ไป ถ้าเราไม่เรียนรู้ หรือเราไม่เปิดรับ มันก็เปล่าประโยชน์ เราไม่เปิดประตูให้มันเข้ามา มันก็เข้ามาไม่ได้เท่านั้นเอง แรงบันดาลใจมันเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปอินเดีย ไม่ต้องไปอะไร แล้วที่สำคัญ ผมไม่ได้เป็นคนที่แบบว่าถึงเวลาพัก ก็ชักปลั๊ก เหมือนกับหลายคนที่เราเห็น ทำงานแทบเป็นแทบตาย แล้วพองานเสร็จ กินเหล้ากันยกใหญ่เลย พักผ่อน แต่เราไม่ใช่แบบนั้น เราจะลัลลาไปเรื่อยๆ ลัลลาแบบเราก็จะแบบว่า เนียนไปเรื่อย คือไม่แบบว่า ไม่โหมมาก แล้วก็ไม่ตกมาก ไม่สูงมาก คนที่ทำอะไรสำเร็จส่วนใหญ่ เขามักจะมีคติชีวิตหรือคำคมๆ เป็นของตัวเอง คุณล่ะมีบ้างไหม? บอกเลยว่า รำคาญญญญ...น่ะ ไอ้ประเภทแบบว่าคำคม อย่างพวกที่เรียกกันว่า ดังขึ้นมา 3 นาทีแล้วก็ไปเขียนพ็อกเกตบุ๊กขาย แล้วในเล่มก็จะมีคำคมๆ เยอะแยะ ถามว่า มันจะคมอะไรกันนักกันหนาวะ ไม่มีคำคม สำหรับผม คมทั้งตัว หัวถึงตีน ไม่ต้องใช้คำคม จริงๆ

ทำไมถึงรำคาญล่ะ?
มันเป็นอะไรซึ่งปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้คนอื่นประทับใจในสิ่งที่เราพูดไป ผมพูดก็ได้ คิดได้เหมือนกัน
คุณไม่มองหรือว่าหนังสือพวกนั้นมันก็เป็นแนวทางให้คนอื่นๆ ได้เหมือนกัน?
เป็นไม่ได้ครับ คนเราควรจะเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น มนุษย์เรานี่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์พอสมควร สังเกตได้ ลายนิ้วมือเราไม่เหมือนกัน หน้าตาอาจจะคล้ายกัน ฝาแฝด หน้าตาก็ยังไม่เหมือนกันทั้งหมดนะ
ฟังๆ ดู คล้ายกับว่าคุณจะ Free กับชีวิตมากๆ เลย?
คำว่า ฟรี ในภาษาฝรั่งนี่ มันเป็น...พันธะทางสังคม ซึ่งเราสามารถจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองก็ได้ คือถ้าเราบอกว่าเราไม่อิสระ เราก็ไม่อิสระ ถ้าเราบอกว่าเราอิสระ เราก็อิสระ
จริงๆ ผม Plan นะ รู้ไว้ว่ามันอาจจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหาในอนาคตข้างหน้า แต่ไม่ต้องไปนึกถึงดีเทลตรงนั้นว่าจะต้องทำยังไงกับมัน ไปถึงจุดนั้น เดี๋ยวมันมาเอง คำตอบมันอยู่ตรงหน้าเรา
ในชีวิตผม ไม่เคยเลยที่จะคาดหวังว่า มันจะต้องออกมาสีเขียวอย่างที่ผมตั้งใจไว้ มันเขียวหรือเปล่า มันก็เขียว แต่เขียวมันมีหลายเฉด คือบางคนนี่ เขาจะบอกนะว่า ตายแล้ว ทำไม กาแฟมันไม่หวานเท่าที่ฉันอยากจะให้มันหวาน ก็มันหวานได้แค่นี้น่ะ คนอื่นเขาทำ ไม่ใช่เราทำเอง
เหมือนกัน ถ้าออกแบบอะไรๆ แล้ว ได้สีเขียวแบบหนึ่งมา เราก็รีบกระทืบตีนว่า ไม่เอา เราจะเอาเขียวอีกแบบหนึ่ง ผมว่ามันก็ไม่ถูก เพราะมันก็เขียวเหมือนกันแหละ มันอยู่ที่ใจเราว่าเราจะพอใจกับสีเขียวที่เราได้มาหรือเปล่า ใช่ ฟังดู เหมือนกับว่าเราเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีความกระตือรือร้นหรือทะเยอทะยาน อ้าว ทะเยอทะยานไปก็เท่านั้น ก็ได้อะไรล่ะ เวลาตาย เผาศพดอกไม้จันทน์บาทหนึ่งเหมือนกันแหละวะ ปลงมั้ย ไม่ปลง ยังอยากได้เข็มขัดกุชชี่อยู่ ยังอยากทำอะไรเยอะแยะอยู่
ผมให้ความสำคัญในการดีลกับปัญหาหน้าไซต์ มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องดีลกันไปกับชีวิต ปรกติ การทำงานของผม กับการเดินทางของชีวิตก็จะไปคล้ายๆ กัน คือพอมีอะไรเข้ามา เราก็ดีลกับมันตรงนั้น เหมือนๆ กับว่า ที่เค้าพูดว่า เรื่องอะไรจะตัดกระบอกก่อนที่จะถึงบ่อน้ำล่ะ ถือไว้ให้มันหนักใช่มั้ย กระบอกนั่น ก็ทำไมไม่ไปตัดกระบอกตอนที่มันถึงบ่อน้ำล่ะ มันจะได้ไม่ต้องแบกหนัก ฝรั่งบางคนบอกว่า โอ้โห เดี๋ยวจะต้องไปหาหมอ ทำโน่นทำนี่ วิตกไปแล้ว เราก็บอกว่า เฮ้ย อย่าวอรี่ไปก่อนเลย รอไปให้ถึงจุดนั้นก่อนแล้วเราค่อยคิดกันว่าจะทำยังไงกับมัน
ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เป็น “ความเชื่อ” ของคุณมากที่สุดในชีวิต คุณ “เชื่อ” อะไร?
ทุกคน “สวยเลือกได้” เพียงแต่เราต้องเชื่อว่า เราเลือกได้ ส่วนคนอื่นๆ จะพูดกันว่า เรามีตังค์ ไม่ต้องทำงานอะไร ก็เลือกได้สิ ก็ช่างแม่งมัน เค้าอยากจะพูดอะไรก็พูดไป ก็เราเลือกได้ เราก็จะเลือกอ่ะครับ
โดย: กองรรณาธิการ
ภาพ: OOFSIDE
ที่มา: ผู้จัดการ / 11 มีนาคม 2554
Tags:
-
▶ Reply to This