อภินันท์ โปษยานนท์ รีแบรนด์ภาพลักษณ์งานวัฒนธรรม

สนทนากับอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกับบทบาทการส่งเสริมงานวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต้องคิดนอกกรอบบ้าง ทั้งที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันตายตัวของระบบราชการ 

พูดถึงคนทำงานด้านวัฒนธรรม หลักๆ ที่รู้จักกันในแวดวง หนีไม่พ้น ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้ก้าวออกจากประชาคมวิชาการมาผลักดันงานด้านวัฒนธรรม ภายใต้ร่มของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเริ่มจากบทบาทผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) จากนั้นย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง ก่อนจะมารับตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กำลังอยู่ในการเฝ้ามองของบุคลากรในหน่วยงานวัฒนธรรมใหญ่น้อย โดยเฉพาะหน่วยงานอิสระ เครือข่ายศิลปินต่างๆ รวมถึงกลุ่มผู้ผลักดันงานวัฒนธรรมทั้งหลาย ว่าจะเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่ และจะขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่กำลังทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นทุกที ในฐานะ "ต้นน้ำ" ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างไร 



อยากให้เปรียบเทียบความแตกต่างของเนื้องาน ระหว่างสมัยเป็นอาจารย์ ต่อมารับหน้าที่ดูแลสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทั่งถึงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในปัจจุบัน 

คือต่างเวลาต่างบริบท ผมคิดว่างานตรงนี้ท้าทายและสนุกมาก แต่หากย้อนกลับไปสมัยผมอยู่จุฬาฯ ผมเป็นเสมือนตัวแทนของศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด 20 กว่าปีที่นำศิลปินไปสู่เวทีโลก ผ่านหอศิลป์ที่จุฬาฯก็ดี หรือว่าการแสดงงานที่นิวยอร์ก บริสเบน หรือโตเกียวก็ตาม มันเป็นเนื้องานที่เราชอบ 

ตอบจบโทจากสก็อตแลนด์ มาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ใจผมอยากเป็นศิลปิน คือผมเรียนทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์ และเรียนสตูดิโองานศิลป์ด้วย โชคดีที่ได้รางวัลงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ 3 ครั้งด้วยกัน ก็รู้สึกตื่นเต้น แต่พอได้รับทุนจากจุฬาฯ ไปทำปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ชีวิตก็หักเหไป 5 ปีหลังจากนั้น กลับมาทำงานที่จุฬาฯ อีกครั้ง ก็เป็นช่วงก่อตั้งหอศิลป์ฯ มีโอกาสนำศิลปินไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ ช่วงนั้น เขามองว่าเอเชียจะเป็นทวีปทางด้านมหาอำนาจ มีประเทศต่างๆ สนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ที่เข้ามาเลือกงานของศิลปินไทยไปแสดง 

ช่วงหักเหคือปี ค.ศ.1993 ที่ทางออสเตรเลีย เชิญให้ไปจัดงานมหกรรม และต่อมาช่วง ค.ศ.1996 ทางสถาบันเอเชียโซไซตีที่นิวยอร์กเชิญให้ผมมาเลือกงานศิลปิน (นอกจากไทย) ก็มีอินโดนีเซียด้วย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินเดีย ช่วงนั้นสนุก เป็นการทำงานที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ก่อนจะมีเศรษฐกิจสร้างสรรค์เสียอีก 

ช่วงปี พ.ศ.2544 ผมได้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติจาก สกว. และทำศาสตราจารย์ที่คณะศิลปกรรมฯ จุฬาฯ ตอนนั้นคิดว่าชีวิตการทำงานคงดำเนินไปที่จุฬาฯ ด้วยความสนุกสนาน แต่ก็มีจุดหักเหใหม่ เมื่อมีการก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรม และมีกรมใหม่ขึ้น คือสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย มีการประกาศคัดเลือก มีคนชวนผมไปสมัครและเผอิญได้ (ตำแหน่งผู้อำนวยการ) เลยเกิดความท้าทายในด้านงานบริหาร 

ตอนรับงาน พบว่ามีอุปสรรคมากมาย เพราะคนไม่เข้าใจว่าศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยคืออะไร พอไม่เข้าใจก็มองว่าต่างจากการอนุรักษ์ เป็นอะไรที่มาท้าทาย หรือเห็นต่างกับงานอนุรักษ์ 



เรียกว่า มีแรงเสียดทานจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ? 

มีมากครับ แม้กระทั่งสำนักงบประมาณก็ยังไม่เข้าใจ ใช้เวลานานพอสมควร ช่วงนั้น จึงต้องทำความเข้าใจให้ผู้ไม่เข้าใจได้เห็นถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 



ในเวลานี้ หากจะขอให้คุณให้คำจำกัดความสั้นๆ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ? 

เป็นการสะท้อนแนวคิดสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ผมคิดว่าแนวคิดสร้างสรรค์ปรากฏอยู่ตลอดเวลา ความร่วมสมัยอาจจะไปร่วมสมัยกับ 10 ปี 20 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่เพียงเรื่องของจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม ศิลปะการแสดง แต่ยังคาบเกี่ยวกับเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวในมิติต่างๆ 

สิ่งที่ผมคิดไว้ในปีแรกที่เข้ามา คือจะนำเสนอสิ่งที่วงการสร้างสรรค์ไทยขาดอยู่ คือเรื่องการสนับสนุนศิลปินรุ่นกลางๆ คือเรามีศิลปินแห่งชาติ แต่ยังไม่มีการให้กำลังใจคนที่กำลังทำงาน ผมเลยเสนอให้มีรางวัลศิลปินศิลปาธรขึ้นมา ซึ่งทุกคนก็งงมากว่า คืออะไร บางคนนึกว่ามันเกี่ยวกับบ้านเอื้ออาทรรึเปล่า หรือบางทีเขาประกาศเป็นศิลปินศิลปากร ซึ่งโดยคำของศิลปาธร หมายถึงผู้ทรงไว้ซึ่งงานศิลปะ รางวัลนี้เหมือนกับการให้กำลังใจศิลปินรุ่น 30 ถึง 50 ให้เขาเดินต่อ 



แล้วเนื้องานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ? 

เพราะมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง พรบ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งภายใน พรบ.ระบุว่ากรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเดิมอยู่ที่ สวช. ต้องไปที่สำนักปลัดฯ แล้ว แทนที่จะเป็น รมว.วัฒนธรรมเป็นประธาน ก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่อีกส่วนหนึ่ง เมื่อปรับเปลี่ยนแล้วก็มีการเปลี่ยนชื่อ จาก สวช. มาเป็นกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ช่วงนั้นผมมีโอกาสนั่งในกรรมาธิการ ก็มีการถกเถียงว่า ควรจะใช้ชื่ออะไร ในที่สุดก็ออกมาชื่อนี้ (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Department of Culture Promotion) 

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ และงานส่งเสริมเป็นงานที่มีหลากมิติ เราจะไม่ลืมแก่นสำคัญเรื่องภูมิปัญญา มิติของท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น อะไรที่เป็นเรื่องดีของ สวช. เราคงไว้ แต่ในเวลาเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมที่มีมา 7-8-9 ปี นโยบายของกระทรวงคือการปรับโฉม ปรับภาพลักษณ์ของกระทรวง เป็นการ rebranding แล้วยังมีการปรับเนื้องาน เพราะการปรับภาพลักษณ์ หากเน้นไปในมิติของการอนุรักษ์ เขาก็อยากให้มีหลากหลาย 



เน้นการปรับภาพลักษณ์อย่างไร 

เช่น การสร้างเครือข่ายในต่างจังหวัด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมออกต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ ทำกิจกรรมตลอด เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของสภาวัฒนธรรมจังหวัด และในแต่ละชุมชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ 

ผมอยากให้คนคลายเครียดมากขึ้น ไม่ใช่สนใจแต่เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ หรือสงคราม ช่วยเปิดพื้นที่ผ่อนคลายบางอย่าง เช่นพื้นที่ 23 ไร่ที่ศูนย์วัฒนธรรม กับแปลงใหม่อีก 35 ไร่ รวมเป็น 58 ไร่ ภารกิจตรงนี้จะทำอย่างไร เรามีงบส่วนหนึ่งแล้วในการสร้างหอศิลป์ แต่ทำอย่างไรให้พื้นที่้ตรงนี้ มีคนอยากมาอยู่ทั้งวัน 

คือผมเป็นกรรมการมูลนิธิหอศิลป์ กทม.ด้วย เห็นว่าที่นั่นมีศักยภาพในการดึงคนได้ ให้คนมาเข้าใจ ดูงาน และซึมซับในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่นเดียวกัน พื้นที่ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะไม่มีกระทรวงไหนที่มีพื้นที่โล่งว่างขนาดนี้หรอก โดยนโยบายหรือปรัชญา เราอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของศิลปะ ของวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ของกรุงเทพ ของไทย แต่เป็นของอาเซียนด้วย เป็น Asian Culture Gateway ตรงนี้เผื่อเรามองว่า หากเราสามารถนำมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจจะมีการแสดงอาเซียน หรือเป็นการแสดงของแต่ละภูมิภาค มันก็จะเกิดเรื่องของภูมิปัญญา อาหาร การแต่งกาย เรื่องของความคิดความเชื่อ เป็นคล้ายๆ กับ Culture Village แต่มิตินี้ ผมไม่ได้มองเรื่องความเป็นไทยอย่างเดียว ผมว่าเป็นเวทีประลองระหว่างประเทศได้ด้วย 



อย่างกรณีสิงคโปร์ มีการเคลื่อนทุนวัฒนธรรมก็ไปอยู่ที่นั่น เราจะเพิ่มขีดการแข่งขันอย่างไร 

ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ หรือเกาหลีก็ดี เขาได้รับการผลักดันจากรัฐบาล เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวนำ เกาหลีกับสิงคโปร์ต่างกัน เกาหลีมีอารยธรรมที่ยาวนาน แต่สิงคโปร์ไม่มี สิงคโปร์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เขาประกาศตัวเลยว่า จากความไม่มีตรงนั้น เขาจะเอาอะไรมาเป็นจุดเด่น คือเอาเรื้่องของการบริหารจัดการ จะเป็น Esplanade หรือ Singapore Art Museum อันใหม่ หรือจะมีการสร้างมหกรรมทุกปี ที่ดึงเอาไทย เอาของอาเซียนไปแสดง เขาบ่งบอกว่าในความด้อย-ความไม่มีของเขา เขาสามารถนำมาเป็นจุดเด่นได้ 

ช่วงแรก แรงเสียดทานเยอะนะ เพราะคนถามว่าสิงคโปร์ไม่มีอะไรเลย จะสามารถดึงดูดงานศิลปะการแสดงระดับนานาชาติได้อย่างไร แต่เขาทำได้ เขามีเอสพลานาด เราก็มีเอสพลานาด แต่เราใช้ศักยภาพตรงนี้อย่างไร เพราะฉะนั้น พื้นที่ตรงนี้ จึงเหมาะมากที่จะพัฒนาสิ่งนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลใดก็ตามในการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 



งานแรกๆ ของการพัฒนาพื้นที่ใหม่ของศูนย์วัฒนธรรม ? 

ก่อนหน้านี้ เรามีการประชุมกรรมการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งทางสำนักงบก็มาประชุมด้วย ผมบอกว่าปีนี้ ผมไม่ได้ของบเพิ่มเลย ผมใช้งบที่มีอยู่ จะจัดพื้นที่สัก 11 ไร่ ในการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ก่อน เราจะสร้างเป็นพื้นที่ไม่ถาวร เหมือนเป็นน็อคดาวน์ 1 ชั้นเราสามารถที่จะใช้เป็นพื้นที่ฝึกคน เป็นเวทีให้แสดงออก ทั้งศิลปินร่วมสมัย ศิลปินท้องถิ่น มหกรมเรื่องผ้า เรื่องอาหาร อาจจะมีโรงฉายภาพยนตร์เล็กๆ สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าเราสามารถขับเคลื่อนได้เลย เหมือนเป็นพื้นที่ตัวอย่าง 

อันนี้ เราจะใช้ในเชิงรุก เราจะรุกออกไปหาประชาชน ไปหาภาคเอกชน อาจจะเป็นลักษณะของ csr ก็ดี เป็นลักษณะของความร่วมมือก็ดี อย่างกรณีของสัปดาห์ศิลปินแห่งชาติ เราก็ได้ 3 หน่วยงานภาคเอกชนมาร่วม ธนาคารกรุงเทพ ไทยเบฟ และปูนซิเมนต์ไทย ต่อไปเราก็มีสมาชิกเครือข่ายเพิ่มขึ้น คืองบประมาณอาจจะน้อย แต่เราสามารถต่อยอดได้จากตรงนี้ 



การพัฒนาอาร์ตแกลลอรีของศูนย์วัฒนธรรม ? 

คือตัวหอศิลป์ร่วมสมัย ปีนี้เราได้งบมา 100 กว่าล้าน ซึ่งโดยรวม งบประมาณในการสร้างหอศิลป์ราว 1,000 ล้าน ในช่วง 3 ปี แต่ช่วงไม่กี่เดือน จะเริ่มขุดฐานราก ผมก็จะเอาดินนี้แหละมาปรับปรุงที่จอดรถ 



เคยมีการเปรียบเทียบว่า ขนาดของเมืองกรุงเทพเช่นนี้ น่าจะมีศูนย์วัฒนธรรมสัก 20 แห่ง ? 

ถูกต้อง มีการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในหนังสือภาษาฝรั่ง บอกว่ามีศูนย์วัฒนธรมตรงนี้อยู่แล้ว พื้นที่ 35 ไร่ไม่ควรสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์ขึ้นมาอีก เพราะพื้นที่ตรงนี้ ใช้ไม่เต็มที่ ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันน่าจะมีเยอะแยะด้วยซ้ำไป ควรมีฮอลล์ขนาดต่างๆ 100 คนก็ได้ 200 คนก็ได้ ผมเชื่อว่าตามสัดส่วนความต้องการของผู้บริโภค มันควรจะหลากหลาย และควรจะมีบทบาทของเอกชนด้วย 

พื้นที่ตรงนี้ อีก 1 ทศวรรษต่อไป จะเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มีทั้งสยามเนรมิต เพื่อนบ้าน จะมีการสร้างศูนย์วัฒนธรรมจีน ติดๆ กันเลย อสมท ก็จะสร้างพื้นที่เกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องสื่อ รวมถึงเอสพลานาด คือชุมชนตรงนี้ เราต้องมองถึงเขาด้วย บางทีเราไปมองว่า เป็นพื้นที่อาบายมุข คือภาพสถิตย์ว่ารัชดาฯ เต็มไปด้วยอบายมุข ... คือผมมองเป็นลูกค้าหมด แม้แต่ ยูโทเปีย อาบอบนวด ซึ่งอยู่บนถนนวัฒนธรรม (หัวเราะ) ผมมองว่าเป็นลูกค้าเราได้ด้วย คือทุกคนสามารถมา enjoy พื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมได้ อย่าไปแบ่งแยก เผลอๆ อนาคตต่อไป ผมอาจจะมีโบรชัวร์ด้านวัฒนธรรมไปแจกที่นั่น เราเลือกปฏิบัติไม่ได้ เรื่องของวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเลือกเพศ เลือกวัย เลือกสี 



แนวทางเรื่องกองทุนศิลปิน หรืออย่างที่มีการคุยกันถึง NEA (National Endowment for the Arts) ? 

เรามีอยู่แล้ว จริงๆ มันมีหลายกองทุน แต่ผมคิดว่าเรายังตีความเรื่องกองทุนไม่ชัดเจน ในเชิงแนวรุก เราต้องมีเหมือนผู้อุปถัมภ์ศิลปะ ผู้ที่สนใจศิลปะ หากเขาสนับสนุน เราก็ให้เครดิตเขา เพื่อให้กองทุนนี้งอกงามขึ้นมา เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนได้ แต่บางกรณีเราใช้แค่ดอกผล ซึ่งมันน้อย ดังนั้น ในมิตินี้ ต้องพูดไปถึง 5 ปี 10 ปีข้างหน้าที่จะมีเงินทำงานต่อเนื่องได้ 

คำว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผมมองว่า อย่าให้แค่ระบบราชการไปเลือกว่า จะส่งเสริมนั่นส่งเสริมนี่ ผมว่าทางภาคเอกชนก็สนับสนุน อย่าง โตชิบา ไทยเบฟ เขามีการจัดประกวดประขันอยู่แล้ว อันนั้นก็ดี ในเชิงภาครัฐ เราสามารถบูรณาการ ในแง่ endorse ว่าเขาได้ทุนนี้จากรัฐบาล มันอาจจะเป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้น เหมือนเงินก้นถุง ตัวกองทุนเรามีครับ แต่อยากมีภาคเอกชนมาเสริม 

พูดตามตรง ของไทยเราลำบาก งบน้อย ขณะที่หากเราพูดถึงสิงคโปร์ หรือเกาหลีใต้ เขามีเงินกองไว้เลย เป็นร้อยๆ ล้านในการสนับสนุนเครือข่าย หรือกรณีมีจดหมายเชิญมาให้ไปแสดงงานในยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ หรืออิตาลี เขามองว่ามันเป็นการเบิกทาง นี่คือการรุกเชิงวัฒนธรรมให้แก่ประเทศเขา ลองคิดดูว่าสิงคโปร์ จากความไม่มี ตอนนี้มีแล้ว รัฐบาลพร้อมจะผลักดันให้ศิลปินไปสร้างผลงานบนเวทีนานาชาติ 



หากมองในแง่เคพีไอ (Key Performance Indicator) คุณวัดความสำเร็จของงานอย่างไร 

เรื่องเคพีไอ มีวัดกันหลายรูปแบบ แรกๆ คือเรื่องปริมาณ มาอยู่กรมนี้ หากวัดในเชิงปริมาณ ผมสบายใจได้เลย เพราะคนมากันหลากหลาย และมากันอย่างต่อเนื่อง แต่ในเชิงคุณภาพ เราต้องให้ความสำคัญ ทั้งการสอบถาม หรือการนำเสนอในมิติคุณภาพ อย่างเช่น เรื่องของศิลปะการแสดงปีที่แล้ว เราทำที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ปีนี้้เราได้โจทย์ใหม่ให้ทำที่ศูนย์วัฒนธรรม ที่โรงละคร ที่พารากอน และที่เวิลด์เทรด กรณีแบบนี้ เราจะมีตัวชี้วัดที่แตกต่างออกไปอย่างไร และในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พอจัดกิจกรรมแบบนี้แล้ว แต่ละประเทศ หรือสถานทูต เขามองอย่างไร 

ผมคิดว่าตัวบ่งบอกดูจากเวลาเราไปชี้แจงงบประมาณ ถ้าจัดงานแล้ว ข่าวไม่ออก ตัวกรรมาธิการมีข้อสังเกตแน่ แต่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา งานของศูนย์วัฒนธรรม จะออกเยอะ การทำงานต้องฮิตาชิหน่อย คือเปิดปุ๊บติดปั๊บ สร้างความรู้สึกและมิติใหม่ให้แก่ผู้มารับบริการ และต้องการสมาชิกใหม่ 

เหนืออื่นใด เราไม่ได้พูดถึงเยาวชนเท่านั้น เราพูดถึงคนสูงวัย คนพิการ คนกลุ่มอื่นๆ คือมา hang out กันได้ ดังนั้น ในด้านกายภาพ นอกจากพื้นที่ที่กล่าวมาแล้ว พื้นที่มีอยู่จะปรับอย่างไร ร้านกาแฟ ห้องอาหาร ห้องสมุด ห้องอินเตอร์เน็ต คือมานอน hang out ก็ได้ ไม่งั้นมันเหงา กลางวันมันเหงา ผมไม่อยากเกิดภาพว่า ศูนย์วัฒนธรรมคือที่ๆ มีกิจกรรมตอนกลางคืนเท่านั้น ผมอยากให้สิ่งที่กล่าวมานี้พร้อมก่อนงานใหญ่ที่จะมีขึ้นในปีนี้ อย่างมหกรรมศิลปะการแสดงนานาชาติช่วงเดือนกันยายน ซึ่งช่วงนั้นคนจะมามากมาย คนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตรงนั้นด้วย 

ยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนอกรั้วศูนย์วัฒนธรรมฯ ผมไปดูรถไฟฟ้าใต้ดิน มันต้องโปรโมทศูนย์วัฒนธรรมตั้งแต่ตรงนั้น มันต้อง out reach แล้วไม่ใช่เดินออกมา คุณใส่ทักซิโดต้องมากระโดดข้ามร้านก๋วยเตี๋ยว ข้ามถนนก็ไม่ได้ ปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ มันต้องทำให้สวยงามขึ้น หรือผมคุยกับทางท่านผู้ว่า กทม. ว่าขอสะพานข้ามได้มั้ย เพราะข้ามทางม้าลาย 2 จุดนั้น อันตรายมาก 



ชีวิตวันนี้ เท่ากับด้านหนี่งดูแลบ้านหลังใหญ่ที่นี่ อีกด้านหนึ่งต้องเดินทางไปดูบ้านหลังน้อย ? 

ครับ มันต้องมีบ้านเล็กบ้านน้อย (หัวเราะ) ไม่ใช่ในความหมายนั้น ผมหมายถึงต้องดูแลทุกจังหวัด อย่างกรณีผมไปเปิดงานโนราห์โรงครูที่พัทลุง ก็เชิญ วัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 5 จังหวัดมาคุย โครงการต่อไป ผมจะลงไปยะลากับนราธิวาส ลงไปดูว่าทำอย่างไรถึงจะดึงงานที่โดดเด่นของ 3 จังหวัดออกมาแสดงให้ได้ มิตินี้เป็นโจทย์ที่แก้ยาก ถ้าเราไปจัดในพื้นที่ จะมีความเสี่ยงเยอะ คนก็ไม่ไป ดังนั้น เราอาจจะใช้กลยุทธดึงออกมาให้ 3 จังหวัดนี้มีพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานและนำออกมาสู่สาธารณชน 



ทั้งหมดที่ทำมาจะสังเคราะห์ไปสู่เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างไร 

ผมอยู่ในกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทางกระทรวงพาณิชย์ด้วย ผมคิดว่าประเด็นสำคัญคือ เรายังตีโจทย์ไม่แตกว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มองในมิติของตน อย่างที่ฝรั่งบอกว่ามี 15 สาขา จัดเป็นแพ็กเก็จมา ผมบอกว่าอย่าไปเชื่อ เพราะหากเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการคิดนอกกรอบ เราก็ต้องคิดนอกกรอบ ตรงนี้ผมมองว่าท้าทายมาก โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาบุคาลกรเป็นสิ่งสำคัญ แต่ระบบราชการเน้นย้ำเรื่องการไม่คิดนอกกรอบ คือการคิดนอกกรอบเป็นอะไรที่ผิด อันนี้ประเด็นที่หนึ่ง 

ประเด็นที่สอง งบประมาณที่จะสนับสนุนทางภาคเอชกน ต้องเป็นงบประมาณที่ไหลลื่น ไม่ใช่ลงมาแล้ว ไปมัดตัวเองในเรื่องกฎระเบียบของการทำงาน เอกชนก็คงไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม ได้ แล้วความเป็น "ต้นน้ำ" ของงานวัฒนธรรมยังแตกต่าง จากการตีความของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี กระทรวงท่องเที่ยวก็ดี กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดี ของเรา เราผลิตต้นน้ำ อย่างศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร ช่างสล่าเหล่านี้ เขาคิดนอกกรอบอยู่แล้ว ไม่งั้น คงไม่มีความเป็นถวัลย์ หรือเฉลิมชัย ฉะนั้นเราต้องดึงเสน่ห์ของเขาขึ้นมา 

สิ่งที่สำคัญ เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเจริญงอกงามได้ ต้องอยู่ในภาวะไม่ทะเลาะกัน ทั้งในและต่างประเทศ 


แต่คุณเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะมา คงทราบว่าสงครามก็ทำให้เกิดผลผลิตทางศิลปะได้เหมือนกัน ? 

(หัวเราะ) ความขัดแย้งมันก็ดี ทำให้เกิดวามคิดสร้างสรรค์ แต่ขัดแย้งแบบทุก ๆ อาทิตย์ของต้นเดือน ก็ทำให้ซึมเหมือนกัน 

ผมเจอหลายงานครับ ผมไปจัดงานที่ตรงบริเวณเซ็น ตรงเวิลด์เทรด มีการรื้อมีการถอน ผมไปจัดงานที่เชียงใหม่ช่วงปีที่แล้ว ตรงบริเวณพื้นที่ใจกลางเมือง ก็ถูกคนเสื้อแดงยึด มันก็มี อย่างตอนไปจัดงาน บางกอก กล้วย กล้วย ตอนนั้นอยู่ในสภาวะเคอร์ฟิว ที่พัทยาเพิ่งซัดกันหยกๆ คราวที่ผู้นำอาเซียนวิ่งหนีกันกระเจิง ตอนนั้นเราจัดเลย เราจัดให้เห็นว่า บางกอกกล้วยกล้วย ทุกอย่างกล้วยๆ หมด อยู่ในสภาวะใด ความคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้ ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าเป็นการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ตอนนี้เราทุกคนพยายามปรับให้เข้าสถานการณ์ เพราะเราไม่รู้ว่าอีกเดือนสองเดือนจะเกิดอะไรขึ้น 

ผมคิดว่าการวางแผนบนความไม่แน่นอน เป็นเสน่ห์ของคนไทยอยู่แล้ว เพราะคนไทยไม่ชอบทำอะไรเป็นระบบ คนไทยจะทำอะไรที่ฉับพลันพอสมควร อิมโพรไวส์ (หัวเราะ) 



โอกาสที่จะกลับมาทำงานวิชาการอีกครั้ง ? 

แน่นอนครับ คือ ณ นาทีนี้ สมมติผมหยุดทำงาน ผมมองย้อนกลับไป ชีวิตนี้ผมได้ทำอะไร ได้สร้างอะไร ผมมีความสุขมากกับสิ่งที่ได้เดินมา ได้รับเกียรติจากกษัตริย์สวีเดน มอบตำแหน่งให้เป็นอัศวิน รัฐบาลอิตาลีมอบตำแหน่งอัศวินให้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของชีวิต ความท้าทายของงานที่กรมส่งเสริมฯ คือการบริหารต่อไป ส่วนงานวิชาการ มันคล้ายๆ ผมลามาทำวิจัยที่ยาวนานมาก ในช่วง 8-9 ปีนี้ผมมีข้อมูลเยอะมาก หากผมมีเวลานั่งลงเมื่อไหร่ เขียนหนังสือ 4-5 เล่มออกมาได้สบายมาก และจะเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ต่อวงการ ไม่ใช่แค่ศิลปะร่วมสมัย แต่รวมถึงการบริหารจัดการ การปฏิบัติงานในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งผมอยากทำ แล้วท้ายสุดในชีวิต ผมอยากกลับไปสู่จุดที่ผมเริ่ม คือกลับไปเป็นศิลปิน. 




โดย: มโนมัย มโนภาพ 
ภาพ: วันชัย ไกรศรขจิต
ที่มา: bangkokbiznews.com / 15 มีนาคม 2554

Views: 10

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service