สังเกตของแต่ละประเทศ ด้วยความลึกๆ กระมังว่า เพื่อถนมอรักษาความเป็นชาติของตัวเอง ที่หันมาให้ความสำคัญวัฒนธรรมกันอย่างจริงจัง โบสถ์ วิหารต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละประเทศได้รับการดูแล ภาพศิลปะที่งดงามตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่แสดงเอกลักษณ์ของประเทศจะนำออกมาโชว์อย่างผิดสังเกต นักเขียนนาม คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ แทบมิต้องพรรณนาผลงานเขียนของท่าน เพราะเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการวรรณศิลป์มานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยเฉพาะรวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กัน ดั่งเสมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยในช่วงเวลานั้น วันนี้ ลุงคำสิงห์ ศรีนอก วัย 80 ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับงานเขียน ณ ไร่ธารเกษม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา บ้านหลังเล็กๆ เงียบสงบ อุดมด้วยแมกไม้น้อยใหญ่บนเนื้อที่ 80 ไร่ เป็นอีกวันหนึ่ง (27 ก.พ. 54) ที่ท่านได้เปิดบ้านต้อนรับนักเขียนหนุ่มสาว 28 ชีวิตของโครงการบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ ภายใต้การดำเนินงาน สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ดังที่ลุงคำสิงห์ กล่าว “เฉลี่ยแล้วจะมีคณะนักเขียนมาเยี่ยมเยียนนั่งคุยกันเดือนละครั้ง” และทุกครั้งลุงคำสิงห์มีใบหน้าเบิกบาน เมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน โดยบางเรื่องผ่านตัวละครของเรื่องสั้น ทั้งสอดแทรกความรู้สึกนึกคิดผ่านตำพูด “คนในวัฒนธรรม” ถ่ายทอดความรู้สึกและมุมมองโดยเฉพาะงานวัฒนธรรม ที่ท่านได้เอ่ยขึ้นเพื่อที่ให้เรารู้สึกร่วมกันและกัน “ผมเขียนอย่างนี้ลองฟังดู ด้วยความก้าวหน้าของการสื่อสารและการคมนาคมในปัจจุบัน ช่วยให้การเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง จากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง เป็นไปได้ง่ายและสะดวกขึ้น ผู้คนในแต่ละภาคส่วนของโลกไปมาค้าขายติดต่อกัน ติดต่อสัมพันธ์ซึ่งนับวันยิ่งใกล้ชิด กระทั่งคนธรรมดาอย่างเราๆ ก็พอจะพยากรณ์ได้ว่า สภาพของโลกไร้พรมแดนจะปรากฏเป็นจริงอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อันจะส่งผลให้สีของเส้นแบ่งเขตแดนของแต่ละประเทศบนแผนที่ โลกค่อยๆ จางลง แล้วต่างหันไปนับถือเอาวัฒนธรรมเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ พร้อมๆ ยึดเอาวัฒนธรรมเป็นเครื่องหมายของความเป็นชาติ อันนี้เป็นความรู้สึกของผมจริงๆ โลกกำลังพัฒนาเข้าสู่ยุคใหม่ จากการไปยุโรปครั้งสุดท้ายเมื่อ 2-3 ปีก่อน สิ่งที่แตกต่างทำให้รู้สึกโลกเปลี่ยนแปลงคือเส้นพรมแดนบนแผนที่เกือบจะหายไปแล้ว ขึ้นรถไฟที่อิตาลีไปจนถึงสวีเดน ต่อไปอังกฤษ ต่อไปที่ไหนโดยไม่ต้องโชว์พาสปอร์ต จะโชว์เข้าครั้งแรกตอนที่เข้ายุโรป ซึ่งทวีปยุโรปประกบด้วยหลายประเทศก็มลายหายไปแล้ว แต่ชาติของเขายังอยู่ สังเกตได้จากไหน ก็สังเกตได้จากวัฒนธรรม ผมสังเกตของแต่ละประเทศ ด้วยความลึกๆ กระมังว่า เพื่อถนมอรักษาความเป็นชาติของตัวเอง ที่หันมาให้ความสำคัญวัฒนธรรมกันอย่างจริงจัง โบสถ์ วิหารต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละประเทศได้รับการดูแล ภาพศิลปะที่งดงามตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่แสดงเอกลักษณ์ของประเทศจะนำออกมาโชว์อย่างผิดสังเกต แน่นอน ในจำนวนเหล่านั้นแต่ละประเทศแนะนำวรรณกรรมของเขา ไปฝรั่งเศสถามว่าอ่านหนังสือเล่มนี้หรือยัง ไปสวีเดนก็ถาม ไปที่อังกฤษก็ถาม เป็นตามหลักของเขา เช่นกัน ถ้าอยากรู้จักประเทศไทยก็ต้องอ่านวรรณกรรมของบ้านเรา ความรู้สึกนี้ฝังใจมาก โลกนี้มันเปลี่ยน พรมแดนมันหายไป แต่ความเป็นคุณค่าที่จะรักษาไว้ก็มาตรการหนึ่งคือการดูแลวัฒนธรรม เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมสนใจดูแลเรื่องนี้ สำหรับผมแล้วลึกๆ ผมดีใจ ที่ผู้บริหารเริ่มปรับตัวเข้าใจ ซึ่งท่านคงจะเห็นแล้วว่าโลกจะต้องเปลี่ยนไปในทิศทางนี้แหละ เราต้องดูแลวัฒนธรรมของเรา อาศัยศิลปะ วรรณกรรม และอีกหลายอย่าง มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก่อนนี้ ข้ามไปลาวจะเห็นสาวน้อยลาวนุ่งผ้าซิ่นแต่งตัวเป็นลาว ก็รู้ทันทีว่านั่นวัฒนธรรมลาว แต่ตอนนี้ไปเกือบจะไม่รู้แล้ว เดินถนนในเวียงจันทน์ ไหนคนลาว คนไทย แยกไม่ออก ผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ไปเยี่ยมบ้านชาวเขา เมื่อเห็นเขาแต่งตัวเป็นชาวเขาเราจึงรู้ว่านั้นเป็นวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ แต่พอเขาเปลี่ยนเสื้อผ้ามาแต่งตัวธรรมดาเดินบนถนนเชียงใหม่ เราแยกไม่ออกแล้ว เช่นเดียวกับคนลาว พอถอดผ้าซิ่นออกก็ดูไม่ออก แต่ความเป็นลาว ความเป็นชาวเขายังอยู่ อยู่ที่ไหน อยู่ที่ศิลปวัฒนธรรม มันอาจจะมองไม่เห็น อาจจะอยู่ในงานศิลปะ งานเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย หรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้น เรื่องแบบนี้เป็นโอกาสวิเศษสำหรับผมจะได้เห็นพัฒนาการศิลปวัฒนธรรมดึงมาเป็นสัญลักษณ์ของชาติของเรา แน่นอน เราอยู่ในโลกหนังสือ จะสนใจแต่วรรณกรรมซึ่งก็ต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่จัดรายการอย่างนี้ขึ้นมา ก็เหมือนที่พี่ๆ นักเขียนพี่เลี้ยงที่ทำกิจกรรมนี้มายาวนาน ซึ่งส่วนมากหลังๆ มานี่จะเป็นเด็กราชภัฏมานั่งคุยกัน ถึงอย่างนั้นผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดดอกเกิดผลอย่างที่เราต้องการไหม ? ผมมีความรู้สึกว่าวิธีการอย่างนี้ ถ้าเราคิดหาช่องทางใหม่ๆ เราอาจจะได้ผลมากกว่า บังเอิญวันที่ 4 เดือนนี้ กรมการปกครองคงอยากให้พวกปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น สนใจงานขีดงานเขียน คนที่จัดการมานั่งคุยกับผม ผมก็เลยถามว่า คุณต้องการอะไรจริงๆ จากผม นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่นมาคุยกับพวกนักวรรณกรรม

ผู้ดำเนินการบอกผมว่า อยากให้ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าระดับไหนให้ความสำคัญประวัติศาสตร์บ้านเมือง สนใจวรรณกรรม สนใจผู้คน อย่างน้อยนายอำเภอหรือปลัดอำเภอเขาจะเขียนประวัติอำเภอ หรือชีวิตการงานของเขา เราก็จะได้งานเป็นองค์ประกอบการทำงานของเขาบ้าง เพราะเขาหวังลึกๆ อย่างนั้นจึงมาที่นี่ แล้วผมก็ถูกเชิญไปค่ายแบบนี้หลายครั้งหลายหน แต่ผมไม่แน่ใจว่าเกิดผลหรือไม่ ?
ผมจึงเปลี่ยนวิธี เอาเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ผมเขียน มองไปถ้าจะมีนายอำเภอ ปลัดอำเภอ อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ของผมบ้างจะเป็นกุศลส่วนตัว ที่ผมรู้สึกว่าคนเขียนหนังสือคนหนึ่งได้บอกกล่าวความรู้สึกความในใจของตัวเอง ความคิดของตัวเองไปถึงผู้อ่านที่เป็นเป้าหมายชัดเจน คือพวกนายอำเภอ ปลัดอำเภอ ในวันนี้ผมก็ตั้งต้นอย่างเดียวกันกับน้องๆ นักเขียนที่มาเยี่ยมเยียนผม”
จากนั้นลุงคำสิงห์นำเรื่องสั้น “ทิดมาไม่โง่” ความยาว 3 หน้ากระดาษ โดยวาน จำลอง ฝั่งชลจิตร ช่วยอ่านให้น้องๆ นักเขียนหน้าใหม่ฟัง ทั้งเปิดโอกาสแสดงความคิดเห็นของเรื่องสั้นนี้ (ในที่นี้ขอข้ามเรื่องสั้นนี้) อย่างไรก็ดี ลุงคำสิงห์กล่าวถึงศิลปะทั้งหลายย่อมสะท้อนชีวิตโดยเฉพาะด้านวรรณกรรมนั้นชัดเจนมาก
“ผมเข้าใจว่า ในโลกนี้มียุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเข้าประวัติศาสตร์ ซึ่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์เริ่มขึ้นมาได้เมื่อมนุษย์มีคัวหนังสือ แน่นอนหนังสือบันทึกเรื่องราว ขณะเดียวกันงานวรรณกรรมนั้นบันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตจริงของสังคมในโลก หน้าที่นี้เป็นหน้าที่สำคัญมากของงานวรรณกรรมสะท้อนความเป็นไปของชีวิตแต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าไม่มีขุนช้างขุนแผน เราก็ไม่รู้ว่าคนอยุธยามีชีวิตอย่างไร คิดอ่านอย่างไร ซึ่งงานวรรณกรรมถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เรื่องสั้นหรือเรื่องยาวก็สะท้อนชีวิตในแต่ละยุคสมัย
เหมือนที่ประเทศไทยเชื่อว่า พ่อขุนรามคำแหงสร้างศิลาจารึก ก็ทำให้เห็นชีวิตเรื่องราวนั้น แต่นี้เป็นบันทึกวิชาประวัติศาสตร์ แต่สังคมความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อยู่อย่างไร กินอย่างไร ผจญปัญหาอะไรแต่ละยุคสมัยนั้นเราจะค้นพบเหล่านี้ในงานวรรณกรรม เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของชีวิต ความเป็นไปของสังคม
เรื่องทิดมาของผมก็เหมือนกัน บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตยุคหนึ่ง ซึ่งความจริงเขียนเมื่อ 30 ปีมาแล้วที่เขาซื้อขายตำแหน่งยังไม่เอิกเกริก แต่เดี๋ยวนี้ เมื่ออ่านเรื่องนี้ ผมให้คุณภาณุมาศอ่านให้พวกนายอำเภอ ปลัดอำเภอฟังแล้วหลังจากนั้นเกิดสุ่มเสียงกันว่า จริงไม่จริง
แต่ข้าราชการท่านหนึ่งเป็นนักเขียนซึ่งรู้จักกันดี ยังยืนว่า เดี๋ยวนี้ทุกตำแหน่งในประเทศไทยซื้อขายกันด้วยเงินทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ภารโรง เมื่อพี่เขียนเรื่องนี้ 30 ปีมาแล้วที่คนขายนาเพื่อแลกกับตำแหน่งภารโรง อาจจะเป็นเรื่องแปลก แต่เดี๋ยวนี้ไม่แปลกแล้ว
ข้าราชการคนเดิมบอกกับผมอีกว่า คนที่ซื้อขายตำแหน่ง มีการเสนอเข้ามาเป็นระบบ ทำให้ผมคิดว่าศิลปะทั้งหลายสะท้อนชีวิตของสังคมในขณะนั้น ผิดถูกดีเลวนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ภาระหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของคนเขียนหนังสือ เล่าเรื่องที่อยากเล่า สารออกไปเพื่อที่บอกกล่าว ไม่ว่าคนสูงต่ำดำขาวก็ล้วนแสวงหาความมั่นคงชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ผมพูดเสมอ เราเคยสั่งสอนเชื่ออิงกันมา ชีวิตมนุษย์นั้นอยู่ได้ด้วยปัจจัย 4 มีอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย แต่มาในยุคปัจจุบันนี้มีปัจจัยที่ 5 สำคัญมากนั่นคืองาน ซึ่งควรเป็นปัจจัยข้อแรกเสียด้วยซ้ำ ชีวิตต้องมีงาน ถ้าไม่มีงานไม่มีอาชีพก็จะหาปัจจัย 4 มีความจำเป็นในชีวิตไม่ได้ ดังนั้นเรื่องสั้นนี้ ต้องการเขียน ต้องการสื่อไปให้เห็นว่า ชีวิตนั้นต้องการความมั่นคงในชีวิต ซื้อไขว่คว้ามาอย่างไรก็ต้องยอม
เรื่องสั้นอาจจะไม่ถึงกับสมบูรณ์ เพราะเป็นไปแห่งยุคสมัย แต่ผมยังหวังลึกๆ 50 ปี 100 ปีข้างหน้ากลับมาอ่าน แต่อาจจะอ่านเชยๆ ในยุคของงานนี้ วรรณกรรมหรือศิลปะทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้แหละ”
ลุงคำสิงห์ยกคำพูดปิดท้าย
“ผมยังติดใจคำพูดของ ศรีบูรพา เป็นนักเขียนที่ผมนับถือมาก ท่านบอกว่า วรรณกรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นอิงแอบอยู่กับสังคมที่มันเกิดขึ้น”
โดย: ชมวง พฤกษาถิ่น
ที่มา: สยามรัฐ / 09 มีนาคม 2554
Tags:
-
▶ Reply to This