ออสการ์แด่ 'พระเจ้าจอร์จ'

การคว้ามา4รางวัลใหญ่ บทภาพยนตร์ดั้งเดิม,ผู้กำกับ,นักแสดงนำชายและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของ The King's Speech ถือเป็นการผงาดของอังกฤษบนเวทีอเมริกัน 

ออสการ์ว่างเว้นจากการสร้างประวัติศาสตร์ มอบรางวัลใหญ่ให้กับหนังที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวใน ประวัติศาสตร์ หลังจากปีที่ผ่านมา ได้มอบรางวัล "ผู้กำกับยอดเยี่ยม" ให้กับผู้กำกับหญิงเป็นครั้งแรกในรอบแปดสิบสองปีแก่ แคทธรีน บิเก โลว์ (Hurt Locker) 

แต่ปีนี้ออสการ์มอบรางวัลใหญ่ให้กับหนังที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวใน ประวัติศาสตร์ เมื่อ The King's Speech กวาดรางวัลไป 4 สาขาและเป็นสาขาสำคัญ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอด เยี่ยม เขียนบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 83 ณ โกดัก เธียเตอร์ ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา จัดโดย สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์การภาพยนตร์ หรือ The Academy ดิ อะคาเดมี ในเช้าวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ความน่าสนใจในออสการ์คราวนี้ อยูที่ หนังที่เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ ไม่เคยชนะรางวัลหนังยอดเยี่ยมในออสการ์มาก่อน แต่เมื่อหนังเล่าเรื่องการก้าวข้ามปมด้อยและการก้าวสู่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ...The King's Speech จึงสามารถทำได้เป็นเรื่องแรก 





ราชวงศ์อังกฤษ กับออสการ์ 

เมื่อหนัง The King's Speech เดินสายกวาดรางวัล มีการตรวจสอบเสียงสะท้อนจากพระราชวังบัคกิ้งแฮม และรายงานระบุว่า ควีนเอลิซาเบธที่สอง ทรงโปรดผลงานการสร้างที่ใช้เรื่องราวพระราชบิดาของพระองค์มาเล่าบนจอเงิน (แซนดรา บูลล็อค แซวโคลิน เฟิร์ธ ก่อน ประกาศผลรางวัลในประเด็นนี้ด้วย) 


ในหนังเรื่องนี้ พระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้อบรมพระโอรส ที่เป็นรัชทายาทอันดับสองของราชบัลลังก์อังกฤษช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลัง ก่อตัวขึ้น ไว้ว่า การเป็นกษัตริย์ก็เหมือนนักแสดง ที่จะต้องแสดงบทบาทให้ได้ตามคาดหวังของประชาชน ไม่เช่นนั้นอาจจะตกงานได้ทุกเมื่อ และ โคลิน เฟิร์ธ ผู้รับบท รัชทายาทองค์นั้น ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระเจ้าจอร์จที่ 6 ก็สามารถ "แสดง" ได้ ตรงใจมหาชน โดยโคลิน เฟิร์ธได้รับคำชมถึงการถ่ายทอดบทบาทของรัชทายาทผู้มีปมด้อยติดอ่างและเจียมตัว แต่ยังคงรักษา "ความสง่าผ่าเผย" ตามแบบแผนของผู้ปกครอง 

การคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเฟิร์ธ กับบทพระเจ้าจอร์จที่ 6 ซึ่งเป็นพระราชบิดาของควีนเอลิซาเบธที่สอง ตอกย้ำ "เสน่ห์" ของตัวละครในราชวงศ์นี้ ที่ออกมาโลดแล่นบนจอเงิน หลังจากที่ปี 2006 เฮเลน เมอร์เรน ก็คว้าออสการ์นัก แสดงนำหญิงจาก The Queen ในบทควีนเอลิซาเบธที่สอง ที่ "แสดง"ได้เหมือน "คนต้นเรื่อง" ตั้งแต่หัวจรดเท้า ขณะที่เฮเลนา บอน แฮม คาร์เตอร์ ได้เข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงในบทของควีนเอลิซาเบธ (ควีนมัม) ในปีนี้ และ เคท บลานเซตต์ เคยเข้าชิงสอง ครั้งในกับบท ควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง (จาก Elizabeth และ Elizabeth : The Golden Age) และ จูดี้ เดนช์ คว้ารางวัลสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากบทควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง(ตอนสูงวัย)ใน Shakespears in Love 


ในหนังอย่าง The Queen และ The King's Speech ได้สะท้อนบทบาท "ราชวงศ์" ที่แม้หนังจะเจาะจุดบกพร่องภายในรั้วพระราชวัง แต่บทสรุปยังคง "แสดง" ให้เห็นถึง "จุดแข็ง" ของผู้ที่จะยืนบนราชบัลลังก์ ที่แม้จะไม่มีสิทธิตัดสินใจในกิจการบ้านเมือง แต่ต้องทำตามสิทธิหน้าที่ สามประการ ได้แก่ให้คำปรึกษา ให้คำปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และสุดท้ายให้คำตักเตือน แก่ประชาชนได้อย่างสง่าผ่าเผยเช่นกัน 

ก่อนการคว้ารางวัลออสการ์ หนังเดินสายกวาดรางวัลเกือบทุกเวที รวมถึงรางวัลจากสมาคมผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา รางวัลจากสมาคมผู้กำกับอเมริกา และรางวัลบาฟต้า (หรือตุ๊กตาทองฝั่งอังกฤษ) กวาดมาแล้วทั้งสิ้น ทว่าในแง่กระแสการวิพากษ์ The King's Speech ไม่มีข้อถกเถียงที่เข้มข้นมากนัก ยกเว้นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างฮิตเลอร์กับราชวงศ์ที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า หนังตัดตอนและหันแต่ด้านดีของราชวงศ์มาให้ดู 

 
พระเจ้าจอร์จที่ 6 
------------------------


หนังคุณภาพกับกระแส 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ก่อนวันประกาศผล กระแส The Social Network จะมาแรงสุดๆ มาพร้อมกับการผงาดของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค และ คนต้นเรื่องของหนัง อย่าง "มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก" ได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปี 2010 จาก นิตยสารไทม์ กับคุณภาพของหนังที่ชนะใจผู้ชม (โดยไม่เกี่ยงว่าหนังบิดพลิ้วตัวตนจริงของมาร์คไปหรือไม่) ทำให้เซียนหลายสำนักฟันธงว่า หนังเล่าการก่อเกิดเฟซบุ๊ค น่าจะครองรางวัลหนังยอดเยี่ยม และน่าจะกลายเป็นการขานรับกระแสของโลกยุคไร้สายและสัมพันธภาพข้ามพรมแดน แต่หนังพลาดรางวัลสำคัญไป 

ได้แค่บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (จากงานเขียนของ The Accidental Billionaires” ของ Ben Mezrich) และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม สำหรับงานดนตรีแบบมินิมัลลิสม์ จากคนที่ก้าวมาจากวงการเพลงร็อก ซึ่งถือเป็นการเปิดมิติใหม่ๆ ให้กับเวทีรางวัลออสการ์ด้วย 

ทว่าชัยชนะ The King's Speech ก็ได้ขานรับ กระแสของราชวงศ์อังกฤษยุคใหม่ นำ(แสดง)โดย เจ้าชาย วิลเลียม รัชทายาทอันดับสองของราชบัลลังก์ปัจจุบัน กับ เคท มิดเดิลตัน ที่จะเข้าพิธีอภิเสกสมรสในปลายเดือนเมษายนศกนี้ ที่เคยถูกวิจารณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า เรื่องราวการสืบทอดราชบัลลังก์ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ต่อจากพระเชษฐา พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ที่ยอมสละราชย์เพื่อแต่งงานกับหญิงหม้าย ซึ่งขัดต่อธรรมเนียมของราชวงศ์นั้น คล้ายคลึงกับเรื่องปัจจุบัน ที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ รัชทายาทอันดับหนึ่ง มีพฤติกรรมไม่เป็นที่รักของประชาชนในเรื่องความรักกับ คามิลลา ปาร์คเกอร์ โบล์ว และมีกระแสยกให้รัชทายาทอันดับสองต่อคิวจากควีนเอลิซาเบธ 



นอกจากเรื่องราวของราชวงศ์แล้ว สารสำคัญจากออสการ์ปีนี้ เริ่มขึ้นในช่วงท้ายของงานมอบรางวัล เมื่อ สตีเวน สปีลเบิร์ก คนทำหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งใน ฮอลลีวู้ด ออกมาแนะนำ ผู้เข้าชิงรางวัล สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งเริ่มด้วย ภาพการร้อยเรียงฟุตเตจจากหนังเข้าชิงทั้ง 10 เรื่อง ประกอบกับคลิปเสียงของ โคลิน เฟิร์ธ ในบทพระเจ้าจอร์จที่ 6 ที่ทำหน้าที่พระประมุขของสหราชอาณาจักรอังกฤษ เป็นครั้งแรก ประกาศจะยืนหยัดสู้ "เผด็จการฮิตเลอร์" เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นในยุโรป 


ซึ่งนอกจากจะเป็นคลิปเสียงที่ตัด ตอนมาจากช่วงไคลแม็กซ์ของหนัง The King's Speech เมื่อตัวละครเอกสามารถเอาชนะปมด้อย(ติดอ่าง)ของตัวเอง ได้แล้ว เมื่อออสการ์ใช้มันประกอบภาพบนเวทีโดยมีสปีลเบิร์ก ลูกหลานชาวยิว ยืนรอประกาศผลรางวัล เนื้อหาของมันยังดูลึกซึ้งและมี "นัยยะ" ของการสร้างโลกให้สวยงาม 

และแน่นอนเป็นบทโหมโรงสู่การมอบรางวัลสูงสุดค่ำคืนนั้นให้แก่ The King's Speech อย่างไร้ข้อกังขา 

(หมายเหตุ : สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์การภาพยนตร์ เป็นสถาบันศูนย์กลางของวงการภาพยนตร์ของอเมริกามากว่าแปดทศวรรษ พร้อมด้วยสมาชิกกว่า 6000 คนใน ปัจจุบัน ซึ่ง นอกจากจะมีอาชีพการงานในสายใดสายหนึ่งของทั้งหมด 15 สายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (รวมถึง สายที่ทำงาน เป็นนักประชาสัมพันธ์) แล้วยังต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิมีผลงานระดับมาตรฐาน จึงจะได้ร่วมเป็นสมาชิกและมีสิทธิลงคะแนนตัดสิน ผลงานยอดเยี่ยม ในงานออสการ์) 




โดย: ทีมข่าวจุดประกาย 
ที่มา: bangkokbiznews.com / 1 มีนาคม 2554

Views: 176

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service