เพลงร็อคในชาร์ตเพลงของอังกฤษ ตกต่ำถึงขีดสุดในรอบ 50 ปี พบเพียง 3 เพลงเท่านั้นที่ปรากฏบนอันดับเพลงขายดี 100 เพลงแรกของปีที่ผ่านมา จนกระทั่งหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า หรือเพลงร็อคกำลังจะตาย
หลังจากที่พบว่าจำนวนเพลงร็อคในชาร์ตเพลงของอังกฤษ ตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ และมีเพียง 3 เพลงเท่านั้น ที่สามารถแทรกตัวผ่านไปปรากฏใน 100 อันดับเพลงขายดีประจำปี 2010
ตามข้อมูลของเว็บไซด์มิวสิควีค อัตราเฉลี่ยของจำนวนเพลงร็อคในชาร์ตเพลงดิ่งลงจาก 13% ในปี 2009 เหลือเพียง 3% ขณะที่เพลงฮิป-ฮอปและอาร์แอนด์บีอยู่ที่ 47% เพลงป๊อบ 40% และเพลงเต้นรำ 10%
ในขณะที่เพลงร็อคที่มียอดขายสูงที่สุดในปีที่แล้วก็คือเพลง Don′t Stop Believin′ เพลงที่มีอายุเก่าแก่กว่า 30 ปี ของวงร็อครุ่นเก๋าอย่าง Journey ซึ่งได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆจากความโด่งดังของซีรีส์เพลงจากฝั่งอเมริกา คือ "กลี" นั่นยิ่งกลายเป็นกลายเป็นตะปูที่ตอกฝาโลงความล้มเหลวให้กับเพลงร็อคมากยิ่งขึ้นว่า "นี่คือจุดจบของยุคแห่งเพลงร็อคอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการสิ้นสุดลงของยุคแห่งเพลงแจ๊ซ" พอล แกมบาชชินี-ดีเจ และผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงป๊อบกล่าว " แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีนักดนตรีร็อคดีๆเกิดขึ้นอีก ในฐานะที่เพลงร็อคได้ชื่อว่าเป็นดนตรีที่ไม่มีวันตาย ก็ยังคงถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางดนตรีต่อไป"
ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดขึ้นจาก การที่ค่ายเพลงลือกที่จะลงทุนกับศิลปินที่มีพรสรรค์น้อยลง แต่เลือกที่จะไปลงทุนกับศิลปินที่น่าจะทำเงินหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงแทน "ผมรู้สึกเสียใจกับศิลปินเพลงร็อคในยุคนี้ เนื่องจากค่ายเพลงจ้องแต่จะหาผลประโยชน์ในระยะสั้น มากกว่าที่จะคำนึงถึงการพัฒนาศิลปินในระยะยาว"
ส่วนเพลงร็อคอื่นๆที่สามารถเข้าสู่ 100 เพลงขายดีเมื่อปีที่ผ่านมา ได้แก่ เพลง Hey, Soul Sister จากวง "เทรน" จากอเมริกา และเพลง Dog Days are Over โดยศิลปินหญิงจากอังกฤษ "ฟลอเรนซ์ แอนด์ เดอะ แมชชีน"
ในขณะที่วงร็อครุ่นเก๋าอย่าง "บอง โจวี" ก็ยังคงรักษามาตรฐานและชื่อเสียงได้อย่างคงเส้นคงวา และเป็นวงที่สามารถทำรายได้จากการแสดงสดได้สูงสุดเมื่อปี 2010 ถึง 201.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6,193.8 ล้านบาท) จากการแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลก อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากอายุของนักร้องนำของวง ซึ่งมีอายุ 48 ปี และพิจารณาจากรายงานของเว็บไซด์หนึ่งที่ระบุว่า 40% ของนักร้องนำของวงที่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกที่มีรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตมากที่สุดในสหรัฐฯ จะมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ขณะที่เพียง 1 ใน 5 มีอายุมากกว่า 50 ปี
ในปี 2008 มีเพลงร็อค 27 เพลงที่สามารถเข้าไปโลดแล่นใน 100 อันดับเพลงขายดีที่สุดประจำปี ซึ่งถือเป็นปีท้ายๆที่เพลงร็อคยังคงมีอิทธิพลเหนือเพลงป๊อบในชาร์ทเพลงขายดี ก่อนที่จะเหลือเพียง 3 เพลงในปีที่ผ่านมา
นายโทนี วาดส์เวิร์ธ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมดนตรีแห่งอังกฤษ กล่าวว่า เมื่อเทียบด้านยอดขายอัลบั้ม ศิลปินเพลงร็อคยังถือว่ามีผลงานที่ดี โดยมีอัลบั้มเพลงร็อคถึง 27% ติดใน 100 อันดับอัลบั้มขายดี และลดลงเพียง 1% เมื่อเทียบกับปี 2009 ส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากแนวโน้มที่แฟนเพลงร็อคนิยมที่จะซื้อเพลงอัลบั้มมากกว่าการซื้อทีละเพลง
อย่างไรก็ดี ยอดขายอัลบั้มโดยรวมตลอดทั้งปีก็มีแนวโน้มลดลงปีต่อปี เมื่อผนวกเข้ากับยอดดาวน์โหลดแล้ว ปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายอัลบั้มเพลงทั้งสิ้น 119.9 ล้านชุด หรือลดลง 7% จากปีก่อน ขณะที่การดวน์โหลดอย่างผิดกฏหมายกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความกดดันให้แก่ค่ายเพลงต่างๆเป็นอย่างมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลงทุนในศิลปินหน้าใหม่ซึ่งไม่อาจรับประกันถึงความสำเร็จลดลง "การลงทุนจะต้องดำเนินต่อไป แต่มันขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ว่ามันจะมีความเสี่ยงมากเพียงใดหากการดาวน์โหลดแบบ′แบ่งปันไฟล์′ ยังคงดำเนินต่อไป"
ขณะที่หลายคนก็ยังคงตั้งความหวังว่ามันอาจจะ "กลับมาเกิดใหม่"อีกครั้ง และยังไม่ควรที่จะขุดหลุมฝังมันเสียก่อน พอล สโตรค บรรณาธิการนิตยสารดนตรี "เอ็นเอ็มอี" "เพลงคืออุตสาหกรรมที่ทำกันเป็นวงจร" เขากล่าว "เมื่อก่อนนี้เราเคยบอกว่าเพลงร็อคได้ตายไปแล้ว ในช่วงปลายยุค ′80 หรือ ′90 แต่มันก็กลับมาได้ทุกครั้ง"
ปีนี้อาจจะเป็นปีที่มันได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง เขากล่าว ทั้งวง "Vaccines" ที่เตรียมออกอัลบั้มแรกในเดือนมีนาคมนี้ หรือแม้แต่วงอัลเทอร์เนทีฟอย่าง "Yuck" หรือวงร็อคอย่าง "Mona" ก็น่าจับตาเช่นกัน "เรากำลังเฝ้ารอให้เกิดวงดนตรีหน้าใหม่ๆเพื่อมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการเพลงร็อค พวกเขาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลและกำลังจะเปล่งรัศมีในไม่ช้า"
ความซบเซาทางเศรษฐกิจก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเร่งเร้าให้เกิดการฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งหนึ่ง "เพลงร็อคที่น่าสนใจและน่าค้นหามักจะเกิดในยุคของความขัดสน" นายมาร์ติน ทัลบอต ผู้บริหารจากบริษัท ออฟฟิเชียล ชาร์ต กล่าว "อาจเป็นไปได้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะช่วยทำให้เพลงร็อคดูน่าท้าทายมากยิ่งขึ้นก็ได้ และตอนนี้มันก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว"
โดย:
มติชน / 12 มกราคม พ.ศ. 2554