100 ปี อากิระ คูโรซาวา 1 ศตวรรษสัจจะบนแผ่นฟิล์ม

 

ครบ1ศตวรรษผู้กำกับระดับตำนาน ถือเป็นวาระดีที่เราจะได้ย้อนไปทำความความรู้จักและระลึกถึงคูโรซาวาอีกครั้งว่าทำไมชื่อของเขาจึงอยู่ยั้งมาจนวันนี้ 

หากจะมีถ้อยคำที่ไพเราะที่สุด นั่นก็อาจดู "เล็กน้อย" เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้ 

หรือถ้าจะมีการแนะนำมากมายแค่ไหน นั่นก็ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ ต่อเกียรติประวัติของเขา 

"เขา" ที่ว่านี้มีชื่อว่า อากิระ คูโรซาวา ตำนานผู้กำกับหนัง ที่นักวิจารณ์บางคนเคยบอกต่อๆ ว่า "ดีที่สุด" เท่าที่เอเชียเคยมีมา 

ดีอย่างไร ? นักวิจารณ์หนังที่มีความเข้าใจภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง โดนัลด์ ริชชี่ บอกไว้ว่า "มนุษย์คือแกนกลางสำคัญของภาพยนตร์ คูโรซาวา ซึ่งส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงความท้อแท้ที่กลับกลายเป็นความหวังขึ้นมาใหม่ และนี่คือเหตุผลอันหนึ่งที่ชี้ว่า เหตุใดภาพยนตร์ของเขา จึงมีความหมายยิ่งใหญ่ต่อโลกทั้งโลก" (จากหนังสือ "ชีวิตและความตาย สัจจะและแผ่นฟิล์ม : อากิระ คูโรซาวา" โดย สนานจิตต์ บางสพาน) 


"ลูกชายคนสุดท้อง" ในครอบครัวที่มีพ่อเป็น "ทหาร" คนนี้ เกือบจะได้เป็น "จิตรกร" ที่เขาคิดไว้ ก่อนจะพลิกผันหลายครั้งจนกลายมาเป็นตำนานผู้กำกับหนังชาวญี่ปุ่นคนนี้ หากยังมีชีวิตอยู่ เขาจะมีอายุครบ 100 ปีในปีนี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสมาคมญี่ปุ่นฯ กับโรงภาพยนตร์ SFX CTW ถึงมีการจัดงานฉายหนังคลาสสิคหลายเรื่องของ คูโรซาวา ระหว่างวันที่ 6-19 มกราคม 2554 


ในวันเปิดงานของเทศกาลหนัง คูโรซาวา นี้ ได้มีการฉายหนังเรื่อง Rashomon ซึ่งนอกจากจะเป็นหนังในระดับตำนานและเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 11 ของเขาแล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นงานแจ้งเกิดของเขาต่อโลกตะวันตกอีกด้วย 


แต่หากย้อนกลับไปในปี 2486 ตอนที่ คูโรซาวา อายุได้ 33 ปี เขาทำหนังเรื่องแรกคือ Sanshiro Sugata และเป็นที่จับตาของนักดูหนังต้นคอ ในเวลาต่อมา แม้จะมีการวิจารณ์ว่า นักเขียนวรรณกรรมหลายคนของเอเชียได้รับอิทธิพลของตะวันตกมา ทั้งทางพล็อตและตัวละคร แต่สำหรับ คูโรซาวา แล้ว งานของเขาหลายเรื่องถูกฮอลลีวูดลอกไปทั้งดุ้น ยกตัวอย่างเช่น Rashomon ที่กลายเป็น Outrage ซึ่งมี พอล นิวแมน มาแสดงนำ 


ผลงานของ คูโรซาวะ ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหลายสถาบันทั่วยุโรป 


รวมไปถึงรางวัลเกียรติยศที่ "ออสการ์" ไม่อาจปฏิเสธความสามารถของเขา แต่สำหรับคนยุคใหม่ นี่อาจเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นรู้จักกับหนังของเขา ผ่านมุมมองและความคิดของคนทำงานหลายคน 


ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์หนังที่โดดเด่นคนหนึ่งของบ้านเรา และยังเป็นอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานภาพยนตร์ในหลายมหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "จุดประกาย" ว่า ประสบการณ์ในการดูหนังของ "คูโรซาวา" นั้น ทำให้เขาได้รับแง่มุมหลายอย่าง 


"อย่างแรกเลยคือ คูโรซาวา นี่ถือว่าเป็นพวก perfectionist มากเมื่อเปรียบกับคนทำงานยุคเดียวกัน งานของเขามักพูดถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้พูดถึงสิ่งนี้อย่างคนละเมอเพ้อพก เขาใช้วิธีบอกเล่าที่หลากหลาย แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน ที่สุดแล้วปลายทางของความคิดนั้น มนุษย์คือสิ่งที่มีคุณค่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือ ในหนังเรื่อง ราโชมอน นั้น เราก็ทราบกันดีว่า ตัวละครทุกตัวต่างก็มีด้านที่อ่อนแอในตัวเอง คือไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร มันก็สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ออกมา ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นการมองมนุษย์ด้วยสายตาที่งดงาม" 


ประวิทย์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการตัดสินหนังทุกๆ ปีในหลายสถาบัน อธิบายว่า อย่างในตอนท้ายหนัง ราโชมอน นั้น มีฉากที่คนตัดฟืนเลือกที่จะโอบอุ้มและดูแลเด็ก ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นอย่างไร ที่สุดก็มีด้านที่สวยงามในตัวมันเอง 


"โดยส่วนตัวผมชอบหนังหลายเรื่องของ อากิระ คูโรซาวา แต่ที่ชอบมากที่สุดคือ หนังในยุคเแรกๆ ของเขา ผมชอบหนังที่มีสเกลเล็กๆ มากกว่างานที่มีโปรดักชั่นใหญ่โต หรือมีสเกลที่มันคุมเนื้อหาเอาไว้ในระดับหนึ่ง" 
เมื่อถามถึงหนังที่ชอบของไม้ยืนต้นนามนี้ ประวิทย์เลือก Rashomon และ high and low 




ญี่ปุ่นมองญี่ปุ่น 


คนทำงานตัวจริงที่คลุกคลีกับงานของเขา มองแบบหนึ่ง ในคำถามเดียวกัน เมื่อเป็นชาวญี่ปุ่นอย่าง อุจิดะ ฮิโรชิ รองผู้อำนวยการ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ บ้าง เขาบอกว่า ถ้าไปถามคนญี่ปุ่น พวกเขาคงตอบคำถามแตกต่างกันไปช่วงเวลาและยุคสมัย 


"ผมว่าคนญี่ปุ่นจะมอง คูโรซาวะ ว่าอยู่ในฐานะเช่นไรนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงอายุและความชอบส่วนบุคคลด้วย เพราะไม่ค่อยจะมีความคิดเห็น “โดยรวม” สำหรับคนญี่ปุ่น สิ่งที่โดดเด่นอย่างมากในผลงานชิ้นเอกๆ ของ คูโรซาวา ก็คือ เนื้อเรื่องและรูปแบบของแต่ละเรื่องเอกเหล่านั้นแตกต่างกัน และแตกต่างจากผลงานของปรมาจารย์ท่านอื่นด้วย เรียกได้ว่าไม่มีคำอธิบายอย่างเฉพาะเจาะจงว่า “นี่แหละคือสไตล์ของ คูโรซาวา” ดังนั้น หากตั้งคำถามนี้กับคนญี่ปุ่นคนอื่น ก็อาจจะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันออกไป" 

อุจิดะ ฮิโรชิ บอกว่าเขาชื่นชอบเรื่อง “Kakushitoride no San Akunin” เป็นพิเศษ 

"เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า คุโรซาวะนั้น สามารถสร้างภาพยนตร์ที่ดีเด่นทั้งด้านศิลปะ เทคนิคการถ่ายทำ และยังดูสนุก ในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งในยุค 1950 เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เฟื่องฟูในฐานะสิ่งบันเทิงสำหรับคนทั่วไปนั้น การ “ดูสนุก” เป็นสิ่งสำคัญทางการตลาดด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ดีเด่นด้านศิลปะเพียงอย่างเดียว แถมในยุคเช่นทศวรรษที่ 50 นั่นเอง คุโรซาวะเป็นหนึ่งในชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่มากที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงไปทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวญี่ปุ่นภาคภูมิใจ" 


ความหมายของคำว่าภาคภูมิใจนั้น สามารถแจกแจงได้หลายชั้นผ่านหนังหลายเรื่องของเขา อาทิ หนังอย่าง 7 เซียนซามูไร ฮอลลีวูดเอาไปทำเป็นหนังชื่อ "7 สิงห์แดนเสือ" หรือแม้แต่ตำนานอย่าง จอร์จ ลูคัส นั้น ครั้งหนึ่งก็เคยยอมรับว่า หุ่นยนต์อย่าง R2D2 และ C3PO นั้น เขาเอามาจากตัวละครในหนัง the ็Hidden Fortress นั่นเอง 


แม้หลายคนจะชื่นชมเนื้อหาในหนังของ คูโรซาวา แต่หลายคนข้างต้นก็บอกว่า สไตล์และเทคนิควิธีการในหนังก็มีความยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดม สุขวงศ์ ยังเคยบอกไว้ในหนังสือ "ประชาชน" ว่า งานของเขาเป็นการผสมผสานอย่างน่าทึ่งระหว่างตะวันตกกับตะวันออก ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา 


"การประกอบภาพนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยลีลาการเคลื่อนไหว ภายใต้รูปแบบของการเล่าเรื่องที่มากด้วยชั้นเชิง และตั้งอยู่บนแกนเรื่องของแนวคิดแห่งปรัชญาชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกประกอบเข้าด้วยกัน เป็นงานภาพยนตร์ซึ่งอิทธิพลอย่างสำคัญต่อพัฒนาการศิลปะ มันมิได้เป็นของตะวันออกแท้ๆ แต่มันเป็นงานผสมทั้งสองฝ่าย มันเป็นตัวของตัวเองอย่างน่าพิศวงและทรงประสิทธิภาพ" 

ดูเหมือนว่า งานของ อากิระ คูโรซาวา นั้น นอกจากจะพูดถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์แล้ว ยังสามารถพาคนดูก้าวข้ามไปสู่มุมมองใหม่ๆ ในการดูหนังของใครหลายคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่ไม่แม้แต่ในบ้านเราจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองเท่านั้น 


แต่ในยุโรป ในอเมริกา และในหลายเทศกาลหนังทั่วโลกนั้น ล้วนเคยจัดงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ของเขามาแล้วทั้งสิ้น 
สำหรับผู้ที่สนใจ "จุดประกาย" ขอเชิญชวนไปสัมผัสผลงานคลาสสิค ทั้งยุคแรก ยุคกลาง และยุคหลังของคุโรซาวา 

แต่ไม่ว่าดูหนังยุคไหนของเขา 

เราต่างมีโอกาสเข้าใจชีวิต อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งสิ้น 

............................................. 

 
โปสเตอร์หนังราโชมอน 
--------------------------------- 

 
ตอนหนึ่งในราโชมอน 

-----------------------------


เส้นทางของคูโรซาวา 


ถ้าผู้กำกับที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นคนนี้ จะมีตลกร้ายประจำตัวสักเรื่องก็คงเป็นเรื่องที่การงานบนแผ่นฟิล์มของเขาไปดังอยู่ต่างประเทศมากกว่าในบ้านเกิดของตัวเอง 


ลูกชายนายทหารอย่าง คูโรซาวา ศึกษาเล่าเรียนด้านศิลปะก่อนโลกภาพยนตร์จะดึงดูดเขาเข้าไปหา แต่ก็นับว่าเป็นการปูพื้นฐานให้อาชีพได้เป็นอย่างดี 


เขาทำงานเป็นผู้ช่วยให้ผู้กำกับ คาจิโร่ ยามาโมโต (Kajiro Yamamoto) อยู่ 7 ปี ก่อนจะเริ่มเป็นผู้กำกับเต็มตัวในหนังเรื่องแรก Sanshiro Sugata ในปี ค.ศ.1943 ว่าด้วยการต่อสู้ แย่งชิงอำนาจจของสองกลุ่มอิทธิพลคือ ยูโดและยูยิสสู ซึ่งสร้างแรงกดดันให้แก่กองทัพของรัฐบาลมาก และจากผลสำเร็จของเรื่องนี้ เขาก็ได้ทำหนังภาคต่อ Sanshiro Sugata Part II ในเวลาถัดมา 


หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 การงานของคูโรซาวาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขาได้ทำหนังหลายๆ เรื่องที่ถือว่าแหวกตลาดในยุคนั้น เรื่องที่เขาทำมีตั้งแต่ฆาตกรรมชวนสยองไปจนถึงดราม่าย้อนยุค จนมาถึงปี ค.ศ.1551 หนังของเขาเรื่อง Rashomon ได้กลายมาเป็นหนังหลังสงครามเรื่องแรกที่ได้ออกไปสู่สายตาโลก พร้อมกับที่ดารานำเลือดซามูรอย่าง โทชิโร มิฟูเน (Toshiro Mifune) เป็นที่รู้จักของชาวตะวันตก 

 
เจ็ดเซียนซามูไร 
----------------------------------


แต่เรื่องที่สร้างชื่อและดันคุโรซาวาให้ขึ้นทำเนียบผู้กำกับระดับโลกคือ 7 เซียนซามูไร (The Seven Samurai) ในปี ค.ศ.1954 แม้ฉบับดั้งเดิมจะถูกตัดออกไป แต่ความยาวของม้วนหนังกว่า 3 ชั่วโมงก็เล่าเรื่องราวของยุคกลางสไตล์ดราม่า นำเสนอความอดทนอย่างถึงที่สุดของคนยุคนั้น จนหนังเรื่องนี้ได้เป็นหนังญี่ปุ่นที่ดีที่สุดตลอดกาลในทำเนียบโลกตะวันตก 


หลังจากนั้นมา หนังแทบทุกเรื่องของคูโรซาวาก็ได้ไปขายตั๋วในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น The Hidden Fortress (1958) และในเวลาเดียวกันนั้น ทั้งอเมริกันและยุโรปก็หันมาสนใจงานของคูโรซาวาอย่างจริงจัง ในแง่ของวัตถุดิบผลิตพล็อตเรื่องในหนังของตัวเอง 


อย่าง Rashomon ก็เป็นต้นทางของ The Outrage หรือ Yojimbo ที่กลายมาเป็น A Fistful of Dollars (1964) โดยผู้กำกับ Sergio Leone และ เค้าโครงหลัก 7 เซียนซามูไร ก็กลายเป็นมา The Magnificent Seven ของ John Sturges (1960) 

จะว่าไปแล้วหนัง "รีเมค" แบบนี้ ทำรายได้ในญี่ปุ่นได้ดีกว่าหนังฉบับดั้งเดิมของคูโรซาวาเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปี 1980 บทภาพยนตร์ไม่มีชื่อของคูโรซาวา คือ เค้าโครงเรื่องของ The Runway Train หนังแอคชั่นเขย่าขวัญเรื่องดังในปี 1985 

หนังภาคต่อของคูโรซาวา อย่าง Sanjuro (1962) ละทิ้งขนบหนังแอคชั่นเดิมๆ ที่เขาเคยทำมา หลายคนบอกว่าดราม่าหนักหนามากขึ้น เข้าใจยากมากขึ้น ซึ่งก็รวมถึงหนังมหากาพย์สไตล์เมโลดราม่า Red Beard (1965) ด้วย 

2-3 ปีหลังจากนั้น ทั้งๆ ที่สุขภาพของเขาเริ่มรวน ประกอบกับการขาดเงินทุนในการทำหนังเรื่องใหม่ๆ คูโรซาวายังคงเป็นผู้กำกับทรงอิทธิพลของวงการ อาจด้วยสไตล์หนังตะวันตกของเขา คูโรซาวาได้ต้อนรับ "แฟนหนัง" หน้าใหม่ของเขาในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแหล่งทุนจากฝั่งยุโรปและอเมริกา ที่ยินดีสนับสนุนมากกว่านายทุนชาติเดียวกัน 

ในปี ค.ศ.1990 เขาได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ และหลังจากลาโลกไปในปี 1993 เขาได้รับการยกย่องให้เป็น "ชาวเอเชียแห่งศตวรรษ (Asian of the Century) " สาขาศิลปะ วรรณคดี และ วัฒนธรรม ซึ่งจัดโดย นิตยสาร AsianWeek 


โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร 
ที่มา : bangkokbiznews.com / 7 มกราคม 2554

Views: 4

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service