Big Indy : ปาล์มทองของหนังไทย


ถึงจะเป็นปีทองของหนังอินดี้ แต่ความเป็นอยู่โดยรวมยังกระท่อนกระแท่น ถ้าเรื่องนั้นไม่มีรางวัลมาการันตี หนังดีก็ยังถูกปล่อยไปตามยถากรรม


กลางเดือนพฤษภาคม 2553 เปลวเพลิงลุกโชน ควันดำพวยพุ่งเหนือท้องฟ้าย่านราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย ถึงจุดระเบิด ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เสียงปรบมือกราวใหญ่ จากบรรดาผู้กำกับและดาราจากวงการหนังนานาชาติ สดุดี ผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับ ชัยชนะของ “หนังไทย” เรื่องแรก ที่ชนะ “ปาล์มทองคำ” รางวัลสูงสุดในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือว่า เด่นดัง และมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมหนังมากที่สุดในโลก


ก่อนจะเดินทางไปคว้ารางวัลใหญ่ “ลุงบุญมีระลึกชาติ ” หรือ “Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives” คือผลงานหนังของ อภิชาติพงศ์ ที่ได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการตัดสินรางวัลปาล์มทองคำ เป็นหนังสร้างด้วยทุนอิสระ โดยหนึ่งในนั้นเป็น “ทุนไทยเข้มแข็ง” จากกระทรวงวัฒนธรรมไทย ที่ตกเป็นเรื่องราวอื้อฉาวเพียงไม่กี่เดือน ในกรณีการมอบทุนสนับสนุนหนังแบบไม่เป็นธรรมและไม่โปร่งใสเท่าที่ควร



ชะตากรรมหนังอินดี้


“คุณรู้ไหม การที่หนังไทย(ของอภิชาตพงศ์)ได้ปาล์มทองมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ชื่อของประเทศไทยขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ไปทั่วโลกมาครึ่งปี(2553) มาแล้วนะ คุณรู้ตัวหรือเปล่า” เป็น คำกล่าวของโรเบิร์ต ลี ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวฮ่องกง ที่เข้ามาทำงานคลุกวงในอุตสาหกรรมหนังไทย รวมทั้งการประสานงานด้านกองถ่ายภาพยนตร์ สะท้อนถึงความสำคัญของรางวัลปาล์มทองคำ ที่หนังไทยเรื่องแรกได้มา แต่อิทธิพลของรางวัลปาล์มทองคำ อาจจะไม่มากมายนัก หากมองสถานการณ์ของหนังอิสระหรือหนังอินดี้ ในเมืองไทย


โดยเฉพาะชะตากรรมหนังไทยอินดี้ ตลอดปี 2553 จะพบ “เรื่องร้าย” อยู่หลายครั้ง


นับจากต้นปี ก่อนรางวัลปาล์มทองคำประกาศผล มีกรณีประท้วง การจัดสรรทุนสนับสนุนการสร้างหนังไทย จากกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทุนที่รัฐบาลจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” ของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


จากประเด็น ภาพรวมการจัดสรรทุนนั้น ดู “ไม่เป็นธรรม” ในแง่หนังที่ต้องการความช่วยเหลือด้านทุนอย่างแท้จริง กับ การมอบทุนให้หนังมหากาพย์ฟอร์มใหญ่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 ที่ได้ไปถึง 100 ล้านบาท จากกองทุนที่มีทั้งหมด 300 ล้านบาท แม้หนังอินดี้ที่ต่อมาคว้าเกียรติยศระดับโลกอย่าง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จะได้รับทุนตามจำนวนที่ยื่นขอ 3.5 ล้านบาท ก็ตาม


การประท้วงให้มีการพิจารณาและชี้แจงหลักเกณฑ์การตัดสินทุนหนังไทยเข้มแข็งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการสนับสนุนหนังไทยนั้น ไม่ได้เข้มแข็งเท่าที่ควร รวมทั้งการรู้จักแยกแยะของผู้ให้ทุน ยังไม่เห็นทางชัดเจนถึง “ความจริงใจ” ที่จะสนับสนุนหนังอิสระ ที่เป็นจินตนาการผู้สร้าง มากกว่าเป็นจินตนาการของนายทุนมุ่งหวังตลาดขนาดใหญ่


ล่วงเข้ากลางปี ปาล์มทองคำ สะท้อนแดดระยิบเข้าตาบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทย แต่นอกเหนือจากงานเลี้ยงฉลองจากหน่วยงานรัฐ ที่หวือหวาแล้ว หนังอินดี้ยังถูกปล่อยให้ “ดิ้นรน” กันตามยถากรรม


4 เดือนหลังจากงานเมืองคานส์ หนังไทยไปผงาดที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในงานเทศกาลหนังนานาชาติปูซาน ซึ่งประกาศตัวและยกตนเป็น “เบอร์หนึ่ง” ของเทศกาลหนังฝั่งเอเชีย หนังอิสระของไทย 3 เรื่อง ได้รับเชิญไปร่วมฉาย (ไม่รวมหนังจากค่ายใหญ่หรือหนังในระบบสตูดิโอ อีก 3 เรื่อง)


หนึ่งในนั้นเป็นงานของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ที่เคยคว้ารางวัลสูงสุดจากปูซาน เมื่อ 2 ปีที่แล้วจากหนังเรื่อง Wonderful Town ซึ่งปีนี้อาทิตย์มีหนังใหม่เรื่อง Hi-So ที่มีพระเอกระดับมหาชนอย่าง อนันดา เอเวอริงแฮม มารับบทนำและควบตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างร่วม ด้วยค่าตัวที่ผู้กำกับเผยว่าไม่มาก แต่ไม่อาจเปิดเผยตัวเลขได้


และหนังไทยอิสระของมือใหม่ในวงการอย่าง ศิวโรจน์ คงสกุล ซึ่งได้กำกับหนังยาว “ที่รัก” หรือ Eternity เป็นเรื่องแรก ได้เข้าร่วมในสายประกวดของปูซาน ด้วย


อย่างไรก็ตามความคึกคักของหนังไทย ที่ไปปรากฏในเทศกาลหนังระดับหลายดาวในโลก ยังคงต้องอาศัยความสามารถพิเศษและการลงแรงลงทุนของคนทำหนังเอง ในการจะผลิตผลงานออกมาแต่ละครั้ง


ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ ทุ่มทุนจัดงาน “ไทยไนท์” ที่ปูซานในรูปแบบงานกาล่าไนท์มีงานเลี้ยงรับรองและเชิญชวนบุคคลในอุตสาหกรรมหนังนานาชาติมารับฟัง “จุดขาย” ของเมืองไทย ในการเข้ามาลงทุนและสร้างภาพยนตร์ในแผ่นดินไทย ผลักดันนโยบายการลดภาษีให้กับกองถ่ายหนังต่างประเทศ การโปรโมทคุณภาพดี แรงงานราคาถูก บุคลากรและอุปกรณ์เทคโนโลยีในประเทศให้ต่างชาติสนใจนำเงินมาสะพัดในบ้านเรา ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของหน่วยงานไทย


แต่ในบริเวณเดียวกันนั้น การวิ่งวุ่นโปรโมทหนังและการพยายามเจรจาหาทุน หาคนซื้อหนังไปฉายของคนทำหนังอินดี้ไทย เป็นภาพของการ “ดิ้นรน” ซึ่งรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย(ที่น่าจะ)โปรโมทหนังไทยสู่สายตาชาวโลกอย่าง กระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทั่งฝ่ายดูแลการลงทุนอย่างกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นกิจจะลักษณะหรือต่อเนื่องในการสนับสนุนหนังอิสระสักเท่าไร


คนทำหนังอย่าง อโนชา สุวิชากรพงษ์ ผู้กำกับหญิง ที่มีผลงานหนังยาว “เจ้านกกระจอก” คว้ารางวัลจากหลายเทศกาล ยังคงต้องลงแรงแบกโปรเจคต์หนังเรื่องใหม่ The White Room ไปอาศัยเทศกาลหนังฯ ช่วยหานายทุนให้เธอผลิตหนังให้เสร็จสมบูรณ์ต่อไป

ชีวิตของคนทำหนังอิสระที่เอ่ยชื่อมาเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ยากลำบากมากนัก แต่ชีวิตในการผลิตหนังของพวกเขาและเธอ เดินบนเส้นทางที่ต้องเป็น “อิสระ” independence อย่างเสียไม่ได้


แต่เมื่อใดก็ตามที่ ผลงานของพวกเขาได้รับ “รางวัล” ผู้อ้างตัวสนับสนุนจะปรากฏตัว อย่างนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว กรณีของลุงบุญมีฯ คือตัวอย่าง


ส่งท้ายปลายปีของหนังอินดี้ไทย ด้วยกรณี หนังถูกแบน ของ Insects in the Backyard ของ ธัญญ์วาริน สุขะพิศิษฐ์ ผู้กำกับอิสระ ที่มีสิ่งที่น่าสนใจในงานของเธอ และมีแววจะรุ่งในวงการหนังอินดี้ เพราะมีแนวทางของตัวเองที่โดดเด่น ในการเปิดเปลือยแง่มุมของมนุษย์และเรื่องเพศสภาพด้วยศิลปะภาพยนตร์


Insects in the Backyard กลายเป็นคดีสาหัส ที่เกิดขึ้นหลังจาก รัฐประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ (พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ปี 2551) เพื่อยกระดับความเป็นประชาธิปไตย ในแง่การจำกัดสิทธิการฉายหรือเผยแพร่งานภาพยนตร์ สู่ “ระบบจัดเรตติ้ง” แบ่งเรต เพื่อให้เนื้อหาของหนังเหมาะสมกับผู้ชมวัยต่างกันไป แต่ข้อกังขาต่อระบบจัดเรตติ้ง ที่ยังคงมี เรต “ห” ห้ามฉายในทุกกรณี เนื่องจากเข้าข่ายทำลายความดีงามของสังคมนั้น ได้กลายเป็นข้อกังขาในทางปฏิบัติว่า หนังไทยได้หลุดพ้นจาก “ระบบเซนเซอร์” แบบเดิมไปแล้วจริงหรือ?


คำถามที่น่าสนใจว่า หนังอินดี้ นอกจากจะอยู่นอกระบบสตูดิโอหนังใหญ่ และอาศัย “ทุนสร้างจำกัด” แล้ว จำเป็นด้วยหรือที่จะ “ถูกจำกัดวง” ให้อยู่นอกสารบบการรับรู้ รับชมของสังคมไทย?


กระชับโรงฉาย


สถานการณ์การเผยแพร่หนังอินดี้ ยังต้องการ “โครงการพิเศษ” หรือ การจัดงานในรูปแบบเทศกาลรองรับ ในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ พิมพกา โตวิระ ผู้อำนวยการโครงการ Director’s screen project 1-2 อธิบายว่า เป็นปัญหาสำหรับ หนังอินดี้ของไทย ที่วงจรยังไม่ลื่นไหลเป็นระบบจากการสร้าง-การฉาย


ไม่มีใครคาดหวังเงินกำไรมหาศาลจากหนังอิสระซึ่งมักเป็นงานสร้างตอบสนองจินตนาการไม่อิงกับ “เงื่อนไข” ของการฉายหนังให้ถูกใจคนหมู่มาก


แต่คำถามเรื่องพื้นที่การเปิดอิสระ และวิธีการ รวมถึงวิธีคิดในการสนับสนุน “หนัง” ในแง่ที่เป็น “งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” ยังคงอยู่ในวังวนฝุ่นตลบ วงการหนังอิสระ ยังคงอาศัยทุนสร้างจากต่างประเทศเป็นหลัก และการลงทุนของ รัฐ กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ยังคลุมเครือ นอกเหนือจากการ “เรียกคะแนนนิยม” เฉพาะหน้าจากประชาชนหลากหลายวงการ ด้วยการแจกทุน แบบไม่มี “องค์ความรู้” เหล่านั้นแล้ว การเผยแพร่ยังเป็นไปตามยถากรรม


“ รู้สึกดีใจกับฟีดแบ็ก และกระแสการตอบรับที่ต้องบอกว่าดีมากๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเริ่มมีคอหนังหลายๆ กลุ่ม ให้ความสนใจกันมากขึ้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของหนังนอกกระแส ผมอยากให้คนที่ไม่เคยดูหนังของผม ลองมาดูสิ่งที่ท้าทายกับหนังที่เรียบง่ายที่ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่ต้องคาดหวังอะไร ซึ่งสร้างจากสภาพสังคมจริง เสมือนกระจกสะท้อนวัฒนธรรมและสังคมในบ้านเรา เรื่องนี้มีให้คุณอย่างแน่นอน"


เป็นคำกล่าวของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในข้อความอ้างอิง เพื่อการประชาสัมพันธ์ เพิ่มรอบฉาย ของหนัง ลุงบุญมีฯ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “หนังรางวัลปาล์มทอง” มีแรงดึงดูดผู้ชมได้มากกว่าหนังอินดี้ทั่วไปแน่นอน


อย่างไรก็ตาม การจัดฉาย ลุงบุญมีฯ ยังเป็น “เคสไม่ปกติ” ดังที่ พิมพกา โตวีระ เอ่ยถึงในฐานะผู้ดำเนินงานจัดฉายหนังเรื่องนี้ร่วมกับหนังอิสระของไทยที่โดดเด่นที่สุดในรอบสองปีที่ผ่านมาอีก 3 เรื่อง ในโครงการ director’s screen project #2 (ครั้งแรกจัดเมื่อปี 2551) โดยบริษัทเวอร์จิน เอกซตรา ของพิมพการ่วมจัดกับ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนมา


พิมพกาเผยว่า กรณี “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ของอภิชาติพงศ์ ได้รับการตอบรับที่ดีถึงหลัก 1 ล้านบาท ในเวลาฉายเพียง 1 เดือน วันละ 1 รอบและสุดสัปดาห์เพิ่มอีก 4 รอบเท่านั้น แต่จากยอดจองตั๋วล่วงหน้า ทางโรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนม่า จึงเพิ่มรอบให้ลุงบุญมีฯมากขึ้นอีก


“รายได้นี้มันอิงกระแสมากๆ และเราก็ได้ผู้ชมกลุ่ม expats (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย) และกลุ่มคอหนังของอภิชาติพงศ์อยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นหนังเรื่องอื่น มันก็ยังไม่ได้อะไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ถือว่าเราได้ฉาย และเราก็พยายามจะสื่อสารกับคนดู ด้วยการประกาศลงสื่อต่างๆ ที่เรารู้จัก และก็มีกิจกรรม อย่างเช่น จัดงานเสวนา ที่ทำร่วมกับ (สถานี)ไทยพีบีเอส แบบนี้” พิมพกา พูดถึงสถานการณ์จริง ที่เผชิญในฐานะ ผู้เผยแพร่ภาพยนตร์ เนื่องจากหนังไทยที่มีเนื้อหา หน้าตาและชื่อเสียงของคนทำอยู่ “นอกกระแสหลัก” ยังไม่มี “โรงภาพยนตร์” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและการรองรับศิลปะภาพยนตร์อย่างลงตัว


“เราก็รู้ว่าทางโรงหนังเขาก็คาดหวังกำไร หรือต้องได้อะไรบ้าง แต่ในเมื่อหนังมันไม่ได้มีศักยภาพในการดึงดูดคนดู มันอาจจะเป็นหนังสารคดี หนังที่เขามีวิธีเล่าแบบอื่น (ไม่รวดเร็วเหมือนหนังตลาด) ด้วยหน้าตามันเอง เราก็ต้องอาศัยช่องทางที่จะ educate คนดูที่อาจจะสนใจและอยากจะมาดูหนังแบบนี้ได้” พิมพกา กล่าวในวันเปิดรอบปฐมทัศน์หนัง “สวรรค์บ้านนา” หนังสารคดีเรื่องยาวของผู้กำกับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ ซึ่งคว้ารางวัลหนัง ส่งเสริมวัฒนธรรมดีเด่นของยูเนสโก จากเวทีเอเชีย แปซิฟิค สกรีน อวอรด์ส ที่ออสเตรเลียในปลายปี 2552


ในด้านการเผยแพร่ หลายๆ ครั้งที่คนในแวดวงภาพยนตร์ เอ่ยอ้างถึง การมี “Cinematheque” (ซีเนมาเธค) เพื่อเป็นพื้นที่จัดเผยแพร่ งานภาพยนตร์ และสื่ออื่นๆ ที่จะอ้างอิงถึงภาพยนตร์ได้ในรูปแบบ “ศูนย์การเรียนรู้” บวกกับบันเทิงที่แตกต่างจาก “ศูนย์การค้า” ซึ่งมีหน้าที่และเป้าหมายในการเผยแพร่งานต่างกัน แต่ดูเหมือนว่า ยังไม่เห็นแม้แต่เค้าลาง


ปาล์มทองของหนังไทย อาจจะกลายเป็นเพียงภาพประดับฝาผนัง เพื่อเล่าขานให้คนรุ่นหลังได้ "ค้นพบ" ต่อไป ไม่ได้มีผลผลักดันใครในระดับนโยบายในอนาคตอันใกล้สักเท่าไรนัก




โดย: ทศพร กลิ่นหอม
ที่มา: bangkokbiznews.com / 31 ธันวาคม 2553

Views: 119

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service