จำไม่ได้ไม่น่ากลัวหรอก ลืมไม่ได้ต่างหากล่ะ ตอน M-Theory


นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราลืมคุยกับตัวเอง ?

ในห้วงขณะที่จิตปลอดโปร่ง สงบ ..เวลา ก็เหมือนยืดยาวออกไปไม่สิ้นสุด..

เอ ! หรืออันที่จริง เวลา ก็แค่อีก สมมุติ หนึ่งกันนะ ..

ถ้างั้น ลองหยุดเวลาไว้ที่ตรงนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ ..

จิตที่เฉียบไว มันน่าสนุก อย่างนี้เอง..

แล้วคำถามยากๆ ที่เคยถูกห้าม ไม่ให้คิด ไม่ให้ถาม ไม่ให้เถียง

แท้จริงแล้ว ก็แค่ ไม่จำเป็น... ไม่ใช่ว่า จะไม่มีคำตอบนี่นา

แต่เล็ก แต่น้อย แต่ไหน แต่ไร ชายหนุ่มเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย

ในเรื่องที่ ไกลตัวเกินไปในสายตา หลายๆคน

สิ่งที่ทำได้ ... ก็เพียงมองขึ้นไป บนท้องฟ้า ยามค่ำ

ที่ความดำมืดไม่สิ้นสุดนั้น แสนงดงามในสายตา

บางที.. ดวงดาว อาจจะมีคำตอบ ที่ดีกว่า คุณครู ก็เป็นได้

เนิ่นนานแค่ไหนกันแล้ว ที่คำถามมากมาย ได้รับคำตอบ จากสิ่งที่เรียกว่า ความรู้

และ ทิ้งให้บางคำถาม ยังคงเป็นปริศนาอยู่เช่นนั้น

คนเราเกิดมาทำไม ?

จุดเริ่มของจักรวาล อยู่ตรงไหน ?

ต้นไม้ ใช้เวลาใดผลิใบ ?

เมื่อเสียใจ ทำไมหยุดน้ำตาไม่ได้ ?

ตอนเช้าๆ ดวงดาว หายไปไหน ?

ความรัก คืออะไร ?

แมงปอ จะบินได้ไกลสักเท่าไหร่ ?

ใครเริ่มคิด เรื่องสงคราม ?

มนุษย์ต่างดาว ต้องการอากาศแบบใด ?

วิญญาณ มีจริงไหม ?

สมองเรา ทำงานอย่างไร ?

พระเจ้า คือใคร ?

ตายแล้วไปไหน ?

สงสัย สงสัย และ สงสัย ?

แต่วันนี้ ชายหนุ่ม สงบใจ...

เขากำลัง ก้าวผ่าน ขั้นที่สอง ของทางชีวิต

ครั้งแรก

เมื่อยังเด็ก ผู้ใหญ่ เคยสอนว่า

" ให้ขยันเรียน แล้วโตขึ้นจะสบาย"

วันแรก ที่เริ่มต้น ทำงาน

เขา แสวงหา วัตถุ สิ่งของ เงินทอง อำนาจ

ทะเยอทะยาน เพื่อ แสวงหารูปธรรม นามธรรม ทั้งดีร้าย มาใส่ตัว.. ไม่ได้หยุดได้หย่อน

เขาเฝ้ารอ ช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่พร่ำ บอกว่า " โตขึ้นจะได้สบาย " นั้นมาโดยตลอด

แต่ยิ่งตามหา กลับยิ่งเหนื่อยล้า และดูเหมือน ความสบายใจ จะห่างไกล ออกไปทุกที

จนมาวันหนึ่ง บรรยากาศคล้ายเช่น วันนี้ ที่ จิตใจปลอดโปร่ง

อาจด้วยแรงแห่ง ศีล ที่รักษาใจเขาให้ไม่เปื้อนฝุ่น ในชีวิตเมือง จนเกินไป

ทำให้ ชายหนุ่ม ฉุกคิด ได้ว่า ....

มีเงินทอง มากมาย มีชื่อเสียง อำนาจ

ใช้ เรี่ยวแรง กายใจ ชนะ ทุกคู่ต่อสู้ทาง ธุรกิจ

มีคนเคารพนพนอบ มีคนคอยรัก คอยเอาใจใส่ เพื่อสาดผลประโยชน์ใส่กัน ...

มีความสุขในชีวิตในเมือง โก้เก๋ เย่อหยิ่ง

ติดตาม เทคโนโลยีล่าสุด ทันทุกสมัย ..พิมพ์นิยม ตามๆกัน

แล้วไงต่อ ?

แล้ว ไง ต่อ ?

แ ล้ ว ไ ง ต่ อ?

วันสุดท้าย เขาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ก็เปลี่ยนไป

ทิ้งงานที่สร้างรายได้ แล้วทำสิ่งที่สบายกว่า รักมากกว่า

เมื่อก่อน เขามีความสุข เมื่อ ได้ " รับเข้ามา "

แต่วันนี้ เขาสบายใจกว่า เมื่อ " เอาออกไป "

เขาค้นพบว่า ให้มากเท่าไหร่ เอาออกมากเท่าไหร่ ก็เบาสบายเท่านั้น

ไม่ใช่ เพราะ ร่ำรวย หรูหรา ไม่ใช่ว่า ต้องสมูรณ์แบบ

ไม่ได้สำคัญ ที่ทางข้างนอกนั่น แต่มัน สำคัญที่จิตใจต่างหาก

" As People know that there are a few important factors,

But There are not many people knew what they really are "

คนเรารู้ว่า สิ่งจำเป็นในชีวิต มีไม่กี่อย่าง

เพียงบางคนเท่านั้น ที่รู้ว่า ไม่กี่อย่างนั้น มีอะไรบ้าง.

นี่คือ ขั้นแรกของชีวิต ที่เขาผ่านมันไปแล้ว

เรื่อง น่ากังวลใจ ทางโลก ไม่สามารถ ทำอะไรเขาได้อีกแล้ว

ขั้นต่อไป อาจกำลังเกิดขึ้นใน ช่วงเวลา ถัดจากวันนี้ไป

คำถาม อจินไตย ทั้งหลาย ที่เขาเคย เฝ้าครุ่นคิดมาโดยตลอด

ปริศนาทั้งหลาย กลับหมด สเน่ห์ น่าสงสัย ไปอย่างง่ายดาย

คิดเท่าไหร่ก็ไม่ " รู้ "

หยุดคิด จึงจะ " รู้ "

ขนาดเวลา ยังไม่มีจริงเลย

แล้ว สมมุติทั้งหลาย จะคืออะไรได้

นอกจาก การปรุงแต่ง ในจิตใจ

คำถามแรก และ คำถามสุดท้าย ในช่วงชีวิต ของคนเรา

เกิดมาทำไม ? จุดเริ่มของจักรวาล อยู่ที่ใด ?

ตายแล้วไปไหน ?

มันผิดตั้งแต่ เริ่มต้นคำถามแล้ว ต่างหาก

สิ่งที่เห็น ชัดเจน คือ เราทุกคน ต้องตาย

แต่สิ่งที่เห็นชัดเจน ไม่ได้บอกกล่าว ถึง ความจริง

ความจริงที่ว่า เราทุกคน ไม่เคยตาย

เพราะ " คน " ไม่เคยมีเลย ต่างหาก

เหมือนกับ วิทยาศาสตร์ใหม่ ที่ค้นพบ ทฤษฎี ซูเปอร์สตริง

ที่ไม่ได้มอง อิเล็คตรอน ที่อยู่ใน อะตอม เป็นเพียง อนุภาค ( รูป ) อีกต่อไป

เนื่องเพราะ ตอบคำถามได้ไม่ครอบคลุม

จนเมื่อ มอง อิเลคตรอน เป็นทั้ง พลังงาน ( นาม ) และ อนุภาค ( รูป )

คำตอบทั้งหลาย จึงชัดสมบูรณ์

เมื่อคนเรา ประกอบ ด้วย ธาตุ ...ธาตุ ประกอบด้วย อะตอม ..

อะตอม ประกอบด้วย อิเลคตรอน โปรตรอน นิวตรอน

ย่อยลงไป เรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เราจะพบเพียง พลังงาน

หรือเมื่อเรา ไปสังเกต อิเลคตรอน ก็ปรากฏ ให้เราเห็นเป็นอนุภาค

คล้ายกับมัน ตั้งการ์ด รับเรา ( อ.วรภัทร ภู่เจริญ อธิบายเอาไว้ เห็นภาพมาก )

แต่เมื่อเรา ถอยห่าง มันก็สงบเป็น พลังงาน ไร้รูป

นาม และ รูป ผันแปรไม่สิ้นสุด ....

พลังงาน และ สสาร เปลี่ยนแปลง ไม่สุดสิ้น ...

นี่มันเรื่องเดียวกัน แท้ๆ ต่างเพียงแค่ ภาษาที่ใช้ อธิบาย

เมื่อไม่สังเกต ก็ไม่มีสิ่งใดเกิด

สิ่งที่เกิด ก็เป็นเพียงกระแสแห่งพลังงาน ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

หาได้มีจริงไม่...

ไม่ต้องถามหาเหตุแรก ไม่ต้องรอคอย เหตุสุดท้าย

ชีวิต เหมือนขอบของ หยดน้ำ 2 หยดมาชนกัน แล้ว ไหลวนตลอดเวลา

เริ่มสังเกต ที่จุดใด จุดนั้น ก็อาจสมมุติ ชื่อว่า จุดเริ่มต้น

สมองซีกซ้าย ของชายหนุ่ม รำลึกถึง ศาสตร์ ฟิสิกส์ จักรวาลใหม่

ที่คนทั้งโลกต่างรอคอย การเปลี่ยนผ่านอันใหญ่ยิ่ง ในอนาคต

วิทยาศาสตร์ใหม่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้

ผ่านพ้น ทฤษฎี สตริง พัฒนาเป็น ซูเปอร์สตริง

และ M-Theory ซึ่งต้องอาศัย เรขาคณิตรวม 11 มิติ มาพิสูจน์

( นั่นอาจหมายถึง อันที่จริงแล้ว จักรวาลเรา มีถึง 11 มิติ )

ค้นพบเรื่อง น่าใจหายมากมาย เช่น จักรวาล มีชีวิต จิตใจ

และ มีมากมาย นับไม่ถ้วน

จนใกล้จะ สานต่อ เจตนารมณ์ ของ ไอสไตน์ ได้สำเร็จ

เจตนารมณ์ ที่ต้องการ ประสาน กฎทั้งหมด ในธรรมชาติ เข้าด้วยกัน

เพื่อให้ได้ ทฤษฎีที่จะสามารถ อธิบายทุกสิ่งอย่างใน จักรวาลนี้

( Theory of everything หรือ TOE )

โดย เริ่มจากการ รวมแรง ทั้งสี่ใน ธรรมชาติ

คือ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างแข็ง และแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน

( Grand unified field theory หรือ GUT )

ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน...

สิ่งที่ ชายหนุ่มค้นพบในวันนี้ก็คือ

จะต้อง มีแรง อีก แรงหนึ่ง ซึ่ง มีค่าสูงที่สุด ที่เป็นตัวเชื่อม แรง ทั้ง 4 ได้

นั่นก็คือ แรงแห่ง "จิต" นั่นเอง

แต่ ..ยังมีใครอีกหนึ่งคน ที่ให้คำเฉลย แก่ ฟิสิกส์จักรวาลใหม่

ก่อนหน้าเขา ถึงกว่า 2000 ปี

" อนามัตตะโก ยามัง สังสาโร บัพโฆติ นะ ปัญญายาติ "

จักรวาลมีจำนวน นับไม่ได้ ทั้งไม่มีการเกิด การสิ้นสุด / พระพุทธเจ้า

Views: 516

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

© 2009-2022   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service