เรียนรู้ fine art จากชีวิตและงานของ Edward Weston

Edward Weston
ผู้บันทึกพลังธรรมชาติสู่ความสมบูรณ์แห่งจิตวิญญาณมนุษย์


.....................

แปลโดย 1fineday จาก etcFOTO.com
http://www.etcfoto.com/forum/index.php/topic,156.0.html


เอ็ดเวิร์ด เวสตัน Edward Weston เป็นที่รู้จักกันดีในมือระดับ แกรนด์ มาสเตอร์
ของการถ่ายภาพในทศวรรษที่ 20 สิ่งที่เวสตันตกทอดให้กับช่างภาพทั่วโลก
มากว่า 50 ปีคือภาพที่ได้มีการจัดวางองค์ประกอบอย่างประณีต
ภาพถ่ายที่พิมพ์ออกมาอย่างละเอียดลออเป็นจำนวนหลายพันภาพ

เวสตันใช้กล้อง Large Format และแสงเท่าที่ธรรมชาติอำนวย
ในการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติอย่างเช่น
พริกไทย เปลือกหอย หรือก้อนหิน
ซึ่งเขาได้สร้างสรรค์ภาพที่ดึงดูดใจเพื่อยกระดับของภาพถ่ายขึ้นเทียบชั้นวรรณกรรม
สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในโทนและความงามของรูปทรงที่เวสตันได้บันทึกลงในงานของเขา
ได้กลายเป็นมาตรฐานซึ่งการศึกษาการถ่ายภาพในเวลาต่อมายึดเป็นแบบอย่างและใช้เป็นบรรทัดฐาน

Ansel Adam เขียนเอาไว้ว่า เวสตันเป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน เขาได้สร้างรูปแบบและพลังแห่งธรรมชาติขึ้นมาในอีกรูปแบบหนึ่ง
เวสตันได้ทำให้รูปแบบเหล่านี้กลายเป็นความงามพื้นฐานของโลก
งานของเวสตันได้แสดงการเดินทางไปสู่ความสมบูรณ์ภายในจิตวิญญาณของมนุษย์


เวสตันได้เริ่มถ่ายภาพสิ่งต่างๆ ในเวลาว่างในสวนสาธารณะชิคาโก
พร้อมๆ กับทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารและเป็นพนักงานขายให้กับบริษัม มาร์แชล ฟิลด์
Marshall Field and Company

ในปี 1906 เวสตันเดินทางท่องเที่ยวไปแคลิฟอร์เนียที่ซึ่งเขาได้ทำงานเป็นช่างภาพบุคคลตามบ้าน

ในช่วงปี 1908-1911 เวสตันเข้าเรียนที่ อิลินอยส์ คอลเลจ ออฟ โฟโตกราฟฟี่
Illinois College of Photography แล้วใช้เวลาในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนทำงานเป็นช่างพิมพ์ภาพในสตูดิโอถ่ายภาพ
เวสตันเปิดสตูดิโอถ่ายภาพบุคคลของเขาเองในปี 1911 ถึง 1922 ในเมืองทรอปิคอ แคลิฟอร์เนีย
ในช่วงนั้นเวสตันได้มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพในแบบ Soft-focus และ Pictorial style
เวสตันได้รับรางวัลจากหลายการประกวดในระดับมืออาชีพ

หลังจากได้ชมนิทรรศการศิลปะสมัยใหม่ที่ ซานฟรานซิสโก เวิร์ลด แฟร์ ในปี 1915
เวสตัน ยิ่งเกิดความไม่พึงพอใจในงานของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดในปี 1920
เวสตันได้ทดลองการถ่ายภาพแบบกึ่งแอบสแตรค ในแบบ Hard Edged Style


เวสตันเดินทางไปนิวยอร์ค ซึ่งเขาได้พบกับ อัลเฟรด สไตกริซ Alfred Stieglitz,
พอล สแตรนด์ Paul Strand และ ชาร์ลส ชีลเลอร์ Charles Sheeler

ในปี 1922 ภาพถ่ายของเวสตันซึ่งถ่ายให้กับบริษัทเหล็กกล้า อาร์มโก ใน โอไฮโอ
ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของอาชีพเลยทีเดียว ภาพถ่ายเชิงอุตสาหกรรมเหล่านี้คล้ายคลึงกับงานของชีลเลอร์
ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเสแสร้ง ซึ่อตรงต่อความเป็นจริงของแบบที่อยู่เบื้องหน้าช่างภาพ
ซึ่งเวสตันได้บันทึกไว้ภายหลังว่า กล้องควรใช้เพื่อบันทึกชีวิต เพื่อแสดงสิ่งที่เป็นตัวตนและแก่นสารของสรรพสิ่ง
ไม่ว่ามันจะเป็นเหล็กที่ถูกขัดจนแวววาวหรือเป็นเนื้อหนังที่เต้นเร่าอยู่ก็ตาม

เวสตันย้ายไปยังเม็กซิโก ซิตี้ ในปี 1923 เค้าเปิดสตูดิโอกับ ทีน่า โมดอตติ Tina Modotti
ผู้ช่วยและคนรักของเขา ทีน่าเป็นแบบให้กับภาพพอร์ตเทรตที่สำคัญหลายๆ ภาพของเวสตัน
และใช้ศึกษาภาพนู้ดเป็นเวลาหลายปีให้กับเวสตัน

ในช่วงท้าย ทีน่าก็เป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในรูปแบบของเธอเอง
เวสตันเองก็ได้รู้จักกับศิลปินของเม็กซิโกหลายท่านผ่านทีน่า รวมถึงริเวียร่า Rivera ,
ซีเควโรส์ Siqueiros และ โอรอสโค Orozco ซึ่งทุกคนเป็นแรงกระตุ้นให้เวสตันพบเส้นทางใหม่ของเขา

เวสตันได้เลิกการใช้เทคนิคซอฟต์โฟกัสในปี 1924 อย่างสิ้นเชิง
และเริ่มการศึกษารูปทรงธรรมชาติอย่างละเอียด เวสตันกลับไปแคลิฟอร์เนียอย่างถาวรในปี 1926
และเริ่มสร้างงานที่สมควรได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงของเขานั่นคือ natural-form close-ups ภาพเปลือย และทิวทัศน์


เวสตันและบุตรชายของเขา เบรต Brett ร่วมกันเปิดสตูดิโอในซานฟรานซิสโก ในปี 1928
ปีต่อมาเขาย้ายไปยังคาร์เมล ที่ซึ่งเขาได้เริ่มถ่ายภาพในบริเวณ พอยต์ โลโบสในปี 1929
เวสตันและ เอ็ดเวิร์ด สไตเชน Edward Steichen ได้ร่วมกันจัดส่วนแสดงงานของอเมริกันขึ้นใน
งาน สตู๊ทการ์ต ฟิล์ม แอนด์ โฟโต้ ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ

เวสตันได้ร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่ม F/64 ในปี 1932 F/64 เป็นกลุ่มของนักถ่ายภาพที่ประกอบด้วย
แอนเซล อดัมส์ Ansel Adams / วิลลาร์ด แวน ไดค์ Willard Van Dyke / ไอโมเกน คันนิ่งแฮม Imogen Cunningham
และ ซอนย่า นอสโกเวียค Sonya Noskowiak

ในปีเดียวกันนี้เอง “ Art Of Edward Weston” หนังสือที่ประกอบไปด้วยภาพถ่ายกว่า 40 ภาพก็ได้รับการตีพิมพ์

เวสตันถ่ายภาพให้กับโปรเจค WPA Federal Arts ใน นิวเม็กซิโกและแคลิฟอร์เนียในปี 1933
เวสตันเป็นผู้ได้รับรางวัล Guggenheim Fellowship for Photography เป็นคนแรกในปี 1937
หลังจากการถ่ายภาพอย่างเข้มข้นในฝั่งตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา
สองปีต่อมาเวสตันได้เป็นเจ้าของภาพประกอบให้กับหนังสือรวมบทกวี Whitman's Leaves of Grass
ซึ่งใช้ภาพของเวสตัน ที่ได้บันทึกจากเขตทางตอนใต้และตะวันออกของอเมริกา

ภาพกว่า 300 ภาพของเวสตันถูกนำไปแสดงที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์ค เวสตัน
ได้ทดลองการถ่ายภาพสีในปี 1946 และต่อมาเป็นตัวแบบให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Photographer ของ Willard Van Dyke

งานของเวสตันในช่วงปลาย ทศวรรษที่ 40 ถูกรบกวนจากโรคพาร์กินสัน เขาถ่ายภาพสุดท้ายในปี 1948 ที่ Point Lobos

ระหว่าง 10 ปีต่อมาของการกำเริบของโรค เวสตันได้รับการช่วยเหลือดูแลจาก เบรต Brett และ โคล Cole ลูกชายทั้งสอง
ในการจัดพิมพ์งานรวมเล่มของตัวเขาเอง สุดท้ายในปี 1952 งานรวมเล่มผลงานประจำปี เล่มที่ 50 ของเขาก็ได้เป็นรูปเป็นร่างสำเร็จ
นอกจากนี้ยังมีภาพอีก 8 ชุดจาก Negative นับพันได้ถูกเลือกมาตีพิมพ์ใน 3 ปีหลังจากนั้น

สุดท้าย เวสตันก็ได้เสียชีวิตลงในปี 1958 ที่คาร์เมล

ครับ นี่คืออีกหนึ่งในเจ้าของผลงานระดับมาสเตอร์ที่ฝากผลงานระดับโลก
ให้่เราได้ศึกษาครับ Edward Weston


.....................

อ้างอิงข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://www.artphotogallery.org/02/artphotogallery/photographers/edw...

Views: 2403

Replies to This Discussion

ศิลปะที่แท้จริงย่อมสร้างสรรค์มาจากศิลปินผู้ยิ่งใหญ่

...........

ดูจากผลงานของเวสตัน จะเห็นว่ามีภาพถ่ายหลากหลายประเภทที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้น
ทั้งภาพบุคคล ทิวทัศน์ หุ่นนิ่ง ธรรมชาติ แต่ทุกชิ้นได้รับการยกย่องว่าเป็น fine art photography
มันแสดงให้เห็นว่า fine art ไม่ใช่รูปแบบ และทุกรูปแบบเป็น fine art ได้ทั้งสิ้น

แต่ fine art เป็นคุณค่าที่ฝังอยู่ในผลงานแต่ละชิ้น แล้วอะไรล่ะที่ฝังแฝงอยู่ในผลงานของเวสตัน

ลองดูลองอ่านเพลินๆ ไปก่อนนะครับ
เดี๋ยวว่างแล้วเรามาคุยกันต่อ ตอนนี้ท้องร้องซะแล้ว อิอิ
ขอบคุณคร๊าบบบบบ :D
พี่เอ๋มาแว้ววว
คอมเม้นได้ตามสะดวกเลยนะครับพี่ อิอิ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณความรู้ดีๆ ที่แบ่งปันครับ
ขอบคุณสำหรับบทความและการแปลที่เข้าใจได้ง่ายๆเลยคับ

fine art เมื่อผม find art .....
ขอบคุณครับที่นำบทความดีๆมาชม
รูปพริกหยวกกับกะล่ำปลีทำผมน้ำตาเกือบไหลแนะ T^T

RSS

Hot Links


© 2009-2019   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service