จากที่เข้าฉายทั้งหมด 49 เรื่อง ดูเหมือนว่า หนังไทยในรอบปี 2553 ที่ผ่านพ้น จะ “ร่วง” มากกว่า “รุ่ง” เพราะต่อให้ไม่พูดถึงหนังฟอร์มเล็กกะจ้อยร่อย แม้แต่หนังฟอร์มดีภาษีสูง ยัง “รุ่งริ่ง” ขาดทุนกระจุย คำถามก็คือ มันเกิดอะไรขึ้น? หนังไทยเป็นอะไร? 

แม้ใน พ.ศ.ที่ผ่านมา พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ จะไม่ได้ปล่อยหนังออกมาฉายแม้เพียงเรื่องเดียว แต่ในฐานะของผู้ที่ได้ชื่อว่า “คนทำหนัง” คนหนึ่ง เขายังคงกวาดสายตามองความเป็นไปของหนังไทยอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ “จุดอ่อน จุดแข็ง” ของหนังไทย จึงไม่รอดพ้นจักษุของเขาไปได้ 

พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ คือหนึ่งในผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ เคยผ่านงานและเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแกรมมี่ฟิล์ม, อดีตเด็กปั้นของ ยุทธนา มุกดาสนิท, สร้างผลงานคุณภาพมาแล้วมากมาย ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับเรื่อง “คู่กรรม” และ “จักรยานสีแดง”, ผู้อำนวยการสร้างเรื่อง กุมภาพันธ์ สัตว์ประหลาด แสงศตวรรษ และโลงต่อตาย ก่อนจะมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับเต็มตัว จากเรื่อง ไอ้ฟัก (คำพิพากษา) และมะหมา4ขาครับ 

ปัจจุบัน พันธุ์ธัมม์ หรือพี่ปุ๊กของน้องๆ ในวงการ รับผิดชอบดูแลการผลิตภาพยนตร์ทั้งหมด ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจภาพยนตร์ของค่าย Motif Plus ในเครือ Mono Group เขาคิดเห็นอย่างไรต่อวงการหนังไทย เตรียมสำลีอุดหูคุณไว้ให้ดีๆ!! 




ในฐานะคนทำหนังคนหนึ่ง คุณคิดถึงอะไรเวลาพูดถึงหนังไทยในภาพรวม? 

ผมว่ามันเป็นช่วงที่แย่ที่สุด ตกต่ำที่สุดเลยล่ะครับ ดูจากตัวเลขรายรับก็ได้ แต่ก่อนนี้ อย่างต่ำๆ ก็ต้องได้ 8-10-15 ล้าน แต่ตอนนี้มันมีแบบ...เข้าทั้งโปรแกรมได้ 2 แสน ไม่ใช่หนังเล็กด้วยนะ เป็นโปรแกรมประเภทที่ทุกคนคาดว่าจะทำเงินเลยล่ะ อย่างมือปืนดาวพระเสาร์ อินทรีแดง ชิงหมาเถิด อะไรเหล่านี้ 

คุณคิดว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะอะไร? 

หนังมันแย่ครับ คนดูรู้สึกเหมือนไม่เชื่อว่าหนังจะดี อย่าง “มือปืนดาวพระเสาร์” ของ ยุทธเลิศ สิปปภาค นี่ คนดูอาจจะคิดว่า “กูไม่เชื่อมึงแล้ว มึงหลอกกูมาตลอด” เหมือนคนดูรู้สึกว่าคนทำหนังฟอร์มตก ไม่เหมือนสมัยที่เขาทำ “มือปืน/โลก/พระ/จัน” ใหม่ๆ ทำ “บุปผาราตรี” คนเชื่อมือยุทธเลิศมาก แต่ตอนนี้ เหมือนคนจะเชื่อถือแต่หนังจีทีเอช เหมือนคนดูไม่เชื่อหนังของใครเลย ดูง่ายๆ อย่าง อินทรีแดง โห...หนังลงทุนขนาดไหน เขาพูดกันว่าจะ 100 ล้าน แหม ได้ 10 ล้าน เรื่องชิงหมาเถิด มีดาราขนาดโก๊ะตี๋ มาริโอ้ แล้วเป็นไง ได้แค่ 10 ล้าน คนดูอาจจะคิดว่า มันคงทำหนังตลกตีหัวเข้าบ้านกันมั้ง คนไม่ไปดูกันแล้ว ไม่เชื่อมือคนทำหนังไทยแล้ว ผมถึงบอกไงครับว่า นี่เป็นยุคที่ตกต่ำสุดๆ ของหนังไทย 

แล้วทำยังไง สถานการณ์ถึงจะพลิกกลับมาดีขึ้นได้บ้าง? 

สำหรับผมนะ หนังวันนี้ต้องสนุก ต้องน่าติดตาม ถ้าเป็นหนังตลกต้องมีมุกตลก หนังผีก็ต้องตื่นเต้นเว้ย หนังรักต้องซึ้งเศร้า หนังโรแมนติกคอเมดี้ต้องครื้นเครง และที่สำคัญ ถ้าแค่อารมณ์ตลกหรือตกใจอันใดอันหนึ่งอย่างเดียว มันเอาไม่อยู่แล้ว มันต้องทำให้คนดูเกิดความประทับใจด้วย ต้องได้ใจคนดู เหมือนหนังไทยสองสามเรื่องที่ผ่านมา บอกว่าเป็นหนังตลก อีโธ่เอ๊ย ทั้งเรื่องมีอยู่ 5 มุก 8 มุก แค่เอามุกตลกมาต่อกัน แต่หนังไม่เป็นหนัง ไม่ร้อยให้เกิดความประทับใจ คนก็ไม่ดู เพราะคนดูหนังคาดหวังความเป็นหนัง ความเป็น feature การเล่าเรื่องที่ลื่นไหลแล้วทำให้เราเคลิ้มตาม 

อย่าลืมนะครับว่า คนดูฉลาดเลือกมากขึ้น รสนิยมคนไทยเขานิยมอะไรแบบง่ายๆ อะไรที่ไม่คลุมเครือ ต้องชัดเจน คนไทยต้องการอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก คนไทยเห็นหนังเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ต้องไม่หนักหัว ดูจบเบ็ดเสร็จออกจากโรง กูรู้หมดแล้ว อย่าให้เป็นแบบออกจากโรงมาแล้ว เหี้ยแม่งไรวะ เขาจะไม่สนิทใจด้วย เขาจะคิดว่าเราทำหนังไม่เป็น หนังที่ไม่บอกอะไรให้ชัดๆ คนดูจะไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าหนังบอกอะไร ไม่ชอบ 




คิดว่าคนทำหนังควรรับมือกับคนดูแบบนี้อย่างไร? 

คนทำหนังต้องชัดเจนว่าคุณจะมาสายไหน ทำหนังทางเลือก หนังตามใจตัวเอง หรือทำหนังคอมเมอร์เชียล ถ้าทำเพื่อการค้าก็ต้องคอมเมอร์เชียลที่มีคุณภาพ ทำหนังให้ประทับใจคนดูให้ได้ บางคนบอกว่าหนังเอาใจตลาดแต่ไม่มีสาระ เหมือนเวลาเราดูอาหารชีวจิต เราจะบอกว่านี่คืออาหารคุณภาพเรอะ แล้วถ้าผมทำข้าวขาหมูอร่อย แล้วจะบอกว่านี่ไม่ healthy เรอะ คุณภาพของผมคือความอร่อยของอาหารก่อน แต่ถ้าจะบอกว่ากินแล้วไขมันอุดตัน งั้นคุณก็อย่ามากินข้าวขาหมูสิ 

คุณมองเรื่องแบบนี้ยังไง คือขณะที่คนทำก็โทษคนดูไม่มีรสนิยม ส่วนคนดูก็ไปนั่งบ่นในพันทิปว่าหนังห่วย? 

อย่าลืมว่า คน 90% เขาดูหนังแบบที่คนในพันทิปมันด่า แล้วก็อย่าลืมว่าคนพันทิปเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่แค่จะดูหนังดูละครเป็นบ้าง แล้วก็มาวิจารณ์ ไม่ได้ดูด้วยแอดวานซ์อะไรเลยนะ ความที่เว็บพันทิปเป็นคอมมูนิตี้ คนที่เก่งมาก็มี คนที่ไม่เก่งเลยก็มี คนที่อวดตัวว่าตัวเองเก่งก็มี แต่เมเจอริตี้คือ ไม่ได้มีรสนิยมไปทั้งหมด คนที่มาให้อินฟอร์เมชั่นมันมีไม่เกิน 20 ล็อกอินที่พอจะเป็น พูดรู้เรื่อง ที่เหลือก็พวกตามแห่โหนกระแส ซึ่งถ้าจะให้ทำหนังแบบที่คนกลุ่มเล็กๆ บอกว่าดี มันทำไม่ได้หรอก พิสูจน์มาแล้วทั่วโลกไม่เฉพาะเมืองไทย ขนาดอเมริกาก็ยังมี soap กลางวันให้แม่บ้านดู 

เดี๋ยวนี้มันค่อนข้างแยกชัดระหว่างหนังหวังกล่องกับหนังหวังเงิน คุณล่ะ เลือกทำหนังแบบไหน? 

เอาเงินเลยครับ เพราะรู้สึกว่าทำหนังมา เมืองคานส์ ก็ได้ไปมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไร หนังที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็เคยได้รางวัลนั่นนี่ ฟิล์มเมกเกอร์ออฟเดอะเยียร์ ก็รู้ก็เห็นมาหมด แต่สิ่งที่ยังไม่เคยได้เลยคือหนังร้อยล้าน ตอนนี้เลยตั้งเป้าว่าจะต้องทำหนังให้ได้ 100 ล้าน 

คุณคิดว่าการที่หนังไทยไปได้รางวัลระดับโลก มีผลต่ออุตสาหกรรมหนังบ้างไหม? 

มีผลในเชิงที่ทำให้นายทุนมองว่า เห็นไหม ได้รางวัลมาก็เจ๊งอยู่ดี นายทุนเขาก็ยิ่งมั่นใจว่า เพราะเขาเห็นหนังที่ไปได้รางวัลเมืองคานส์มา กลับมาขายได้ล้านเดียว มันเลยกลายเป็นเรื่องฝังหัวนายทุนว่า ทำหนังอาร์ตไม่ได้เงินๆๆๆ นายทุนเขาก็จะท่องแบบนั้น ฝังหัวแบบนั้น เออ ยกเว้นว่า ใครได้รางวัลมารัฐบาลจะให้ 50 ล้านค่อยว่าไปอย่าง 


ที่มา: ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ / 7 มกราคม 2554
โดย: สุวรรณา ตปนียากรกช

Views: 13

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service