เฮียกังฟูแห่ง 'ไทยเพลย์บอย' ตำนานที่ยังมีลมหายใจ (และยังไหวอยู่!!!)

หากบอกว่า วันนี้จะนั่งจับเข่าคุยกับชาย สูงอายุคนหนึ่งที่ชื่อ ชูชาติ ธนมงคลชัย เชื่อว่าก็คงจะไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ งั้นจะให้ข้อมูลเพิ่มอีกสักนิดว่า ปัจจุบันเขาอายุ 63 ปีแล้ว แต่ยังเตะปี๊บดังอยู่ และภรรยาของเขาที่อยู่กินกันในปัจจุบันก็เพิ่งจะอายุ 18 ปีหมาดๆ เท่านั้นล่ะ? 


อืมม์... แต่ถ้าข้อมูลแค่นี้ยังไม่ทำให้ชายแก่คนนี้พิเศษพอที่คุณจะต้องเสียเวลามานั่งอ่านบทสัมภาษณ์ ของเขา ก็จะบอกคุณอีกว่า ในอดีตเขาคนนี้คือเจ้าของนิตยสารรายสัปดาห์ ประเภทปลุกใจเสือป่า ที่มีชื่อว่า 'ไทยเพลย์บอย' (ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นิตยสารแนวปลุกใจเสือป่าที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 2 เล่มคือ 'นวลนาง' และ 'ไทยเพลย์บอย' ซึ่งบุคลิกของทั้งสองเล่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยที่ 'นวลนาง' นั้น ออกจะเรียบร้อยกว่า ส่วน 'ไทยเพลย์บอย' นั้น ชัดเจนถึงจุดยืนในการเป็นหนังสือเพื่อตลาดล่างอย่างแท้จริง แต่คนหนุ่มสาวในรุ่นนี้อาจจะไม่เคยเห็นนิตยสารทั้งสองเล่ม หากแต่ก็มีคนรุ่นใหม่หลายคน เคยได้ยินชื่อของ 'ไทยเพลย์บอย' จากภาพยนตร์เรื่อง 'สยิว' ซึ่งมีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิตยสาร 'ไทยเพลย์บอย' นั่นเอง

สำหรับนิตยสารเล่มนี้ ชูชาติลงมือเขียนเองคนเดียวทั้งเล่มตั้งแต่หน้าแรกยันปกหลัง!!! อีกทั้งเหมาตำแหน่งช่างภาพมาทำด้วยอีกตำแหน่ง นั่นทำให้ให้เขากล้ายืนยันว่า

"ผมคือคนที่เห็นนมกับจิ๊ของหญิงสาวมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว"

ใช่แล้ว! ผู้ชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเราตอนนี้ ก็คือ เฮียกังฟูที่เคารพ นั่นเอง

ทำไมคุณถึงเริ่มต้นทำหนังสืออย่าง 'ไทยเพลย์บอย'
ก่อนหน้านี้ผมเดินอยู่บนเส้นทางบันเทิงมาก่อน เล่นเป็นตัวประกอบในหนัง ต่อมาก็ขยับมาเป็นช่างภาพและนักข่าวบันเทิง เขียนข่าวแล้วก็ถ่ายปกนิตยสารแดนดารา ทีวีรีวิว บางกอก นี่ผมก็เคยถ่าย คือการถ่ายรูป ผมหัดเองซื้อพวกกล้องพวกอะไรมาลองเองหมดเลย สมัยนั้นใช้มามิยา RB67 เลยนะ แต่ทีนี้การเป็นช่างภาพกับนักข่าวนี่มันตายตัว จะให้มันรวยขึ้นมานี่ยาก ผมก็มาดูๆ ว่าจะมีทางไหนที่จะทำได้บ้าง ทีนี้ผมก็อยู่กับการทำหนังสือมาตลอด ก็เลยคิดว่าเอาวะ ลองเป็นเจ้าของหนังสือสักครั้งดีกว่า เผื่อจะขยับขยายชีวิตได้บ้าง



ทำไมจึงเลือกทำหนังสือโป๊ครับ 
เหตุผลเดียวเลย เพราะผมเห็นว่ามันมีช่องทางจะไปได้ไง จริงๆ หนังสือแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียทีเดียว แต่ในสมัยก่อนยังไม่เข้มงวดกันแบบปัจจุบัน ผมก็คิดว่าถ้าผมทำขึ้นมาอีกเล่มจะต้องไปได้ และไปได้ดีด้วย ถึงแม้ว่าจะมีคู่แข่งเยอะก็ตาม เพราะในสมัยนั้นมี 'นวลนาง' 'สะบัดช่อ' 'ทีเด็ด' 'เชิงฉกรรจ์' ยึดแผงไว้หมดแล้ว เราเป็นน้องใหม่โผล่มาใครๆ ก็สบประมาททั้งนั้นแหละ 

การทำนิตยสารนี่จะทำให้รวยได้จริงหรือครับ เพราะต้นทุนมันสูงมาก 
มันต้องดูที่ยอดขายไง ถ้าพิมพ์ออกมามันขายได้มาก เปอร์เซ็นต์ที่เราได้มันก็มาก อย่าลืมว่าไทยเพลย์บอยเป็นหนังสือที่มีตลาดกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน กรรมกร เขาอ่านของเราได้หมด และจริงๆ แล้วคนในระดับสูงเขาก็อ่านด้วย เพราะในช่วงที่มีการประชุมสภาฯ หนังสือของผมก็จะถูกเอาเข้าไปแล้วก็ถูกชูขึ้นโดย ส.ส. ในช่วงอภิปราย แล้วก็ตะโกนว่า "ปล่อยให้มีหนังสือแบบนี้อยู่ในประเทศไทยได้ยังไง!!" ประธานสภาก็บอกว่า "ไหนเอามาดูซิ" (หัวเราะ) คือหนังสือแบบนี้ ใครก็ต้องอ่านทั้งนั้น ราคามันก็ไม่แพง เริ่มแรกก็ 10 บาท แล้วก็ขึ้นราคา มาเรื่อยๆ 

ทราบมาว่าคุณเป็นคนทำทั้งเล่มคนเดียว 
ใช่ครับ เป็นทั้งหมอ ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชายเลย แต่ข้อมูลที่เข้ามานี่มันมีจริงนะ แต่เราก็เอามารีไรท์ใหม่ เพื่อเติมความมัน ลูกล่อ ลูกหลอก ลูกชนลงไป คือหนังสือพรรค์นี้ ถ้าจะเขียนแล้วโม้ให้คนอ่านเกิดอารมณ์ทางเพศน่ะมันง่าย แต่ถ้าจะเขียนให้คนอ่านติดนี่ยากมาก 

แต่เท่าที่เคยอ่าน ทำไมมันดูเป็นเหมือนเรื่องแต่งล่ะครับ บางเรื่องมันดูพิสดารมากเลย 
ที่ว่ามันดูเหลือเชื่อนั้น ถ้าไม่เจอกับตัวเองนี่จะไม่รู้หรอกนะ สมมติว่า ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนแก้ผ้าอยู่บนต้นไม้เรียกให้คุณขึ้นไปหานี่ คุณจะไปไหม เป็นใครก็คงต้องไป แต่พอลงมาเล่าก็ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก มันแล้วแต่ว่าใครไปเจออะไรมา อย่างผมนี่เคยไปเที่ยวที่ลพบุรี มีเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินมาคนเดียว เขาทำท่าเหนื่อยอ่อน ผมเดินเข้าไปเดินจูงมือเขา พาเขาขึ้นไป พอถึงกลางๆ ทาง เราก็โอบได้กอดได้ เราก็เลยชวนผู้หญิงหลบเข้าซอกเขา แล้วก็บรรเลงกันตรงนั้นเลย หลังจากนั้นก็เดินขึ้นไปยอดเขาด้วยกัน ลงมาก็แยกย้าย ชื่อยังไม่รู้จักกันเลย ที่อื่นๆ อย่างบนรถทัวร์สายเชียงใหม่ผมก็เคยมีประสบการณ์กับคนแปลกหน้า แต่เห็นไหม พอมาเล่ามันก็กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อไปซะอย่างนั้น 



แสดงว่าคุณมีดวงเรื่องผู้หญิงมาก มีเคล็ดลับในการจีบสาวไหม 
ก็ยอมรับนะว่ามีดวง แต่มันขึ้นอยู่กับฝีปากเราด้วย จริงแล้ว กับผู้หญิงเนี่ย ถ้าเรารู้จักคุยกับเขาก็ไม่มีอะไรยาก สำคัญเลยนะ คือเราอย่าไปทำท่าทางจีบเขา แต่ให้ออกไปทางห่วงใยแทน เขาก็จะประทับใจ เพราะที่ผ่านมาถ้าเป็นผู้หญิงสวยๆ ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะมีแค่ผู้ชายที่จ้องจะฟันอย่างเดียว 
แต่มันแล้วแต่คนนะ ถ้าเป็นเด็กใจแตกนี่ เขาอาจจะต้องการเงินอย่างเดียว แต่กับคนทั่วไป การแสดงความห่วงใย การสั่งสอนเขาบ้างบางเวลาจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและเปิดใจ อันนี้หมายถึงการจีบมาเป็นแฟนนะ ไม่ใช่ว่าจะไปหลอกเขา 

ส่วนคนที่ง่าย หรือรักสนุกก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเด็กสมัยนี้ก็ง่ายในเรื่องนี้มากกว่าแต่ก่อนมาก แต่มันก็กลายเป็นความยากสำหรับผมนะ เพราะผมไม่ได้หนุ่มแน่นแล้ว 

ย้อนกลับมาเรื่องของหนังสือ ตอนแรกที่ทำนี่ถือว่าสำเร็จทันทีเลยไหม 
มันต้องต่อสู้นะ ยอดขายมันค่อยๆ ขึ้นจนกลายเป็นอันดับหนึ่งในที่สุด ขายได้สัปดาห์ละ 55,000 เล่มเลยนะครับ เบียดกับ 'นวลนาง' (นิตยสารปลุกใจเสือป่าประเภทและตลาดเดียวกันในยุคนั้น) อยู่ตลอด ซึ่ง 'นวลนาง' นี่เขามีทุนเป็น 10 ล้านเลยนะ แต่ของผมเริ่มต้นมาจากเงิน 500 บาท คือลงทุนกับเพื่อนอีกคน คนละ 250 ที่เหลือก็ไปซื้อเชื่อกระดาษ เพลท แล้วก็โรงพิมพ์เอา ค่าอย่างอื่นไม่ต้องจ่ายเพราะตอนนั้นผมถ่ายรูปเองก็ได้ เขียนเองก็ได้ 

จุดขายของไทยเพลย์บอยคือรูปที่มีความแรงมากๆ ใช่ไหม 
ผมถ่ายงานศิลปะน้อย อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยากดูงานศิลป์ เขาอยากดูเต็มๆ ดูกันจะจะ เราเลยเน้นลูกทุ่งไม่มีปิดไม่มีบัง เล่มอื่น เขาจะมีการแต่งหน้า ทำผม ตอนถ่ายก็ปิดนู่นนิด นี่หน่อย มีการโพสท่า แต่ของผมนั้น ไม่ต้องโพส แต่จะเอาแบบเห็นชัดๆ ตรงๆ เอาสะใจ 

เวลาถ่ายภาพแล้วมีอารมณ์ทางเพศบ้างไหม แล้วจัดการอย่างไร 
มีสิ ถ้าไม่ไหวก็จะบอกกับนางแบบตรงๆ ขอกันดื้อๆ เลย เขาก็ให้ แล้วไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้วย อยากจะบอกว่า การถ่ายรูปนางแบบลง 'ไทยเพลย์บอย' นั้นไม่เคยเสียค่านางแบบเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะใครๆ เขาก็อยากมาเป็นแบบกันทั้งนั้น คือเป็นการแลกบาร์เตอร์กัน เพราะเวลาที่ตีพิมพ์ ผมก็จะพิมพ์เบอร์ของนางแบบเอาไว้ด้วย บางคนพอได้ลงปกปุ๊บ เขาก็ไปหากินจนได้ตังค์เป็นสี่ห้าแสนเลยก็มี 
คิวถ่ายรูปลงปกนี่ถึงกับแย่งกันเลยนะ คิวยาวมาก บางคนเอาเงินมาให้เราด้วยซ้ำเพื่อแซงคิวลงก่อน มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่นางแบบจะได้รับทั้งนั้น 

คุณนอนกับนางแบบทุกคนเลยไหม 
ไม่นะ เพราะผมก็เลือกบ้าง บางคนนี้ตอนถ่ายรูปแล้วออกมาสวย แต่ตัวจริงไม่ไหวเลยก็มี แต่จริงๆ ผมมุ่งมั่นกับหนังสือมากกว่านะ เรื่องนี้มันแค่ผลพลอยได้เท่านั้นเอง 

หนังสือคุณเต็มไปด้วยเรื่องของตัณหาแบบโจ่งแจ้ง โดนโจมตีบ้างไหม 
ก็ต้องโดนอยู่แล้ว แต่ผมก็ทำไปปกติ บ้านเรามันเป็นประเทศที่ปากว่าตาขยิบ คือยุคนั้นมันเปิดกว่าทุกวันนี้อีกนะ พัฒน์พงศ์นี่ ยังมีฟักกิ้งโชว์แบบเปิดเผยอยู่เลย ก็ยอมรับนะว่าหนังสืออย่างไทยเพลย์บอยเนี่ย จะมาทำในยุคนี้ไม่ได้แล้ว 

เท่าที่อ่านงานของคุณมา จริงๆ แล้วคุณนับเป็นคนที่เขียนหนังสือสำนวนดีคนหนึ่ง 
จริงๆ ผมเรียนถึงแค่ มศ. 2 หรือเท่ากับ ป.6 ในปัจจุบันเองนะ ไม่จบดีด้วย แต่ผมหมั่นศึกษาหาความรู้และถือคติว่า ถ้าใครทำอะไรได้ ผมก็ต้องทำได้ ผมเคยฝันว่าอยากจะออกทีวี สุดท้ายก็ทำได้ คือเราต้องเอาตัวเข้าไปใกล้ เอาไปอิงกับวงการนั้นๆ ถ้าเราฝันแล้วนั่งอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีทาง ต้องเข้าไปเบียด ไปชนมัน 

คุณไม่เคยเรียกชื่อของสงวนแบบตรงๆ แต่มีชื่อเล่นให้กับมันเสมอ 
ครับ คือเราอยากจะให้คนอ่านอ่านแล้วยิ้มได้ ผมจึงเอาคำว่า ไอ้ตัวดี เจ้าน้องชาย ฯลฯ มาใช้เรียกแทน ผมว่าการเขียนหนังสือนั้น เขียนให้สนุกนั้นยากที่สุด สำคัญที่ลูกล่อลูกชน 



ไทยเพลย์บอยนั้นต้องหยุดไปเพราะเหตุใด 
คือมันโดนสั่งให้เลิกน่ะครับ มันขึ้นแบล็กลิสท์เอาไว้แล้ว ถ้าผมยังไม่เลิกใช้ชื่อนี้ ก็จะยังคงมีการตามล้างตามผลาญกันต่อไป ทุกวันนี้ผมจึงเปลี่ยนชื่อหนังสือมาเป็น 'เพลย์ออฟ' แทน แล้วก็ต้องแก้เนื้อหาให้มันเหมาะสมกับโลกในยุคปัจจุบัน ให้มันขึ้นแผงได้อย่างเต็มภาคภูมินะ ผมก็เขียนอยู่ตลอดต่อเนื่อง แม้กระทั่งช่วงที่ผมติดคุกอยู่ (กังฟูเคยโดนจับและโดนจำคุก เนื่องจากข้อหาเป็นธุระจัดหาเพื่อสำเร็จความใคร่ให้ผู้อื่น) ผมก็ส่งต้นฉบับออกมาตลอดเวลา 

ทุกวันนี้คุณทำหนังสือ 'เพลย์ออฟ' เป็นอาชีพหลักอย่างเดียว 
จริงๆ ทุกวันนี้ผมทำหนังสืออยู่ทั้งหมด 5 เล่มนะเป็นแนวเพศศึกษาทั้งหมด ผมยังอยู่ในแวดวงนิตยสาร ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้มี 'เพลย์ออฟ', 'ลีลาวดี', 'กระดังงา', 'บทเรียนชีวิต' แล้วก็ 'อายส์ แอนด์ อายส์' ที่เป็นหนังสือวัยรุ่น 

ยังเขียนคนเดียวเหมือนเดิม 
ใช่ครับ ทุกเล่มผมยังทำคนเดียวทั้งหมดเหมือนเดิม แต่จะมีช่างศิลป์ไว้ 1 คน เอาไว้จัดอาร์ตเวิร์ก แล้วก็มีคนช่วยพิมพ์ เพราะผมเขียนหนังสือด้วยมือทุกวันนี้ เฉลี่ยแล้วผมเขียนต้นฉบับเดือนละ 340 หน้าเป็นอย่างน้อย 
เวลาที่เหลือจากการทำงานผมก็เอามาออกกำลังกายบ้าง ด้วยการโยนโบว์ลิ่ง 

แล้วเรื่องอย่างว่านี่ยังไหวอยู่ไหมครับ 
ได้อยู่นะ มากสุดที่เคย (ตอนอายุเลย 60 มาแล้ว) ก็ 3 ครั้ง ใน 1 วัน คือผมไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ และออกกำลังกายอยู่เสมอเลยยังไหวนะ คือเรื่องบุหรี่นี่ ถ้าใครสูบอยู่ เลิกได้ก็เลิกซะนะครับ เพราะมันทำให้เรื่องนั้นเสื่อมลงจริงๆ แต่ผมก็ไม่อะไรมากแล้วนะ ผมชอบที่จะเขียนหนังสือมากกว่า 

คุณว่าในทุกวันนี้ชื่อของ กังฟู ยังถือว่าขายได้อยู่ไหม 
ผมก็ไม่รู้นะ แต่เอาเป็นว่าถ้าใครอายุ 30 ปีขึ้นไป ถ้าไม่เคยได้ยินชื่อ ‘กังฟู’ เลย ถือว่าไม่ใช่ลูกผู้ชายนะ (หัวเราะ) 

 


เรื่อง: เฮียบู๊ตึ๊ง
ภาพ: อดิศร ฉาบสูงเนิน
ที่มา: ASTV ผู้จัดการรายวัน 

Views: 40556

Reply to This

Replies to This Discussion

คารวะคุณอากังฟูเลยครับ เพิ่งได้รู้นะเนี่ยว่าอาทำทุกอย่างในนิตยสารเลย...สุดยอด
เฮียไม่ยอมบอกว่าเปิด บาร์เบียร์ด้วยในโชคชัย 4 ตรงข้ามกับ....

RSS

Hot Links


© 2009-2018   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service