Mobile Art Space นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปะขัดจังหวะ

 


mobile art space 
นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล 
ศิลปะขัดจังหวะ

จำได้เลาๆว่าปีกลายหรือปีก่อนโน้น นิทรรศการศิลปะ "สุดขอบฟ้า" (FLY WITH ME TO ANOTHER WORLD) สร้างสรรค์จากเรื่องราวชีวิตของศิลปิน อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางและต่อสู้ชีวิต โดยศิลปินรุ่นลูก นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล เป็นสื่อที่ถ่ายทอดคุณค่าแห่งความพยายามเพื่อจุดมุ่งหมายที่ดีของชีวิตท่าน 

นับเป็นการสะท้อนถึงการโยงใยเข้าหากัน ระหว่างยุคสมัยของสองศิลปินไทย อย่างที่เรียกกันว่าร่วมสมัย ที่มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบต่างกัน ทำให้บ้านศิลปินฯ ท่านนี้ (มูลนิธิอุทยานธรรมะและหอศิลป์) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน อบอุ่นไปด้วยญาติสนิทมิตรสหายในแวงวงศิลปะ การแสดงนิทรรศการชุดนี้ 

สำหรับศิลปินร่วมสมัย นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ในช่วงอายุ 39 วันนี้ (21 ก.พ.2514) ถูกจัดให้เป็นศิลปินดีเด่นรางวัล “ศิลปาธร” สาขาทัศนศิลป์ ปี 2553 จากการตัดสินของคณะกรรมการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ซึ่งในความเป็นศิลปินอิสระ จบการศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ป.ตรี สาขาจิตร กรรม 2532) มีรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานทุกสื่อ ตั้งแต่จิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะการจัดวาง ภาพยนตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลงานของเขามีความเกี่ยวเนื่องกับชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น 

ทั้งเป็นศิลปินที่มาจากภาคเหนือมีอิทธิพลกับนักศึกษาที่สนใจศิลปะ มีการทำงานเกี่ยวกับการนำภาพถ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการทำงานร่วมกันจากหลายภาคส่วน ทั้งแท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก และกลุ่มชนหลากหลาย นอกจากนั้นยังมีการผสมผสานกับท้องถิ่น เช่น ชุดผ้าขาวม้า โครงการสุดขอบฟ้า โดยในปี พ.ศ. 2538 เขาได้สร้างโปรแจ๊คแท็กซี่ ซึ่งเป็นโปรแจ๊คที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 

นาวิน ถ่ายทอดความคิดเห็น จากความงามอันไม่สมบูรณ์แบบ (The Aesthetics of Imperfection) สู่การเมืองเชิงรุกของศิลปะแห่งการขัดจัง หวะ ในสูจิบัตรศิลปาธร 2553 (ภาพ - นาวินโปรดักชั่น) 



การรุกเข้าหาคนดู แบบเดียวกับยุทธวิธีที่ใช้ในโลกสื่อสารและการโฆษณา เป็นกลวิธีหนึ่งของศิลปินร่วมสมัย ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพอันหนึ่งคือการแสดงผลงานในพื้นที่ศิลปะสัญจร หรือ mobile art space 

เริ่มตั้งแต่ปี 2538 เริ่มโครงการ นาวินแกเลอรี, กรุงเทพฯ ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันกับโช เฟอร์ คุณฉวี สีตบุตร การทำงานร่วมกันจึงไม่ได้มุ่งเป้าหมายและผลลัพธ์ เพียงแค่การเปิดโอกาสให้ศิลปะเข้าถึงคนดูมากยิ่งขึ้นเท่านั้น 

หากรวมไปถึงการทำลายล้างข้อจำกัดของสถานที่แสดงงาน โดยผนวกกับเงื่อนไขอีกประการหนึ่งคือ เมื่อศิลปินขนส่งศิลปะให้เร่ร่อนไปตามท้องถนน การเดินทางมาบรรจบกันระหว่างศิลปะกับคนดู กระทั่งการเลือกคนดู ย่อมกำหนดไม่ได้ ปฏิกิริยาจากคนดูและการตอบโต้อย่างฉับพลัน ตลอดจนการให้ความคิดเห็นสดๆ ใหม่ๆ ล้วนแล้วแต่คาดไม่ถึง ต่างเป็นผลพลอยได้ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกที่จะไม่เข้าไปควบคุม ยุ่มย่าม หากแต่ปล่อยให้การจัดแสดงเป็นไปตามยถากรรม 

การมีตารางเวลาให้ข้อมูลคนดูว่า นาวินแกเลอรีจะเดินทางไปตรงไหน เมื่อไหร่ เป็นการเล่นกับโลกภายนอกหอศิลป์ที่ควบคุมไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใครกำหนดสภาพการจราจรได้ตามใจ ทำให้การติดตามดูงานกลาย เป็นการรอลุ้นและทำให้เกิดการพลัดหลงกันระหว่างงานศิลปะกับคนดู 

สิ่งสองสิ่ง (เอ กับ บี) ไม่อาจเจอกันตรงเป๊ะ ณ เวลา และสถานที่ที่กำหนด นับว่าเป็นความจริงในชีวิตประจำวันตามเมืองใหญ่ การคลาดเคลื่อนจากกันเข้ามาสร้างความไม่สมบูรณ์แบบให้แก่การสื่อสาร เพราะทำให้ไม่มีการมาบรรจบกันระหว่าง “สาร” จากศิลปินกับการรอคอยจากผู้ชม ซึ่ง “ความไม่สมบูรณ์แบบ” เช่นนี้เองที่ทำให้ชีวิตตื่นเต้นและก่อเกิดจินตนาการ 



การแช่นิ่งบนถนนของคนกรุงเทพว่า เป็นการถูกสาป ผู้คนที่เบียดเสียดบนท้องถนนในเมืองเทวดารู้สึกเหมือนกับถูกทอดทิ้งให้ตกนรกอยู่ชั่วกัปกัลป์ มันช่างเป็นการซ้ำเติมชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ในสายตาศิลปินกลับเป็นโอกาสทอง ในการหยั่งเข้าถึงนิยามและบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในชีวิตประจำวัน 

พื้นที่ในชีวิตประจำวันคือโอกาสทองของทุกๆ ตัวแข่งขัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการปล่อยให้ศิลปะร่อนเร่ไปตามท้องถนนเป็นแค่การปล่อยให้อะไรๆ เกิดขึ้นตามใจโดยพลการจากปัจจัยรายล้อมที่ผันแปร 

ผลลัพธ์อีกประการหนึ่ง จากการปล่อยให้ศิลปะร่อนเร่ตามยถากรรมคือการเปลี่ยนคนดูให้เป็นศูนย์ กลางการตีความงานศิลปะ เนื่องจากว่าพื้นที่แท็กซี่แกเลอรียังต้องเชื่อมโยงกับพื้นเพของผู้คน ทั้งจากการตั้งคำถามว่าวัตถุที่แขวนอยู่ภาพที่วาดอยู่ข้างในคืออะไร เป็นการหยั่งความรู้สึกว่า คนทั่วไปรู้สึกต่อพื้นที่สาธารณะ ที่โชเฟอร์กับผู้โดยสารเป็นทั้ง ‘เพื่อนร่วมทาง’ และเป็นทั้ง ‘คนอื่น’ ไปพร้อมๆ กันด้วย 

เมื่อ ‘ศิลปะ’ มาคั่นกลาง ศิลปะย่อมเป็นตัวกระตุ้นที่จะดึงธรรมชาติทางการเมืองของมนุษย์ออกมา อย่างน้อยที่สุดก็นับเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดการขัดจังหวะในชีวิต ที่อาจจะดำเนินไปอย่างราบเรียบ มีระเบียบคอยกำกับ 



ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ผู้โดยสารซึ่งไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน พอเจอสิ่งสวยๆ งามๆ ที่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง ผู้โดยสารก็ย่อมเกิดคำถามว่า มันเป็นศิลปะหรือบริการเสริมกันแน่ 

เมื่อศิลปะรุกเข้าหาคนดู ร่วมเป็นกระแสเดียวกันกับปฏิบัติการทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในปัจจุบัน เรียกหลวมๆ ว่า ปฏิบัติการการเมืองวัฒนธรรม “เชิงรุก” โดยส่งผลในทางปฏิบัติว่าศิลปะเกิดขึ้นตรงที่ใดก็ได้ ศิลปะเกิดขึ้นได้ทุกๆ ที่ ตราบใดที่มีคนดู และไม่มีข้อห้ามว่า คนดูต้องอยู่เฉยๆ คนดูกลายเป็นผู้เสพสารที่เป็นผู้ชมที่ตื่นตัว 

เราจึงได้เห็นการเมืองวัฒนธรรมบนท้องถนน ในห้องน้ำ โรงหนัง ห้องโดยสารแท็กซี่ ฯลฯ กระทั่งกล่าวได้ว่าปฏิบัติการเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย 

ข้อดีคือทุกๆที่คือการเมือง ทุกการกระทำคือการต่อรอง-การยื่นญัติทางการเมือง แต่ในทางกลับกัน หากรวมเอาเสียงที่ไร้คุณภาพในทางวิตกวิ จารณ์และมีเป้าหมายสะเปะสะปะ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงด้วยมายาภาพของความเหมือน 

เพราะเมื่อรวมคนเข้าปริมาณมากๆ อาจก่อกำเนิด “เผด็จการมวลชน” อันน่าสะพรึงกลัว กระทั่งต้องกล่าวย้ำอีกครั้งว่า การเมืองคือเทศกาลของการส่งเสียง การพูดคุย การแลกเปลี่ยนสนทนา การพูดคุยในพื้นที่ทางศิลปะหรือศิลปะที่กระตุ้นให้เกิดการพูดคุย จึงนับว่าเป็นการเมืองอย่างหนึ่ง 

คำถามอยู่ที่ว่า เราอยากหรือสมัครใจเลือกไปอยู่ฝ่าย ‘รุกเร้า’ หรือ ‘ตั้งรับ’


เรื่อง: ชมวง พฤกษาถิ่น 
ที่มา: สยามรัฐ

Views: 303

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service