จั้ง-ศีลวัตก์ รมยานนท์‘ย้อนแยง’ อยู่ด้วยศิลปะอย่างสร้างสรรค์


นักเสพศิลปะหลายคนรู้จัก จั้ง-ศีลวัตก์ รมยานนท์ ในฐานะศิลปินผู้ก่อตั้ง ‘ย้อนแยง’ กลุ่มคนทำงานศิลปะร่วมสมัยในเชียงใหม่ 

แต่เมื่อไหร่ที่ได้ยิน จั้งมักปฏิเสธความเข้าใจที่คนนอกมองเข้ามานี้เสมอ “ย้อนแยงไม่ใช่กลุ่มศิลปินหรือกลุ่มศิลปะ แต่เป็นบริษัทของนักยั่วยุจินตนาการครับผม” 

ใน ‘เชียงใหม่นาว’ งานแสดงผลงานศิลปะของศิลปินจากเชียงใหม่ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จั้งและกลุ่มเพื่อนนักยั่วยุจินตนาการ (ตามที่เขาเรียก) ได้เดินทางมาแสดงผลงาน 

จากการยืนกวาดสายตามองในพื้นที่แสดงงาน ผลงานของพวกเขาสร้างความฉงนให้ผู้พบเห็นได้พอๆ กับคำจำกัดความของ ‘ย้อนแยง’ ที่จั้งบอกกล่าวไว้ข้างต้น 

กีตาร์รูปทรงแปลกตา ถังแก๊สทาสีเหลืองแจ่มติดโครงล้อจักรยานที่ส่วนบนของถัง เรือแจวไม้ รวมถึงหน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่นี้ และน้ำจิ้ม!!! คือผลงานที่อวดโฉมในพื้นที่จัดแสดงงาน 

“สิ่งที่ผมทำเรียกว่าการสร้างสรรค์ดีกว่า เพราะศิลปะจะตีกรอบให้ผมอยู่แต่ในโลกศิลปะ” 

โอเค ผลงานส่วนใหญ่ที่เห็นพอเข้าใจได้ว่าคือการสร้างสรรค์ แต่น้ำจิ้มนี่สิ สร้างสรรค์ตรงไหน หลายคนอาจสงสัย 

“‘ย้อน’ แปลว่าถอยกลับ ‘แยง’ เป็นภาษาเหนือ แปลว่ามอง ‘ย้อนแยง’จึงหมายถึงการย้อนถอยกลับมามองไอ้คำว่าศิลปะร่วมสมัยที่เราเคยอ่านมันมาในตำราประวัติศาสตร์ศิลปะด้วยวิธีคิดของเราเอง” จั้งเริ่มอธิบาย 

“คือผมชอบที่จะต่อยอดจากศิลปิน เพราะศิลปินเขาสร้างความคิดขึ้นมา แล้วก็ลอยค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น คนทั่วไปจับต้องไม่ได้ เป็นความคิดที่ลอยตัวอยู่ เป็นของดีนะ เป็นของดี แต่ว่ามันจบลงที่ผนังมิวเซียม 

“อย่างน้ำจิ้มนี่ ผมก็ต่อยอดมาจากรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง เขาทำเกี่ยวกับเรื่องน้ำเน่า เอาน้ำเน่าบรรจุขวดขาย เพื่อรณรงค์เรื่องของความเป็นนักอนุรักษ์แต่ว่าความคิดของเขามันจบที่ตรงนั้นไง แล้วผมก็ต่อยอดจากความดีงามของเขา เอาไปใช้ประโยชน์ข้างนอกผนังมิวเซียม เพราะผมเชื่อว่ามนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน อย่างภาพเขียนก็แค่เป็นหลักฐานทางปัญญาที่ศิลปินคิดได้ในชีวิตเฉยๆ ซึ่งผมว่ามันไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครเพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการมากกว่านั้นคือ ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนดูกับศิลปิน มิตรภาพ นี่แหละเป็นสุนทรียะที่สุดแล้วในโลกนี้” 

ทุกความคิดย่อมมีที่มา ภาพผลงานที่สะท้อนความคิดของจั้งวันนี้ อาจดูง่าย-อะไรวะน้ำจิ้ม! แต่เมื่อสอบถามถึงประวัติศาสตร์ก่อนการค้นพบความคิดนี้ กลับค้นพบว่ามันได้ผ่านการ ‘กลั่น’ มาอย่างเข้มข้น 

เล่าอย่างฉาบฉวย ในสมัยหนึ่งจั้งเคยทะยานอยากเป็นศิลปิน ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยล้มลุกคลุกคลานกับชีวิต ด้วยความที่มีแม่เป็นคนญี่ปุ่น จั้งจึงตัดสินใจบินไปใช้ชีวิตอยู่ที่แดนปลาดิบ เป็นคนกินเหล้าเมายา เละเทะอยู่พักใหญ่ ก่อนตั้งตัวตั้งสติแล้วหันกลับไปประกอบอาชีพทำร้านอาหารที่โอซากาหลังร้านอาหารประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เขาตัดสินใจยกร้านให้น้องชายดูแล เพื่อกลับมาทำงานศิลปะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ติดค้างในจิตใจเสมอมา 

“คือผมเป็นคนมักง่ายมาก ถึงทุกวันนี้ยังเป็นอยู่เลย ผมปล่อยตามโชคชะตาจะพัดพา มึงจะพัดพากูไปไหน ไป ไปไหนก็ได้ ไปได้หมด แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่ผมยังติดค้างอยู่ และผมไม่เคยลืมเลยคือเรื่องศิลปะ ตอนอยู่ญี่ปุ่นเรียกได้ว่าผมหายใจเข้า-ออกเป็นศิลปะ 

“ผมอยากเป็นจิตรกร กูว่ากูเป็นคนมีฝีมือ แต่ไม่เคยได้ใช้เลย” 

เชื่อมั่นว่ามีฝีมือ? “เชื่อมั่น” จั้งตอบมั่นใจ 

แรกๆ ที่กลับมาเมืองไทย ทำงานศิลปะอยู่เชียงใหม่ได้พักใหญ่ จั้งค้นพบว่าการเป็นจิตรกรวาดรูปเหมือน ไม่ใช่วิถีทางของเขา “รูปเท้า รูปมือรูปเหมือนอะไรผมเขียนได้นะ แต่แม่-ไม่ใช่คำตอบของชีวิต ผมไม่ใช่ช่างว่ะ” 

ในภาวะสับสนของการหารูปแบบศิลปะในทางของตน ‘ไร้รูปแบบ’ คือคำจากครูบาอาจารย์ทางศิลปะท่านหนึ่งที่เป็นกุญแจเปิดมุมมองด้านศิลปะให้แก่เขา 

“อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ ท่านเจิมให้ผมคำเดียวเลย ‘ไร้รูปแบบ’นึกออกป่ะ คือทำอะไรก็ได้ถ้าพูดแบบชาวบ้าน หลังๆ อยู่เชียงใหม่นี่ไม่มีใครถือสาแล้ว ทำอะไรแม่งก็เป็นอาร์ตไปหมด ก็เลยประวิงเวลาว่าเข้าใจอย่างนี้ไปก่อนแล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องอธิบายกัน ว่านี่คือฟังก์ชั่นของอาร์ตผม” 

ร้านจตุรเทพราเม็ง ร้านอาหารในเชียงใหม่ (กลางซอยนิมมานเหมินทร์ 11) ที่ขายราเม็ง โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) สเต๊ก เหล้า เบียร์ และมีน�้ำจิ้มสุดแซบไว้บริการของจั้งและสหายบริษัทย้อนแยง คือฟังก์ชั่นหนึ่งในงานสร้างสรรค์ของเขา 

“ผมเชื่อว่าศิลปะควรจะอยู่ในชีวิตประจำวัน ...อย่างการทำอาหารกับการวาดรูปผมว่าเป็นเรื่องเดียวกันนะ วิธีบีบน้ำปลากับการปาดฝีแปรงมันเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ เพราะมีเรื่องการช่างสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกัน ดังนั้นการทำอาหารกับการทำงานศิลปะจึงไม่ต่างกัน คุณวาดรูปเก่งคุณก็ทำอาหารได้ คุณทำอาหารเป็น คุณหัดเพ้นต์รูปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เก่งหรือคุณจะทำอะไรก็ได้ มันถ่ายเทกันอยู่ 

“พอเราตัดสินใจกระโดดออกนอกโลกศิลปะ มาใช้ชีวิตกันเอง ไม่ต้องมานั่งเขียนเอกสาร ส่งเอกสารรออนุมัติเงินทุนหรืออะไร มาเปิดร้านราเม็งร้านก๋วยเตี๋ยวขาย ขายเหล้า ขายเบียร์ อาจดูผิดศีลธรรมหน่อย แต่มันคือตัวตน ผมเป็นคนทะลึ่งตึงตัง เอนเตอร์เทนเนอร์ เฟรนด์ลี่ คือความเป็นจริงไม่ต้องมานั่งแอ๊กท่าเป็นศิลปิน” 

ยอมรับว่าเรื่องศิลปะที่คุยกับจั้งอยู่นี้ เอาเข้าจริงผมก็ไม่อาจจะเข้าใจได้สักเท่าไร เรียกง่ายๆ ว่ายัง ‘มัว’ กับศิลปะในความหมายของสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแกลเลอรี่ ภาพเขียน รูปถ่าย รูปปั้น ฯลฯ ของเขา 

อะไรคือศิลปะในนิยามของคุณ? ผมถามจั้งเป็นคำถามสุดท้าย 

“ชีวิตที่ดี” จั้งสรุปสั้นๆ ก่อนอธิบายต่อมา 

“มิตรภาพนี่แหละ คำว่ามิตรภาพคำเดียว ไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องไปอ้อมไปนู่นไปนี่ อย่างวันนี้ผมได้มาพบคุณ คุยกันถูกคอ นี่ผมก็เกิดภาวะศิลปะแล้ว เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดกัน ไม่โกหกตอแหลกัน ไม่มาแอ๊ก มากดหัวกัน หรือดูถูกคน แค่ได้มาเจอบรรยากาศดีๆ ก็มีความหมาย 

“ศิลปะในมุมมองของผมจึงไม่ใช่เรื่องสูงส่ง แต่มันเป็นเรื่องของมนุษย์ที่อยู่อย่างสร้างสรรค์” 


โดย: วชิรวิชญ์ กิติชาติพรพัฒน์ 
ภาพ: สุวิทย์ กิตติเธียร
 
ที่มา: Mars Magazine #103

Views: 993

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service