ทรงยศ สุขมากอนันต์ "ตัวตน" (สมาคม) ผู้กำกับไทย


ติดตามภารกิจนายกฯอายุน้อยที่จะดันสมาคมผู้กำกับไทยไทยให้มีตัวตน ในยุคที่โลกอ้าแขนรับผกก.หนังอินดี้และหนังตลาดออกไปฉายนอกบ้านได้แล้ว

ทรงยศ สุขมากอนันต์ คนทำหนังเจนเนอเรชั่น “แฟนฉัน” ที่ก้าวจากโรงเรียนภาพยนตร์ (นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) สร้างหนังที่ได้รับการยอมรับทั้งจากผู้ชมและนักวิจารณ์ ต่อเนื่องด้วยผลงานที่คว้ารางวัล “หมีแก้ว” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน กับหนังเขย่าขวัญเรื่อง “เด็กหอ” ในทศวรรษ 2540 -2550 เป็นต้นมา

เขาคือความหวังใหม่ และเมื่อเขายอมรับหน้าที่ “บริหาร” ในตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เมื่อปี 2553 (สมาคมที่ก่อตั้งเมื่อ 2545 และมี อุ๋ย นนทรีย์ นิมิตบุตร เป็นนายกฯ คนแรก) ทรงยศจัดเป็นคนอายุน้อยที่สุดในทำเนียบนายกสมาคมฯ (อายุ 36 ปีในตอนรับตำแหน่ง) และสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคสมัยของเขา คือการจัดงานรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1 ซึ่งประกาศผลเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ในแบบเงียบๆ และเรียบง่าย

ในยุคที่ “ผู้กำกับหนัง” ชาวไทย มีตัวตนและสร้างสาวกไปทั่วทุกมุมโลก ทว่า ความเป็นจริงในเมืองไทย ผู้กำกับยังคงเป็นเพียงลูกจ้างหลังกล้อง หัวหน้างานในกองถ่ายหนัง และคนที่จะมาป่าวประกาศว่า “ดารานักแสดง” เก่งอย่างไรในงานหนังไทย

ทรงยศ หรือ ย้ง บอกกับเราว่า อยากจะเบิกร่องและปูทางให้แก่อาชีพผู้กำกับหนังไทย ได้มีเกียรติ ศักดิ์ศรีและส่งผลต่องานสร้างสรรค์ต่อไป


เหตุผลของการจัดรางวัลฯนี้ขึ้นมา และข่าวคราวค่อนข้างเงียบเชียบ ?

ขออธิบายเรื่องที่มันเงียบๆ มันเป็นธรรมชาติของงานที่จัดขึ้นเป็นปีแรก และจุดมุ่งหมายของรางวัล เพราะผมเข้ามาทำงานกับสมาคมผู้กำกับฯ ซึ่งเป็นแค่องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพราะฉะนั้น จึงมีคนทำงานกลุ่มเล็ก กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำงาน และเราก็คุยกันว่า เราควรจะ concentrate กับเรื่องอะไร และผมก็พบว่า เราต้องการรางวัลที่เข้าใจหน้าที่ของผู้กำกับภาพยนตร์จริงๆ เพราะเราก็คุยๆ กันในแวดวงผู้กำกับแบบตัดพ้อกัน เราน่าจะมีรางวัลนี้ไหมที่คนในสาขาอาชีพเดียวกัน โหวตให้กันเอง มันเป็นเรื่องของมุมมอง

เพราะผู้กำกับแต่ละคนมีปัญหาที่ประสบหรือสไตล์การทำงานต่างกัน แต่เวลาเราไปดูงานของผู้กำกับคนอื่น เราจะมองเห็นว่า เขาทำอะไร ประมาณไหน (จึงจะได้หนังอย่างนั้นมา) และอีกประการคือ อาชีพผู้กำกับ มันเป็นอาชีพที่มี ego ต้องการได้รับเกียรติ และต้องมีตัวตนน่ะ

ก่อนที่เราจะไปเรียกร้องให้ใครๆ มาให้เกียรติเรา หรือเรียกร้องจากกรรมการจากเวทีรางวัลอื่นๆ ให้เข้าใจและให้เกียรติเรา หรือกระทั่งโปรดิวเซอร์ นายทุน และคนดู ที่เราเคยตัดพ้อกันว่า ไม่เข้าใจงานของผู้กำกับ ไม่เคารพเรา พวกเราน่าจะเริ่มต้นจากการให้เกียรติตัวเราเอง สมาชิกสมาคมฯควรให้เกียรติอาชีพตัวเองกัน และรางวัลนี้คือคำตอบ

และในงานพิธีมอบรางวัล เราได้ทำคลิปหนังของผู้กำกับที่เข้าชิงแต่ละคน มาพรีเซนต์ขึ้นจอในงาน มันทำให้ผู้กำกับรู้สึกว่างานเขามีคุณค่านะ และได้รับเกียรติ ผมก็เลยสรุปได้ว่า สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และรางวัลนี้ มันมีไว้เพื่ออะไร

การทำงานสมาคมฯแบบทีมงานน้อยๆ แบบนี้ เราควรจะโฟกัสว่า ทำให้ผู้กำกับได้รู้สึกภูมิใจกับงานของเขา และได้รับเกียรติจริงๆ และมันจะทำให้คนเหล่านั้นอยากลุกขึ้นมาทำงานที่มันดี และเป็นตัวของตัวเอง เพราะภูมิใจในตัวรางวัล และอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้าง



ต่อผลรางวัลสมาคมผู้กำกับฯ ปีนี้ ทำให้มีคำถามว่าการมอบรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและหนังยอดเยี่ยมให้แก่ “อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล” และ หนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” เป็นเพราะตามกระแส “รางวัลปาล์มทอง” ที่ครอบไว้อยู่แล้วหรือเปล่า และการมีรางวัลรองชนะเลิศให้แก่ผู้กำกับ “โต้ง บรรจง ปิลันธกุล” และหนัง “บ้านฉันตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้” กับ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” นั่น มันหมายถึงอะไร?

การโหวตของทุกคนเป็นทัศนติส่วนตัว เหมือนการทำหนังที่ทุกคนมีสไตล์ของตัวเอง เช่นผมทำงานหนังกระแสหลัก ผมก็อาจจะโหวตหนังกระแสหลัก มันเป็นเรื่องของรสนิยมครับ

ภาพยนตร์มันไม่สามารถตัดสินได้หรอกว่าอะไรคือยอดเยี่ยม หรือดีที่สุด มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ มันอยู่ที่ทัศนคติของแต่ละคน ที่จะลงคะแนนให้ใครเป็นผู้ยอดเยี่ยมในแต่ละปี เช่นบางคนอาจจะลงคะแนนให้ผู้กำกับที่ทำหนังมาหลายเรื่องแล้ว เห็นพัฒนาการที่ดีและให้อะไรใหม่ๆ แก่วงการหนัง เขาก็อาจจะลงคะแนนให้คนนั้นก็ได้

เราไม่ได้ตั้งรางวัลไว้เพื่อ มอบให้ “ผู้กำกับที่โคตรจะกำกับหนังได้ยอดเยี่ยมในปีนั้น” ไม่ใช่ แต่เราเปิดกว้างว่าคุณจะให้เกียรตินี้แก่ผู้กำกับคนไหนมากกว่า

เพราะฉะนั้น ผู้กำกับที่โหวตให้เจ้ย อภิชาตพงศ์ เขาก็อาจจะโหวตเพราะกระแสปาล์มทอง หรืออาจจะโหวตเพราะ การที่เขาเป็นผู้กำกับหนังไทย ที่พาหนังไปอยู่บนจุดสูงสุดขนาดนั้นได้ มันน่าทึ่ง และส่วนตัวผมมองว่า หนังของพี่เจ้ยเป็นหนังไทยมาก ถึงแม้มันจะมีความเป็นหนังทดลอง มีความเป็นอาร์ต เป็นหนังศิลปะ อาจจะดูยาก แต่หนังพี่เจ้ยมันเป็นหนังไทยมาก ผมกล้าพูดเลยว่า หนังในรุ่นของพวกเขาเสียอีกที่ได้รับอิทธิพลจากหนังที่เราได้ดูมา หนังญี่ปุ่น เกาหลี หรือหนังฝรั่ง เราซึมซับจากตรงนั้นมา เพราะฉะนั้นหนังที่เราทำก็อาจจะไม่ไทย สไตล์ไม่ไทย แต่มันจะมีทัศนคติของตัวละครที่ยังเป็นไทยอยู่ในหนังของเรา ขณะที่หนังของพี่เจ้ย วิธีการ บรรยากาศของหนังเขาเป็นไทยมาก และการที่เขาพาหนังที่จะโคตรเป็นหนังไทยไปปักธงตรงนั้นได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่เจ้ยได้คะแนนก็ได้

อย่าง พี่ต้อม-ยุทธเลิศ เขาบอกว่าโหวตให้พี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ เพราะเหตุผล ที่พี่เจ้ยคือคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้และปกป้องงานตัวเอง และนั่นคือผู้กำกับยอดเยี่ยมในสายตาเขา

ถ้าคนทั่วไปมองว่า เราโหวตแค่ตื้นๆ เห็นฝรั่งว่าดี ก็บอกว่าดีตาม ไม่ใช่ครับ



อาจเป็นเพราะรางวัลอื่นๆ จะแยกเวที "อินดี้" กับเวที "กระแสหลัก" ชัดเจน แต่พอมันมารวมกัน มันจะมีจุดตัดกันตรงไหน อย่างไร ?

อันนี้คือเรื่องที่พวกเราสมาคมฯกังวลกัน พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ยังเคยบอกเลยว่า ถ้ารางวัลหนังในเมืองไทย เป็นการรวมกันของหนังทุกประเภท เขารู้สึกว่า มันไม่แฟร์กับหนังที่อยู่ในอุตสาหกรรม (หนังตลาด) เพราะเขาบอกว่า หนังตลาดมันต้องตอบโจทย์หลายอย่าง ขณะที่การทำหนังอินดี้ มันคือการทำตามตัวตนของคนทำหนังเต็มที่ ถ้าผู้กำกับท่านนั้นมีทัศนคติ ตัวตนแข็งแรง และทำหนังเป็น หนังอินดี้ที่เขาทำมันจะน่าสนใจขึ้นมาทันที แต่ว่าการทำหนังกระแสหลัก มันก็มีแง่มุมที่ยากเยอะ ยิ่งคนทำหนังกระแสหลักโดยที่มีความเป็นตัวของตัวเองได้ มันก็ยิ่งยาก

และพี่เก้งบอกว่า การรวมหนังสองประเภทมาแล้ว ให้หนังอินดี้ได้รางวัล มันจะให้คนทำหนังกระแสหลักรู้สึกว่า “ช่างมัน” ทำหนังรับจ้างไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆคือ วงการหนังกระแสหลัก ก็จะไม่ถูกพัฒนา

เหมือนกับ เคสของออสการ์ ที่คนที่เคยทำหนังอินดี้ แล้วลุกมาทำหนังกระแสหลักที่เป็นตัวของตัวเองและทำได้ดีมากๆ ด้วย อย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน (Dark Knight และ Inception) ,เดวิด ฟินเชอร์ (The Social Network) และ ดาเรน อโรนอฟสกี้ (Black Swan) มันสะท้อนว่า วงการหนังกระแสหลักกำลังถูกท้าทายด้วยคนเหล่านี้ ผู้กำกับที่เคยทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ จะทำหนังแบบหลวมๆ อีกไม่ได้แล้ว เมื่อมันมีมาตรฐานใหม่อย่าง Dark Knight ขึ้นมา เป็นมาตรฐานหนังกระแสหลักแบบใหม่

และตรงนี้ล่ะ คือสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมหนังเติบโต สำหรับผมหนังกระแสหลักมันต้องอยู่ได้ด้วย เพราะถ้าวันหนึ่งคนทำหนังอินดี้เขาอยากจะก้าวข้ามมาทำหนังกระแสหลัก เขาก็จะทำมันได้ด้วยมาตรฐานที่ดี อันนี้ล่ะที่ผมอยากให้เกิด หลังการมีรางวัลสมาคมผู้กำกับ

อยากให้สองฝั่งมารวมกัน แม้การรวมจะเป็นแบบผิดๆ อยู่อย่างที่พี่เก้งบอก เราก็เลยแก้ปัญหาว่า ต้องมีรางวัลรองชนะเลิศ เป็นการบอกกลายๆ ว่า เสียงส่วนใหญ่อยากให้พี่เจ้ยได้รางวัลนี้ แต่รางวัลรองชนะเลิศเป็นของ โต้ง บรรจง ทำให้เห็นว่า เราไม่ได้ทำตามกระแสทั้งหมดนะ



ประเด็นอินดี้กับกระแสหลักเป็นเรื่องใหญ่?

การมีรางวัลรองชนะเลิศ มันเป็นเจตนาในการบอกทัศนคติและความเห็นของผู้กำกับครับ ผู้กำกับไม่ใช่สื่อมวลชน ผู้กำกับไม่ใช่นักวิจารณ์ แต่ผู้กำกับเป็นคนดูหนัง เพราะฉะนั้นผลรางวัลมันจึงใกล้เคียงกับคนดู รางวัลที่ให้ “ลุงบุญมีฯ” ก็สะท้อนว่า ผู้กำกับหลายคนก็นิยมดูหนังที่ไม่ตลาด

เราเองก็ตั้งคำถามว่า หนังลุงบุญมีฯ หลุดโผรางวัลอื่นๆในเมืองไทยไปหมด เป็นเพราะเขากลัวกระแสมากไปหรือเปล่า มันกลายเป็นว่า หนังอินดี้อย่างลุงบุญมีฯ กลายเป็นกระแส (เพราะได้ปาล์มทอง) เหมือนในทางกลับกันเวทีที่กลัวจะให้รางวัลหนังตลาด เพราะกลัวว่าเป็นรางวัลกระแสหรือรางวัล mass

เวลาผมไปคุยกับน้องๆ นักศึกษาตามมหาลัยผมบอกเสมอว่า เฮ้ยน้อง ถ้าดูหนังอินดี้ไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคิดว่าตัวเองโง่ ไม่ใช่เรื่องแปลก เราแค่ยอมรับว่า เราสนุกกับการดูหนังตลกก็ยอมรับมันเถอะ แต่ก็อย่าไปด่าว่าหนังอินดี้ที่เราไม่รู้เรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องรสนิยม ในขณะเดียวกัน ถ้าเราชอบดูหนังอาร์ต ก็อย่ามาว่าหนังกระแสหลักต่ำต้อย เพราะแท้ที่จริงมันเป็นรสนิยมของเราเอง



เพราะอะไรจึงอยากมีตัวตน การเป็นผู้กำกับหนังในประเทศนี้ เราต้องการการมีตัวตน แบบไหน และอะไรที่เราต้องการ?

ผมขอพูดในนามส่วนตัวนะครับว่า ผมว่าผู้กำกับแต่ละคนมีทัศนคติของตัวเอง และการทำงานของเราคือ การแสดงทัศนคติ ไม่ว่าจะเป็นหนัง mass หนัง indy ทุกคนมีทัศนคติในงานนั้นๆ



สมาคมผู้กำกับฯ เป็นสหภาพแรงงาน เหมือนในอเมริกาด้วยหรือเปล่า?

ตอนที่ผมเข้ามาทำครั้งแรกปีที่แล้ว คำถามแรกคือ สมาคมนี้มันมีเพื่ออะไร ไม่มีใครตอบได้ เพราะเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่มาตั้งแต่ต้น ผมเองก็ตอบไม่ได้ และถามว่ามันเป็นลักษณะสหภาพแรงงานแบบอเมริกาหรืออังกฤษไหม ก็ไม่ใช่เพราะ ผู้กำกับบ้านเราทำงานแบบมีค่าย มันมีกฏเกณฑ์ของค่าย ยกตัวอย่าง ผู้กำกับบางคนอาจจะยอมทำหนังรับค่าตัวน้อยๆ ที่อาจจะต่ำกว่ามาตรฐานของสมาคมฯกำหนด เราจะไปบอกให้เขาหยุดทำไม่ได้เพราะผิดกฎสมาคมฯ ไม่ได้ เพราะมันคือความฝันของเขา จะให้เขาออกจากสมาคมฯ ก็ไม่ได้อีก

มันเป็นวิถีไทยน่ะครับ สังคมเราเป็นแบบประนีประนอม การเป็นสหภาพแรงงาน มันยังเป็นไม่ได้หรอกในสังคมอุตสาหกรรมหนังไทยตอนนี้

เราก็เลยปักธงว่า สมาคมฯน่าจะทำหน้าที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของอาชีพเรา และเอาความคิดของรุ่นพี่ๆ ที่อยากจัดรางวัลสมาคมฯ และ งาน Q&A (ผู้กำกับพบปะผู้ชมในรอบฉายพิเศษ) มาต่อยอด

ส่วนรางวัลก็คือ โหวตคะแนนยังไงที่ทำให้รางวัลนี้มีคุณค่า และสังคมก็ยอมรับอาชีพนี้ ส่วน Q&A ผมจะจัดทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน และจะทำให้มันเป็น Thai Film Director Academy เปิดโอกาสให้นักเรียนฟิล์มได้มาดูและเสวนากับผู้กำกับว่าแต่ละคนเขาทำหนังกันได้ยังไง ทั้งกระแสหลักและอินดี้ หนังเก่าหนังใหม่ได้หมด ส่วนหนึ่งเป็นการสลายสถาบันการศึกษาด้วย แต่จะมีสถาบันผู้กำกับภาพยนตร์ไทย การเสวนาของเราจะเป็นการ educate นักเรียนฟิล์มที่เรามีอยู่ เริ่มจาก 9 สถาบันในกรุงเทพฯก่อนๆ



นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ช่วยอะไรผู้กำกับหนังไทยได้ไหม

ไม่เห็นผลครับ ผมยกตัวอย่าง วันที่รมต.กระทรวงวัฒนธรรม (คนล่าสุด) มารับตำแหน่ง และก็เชิญพวกเราไปฟังนโยบายของเขา ผมจำได้เลย ผมเตรียมจะยื่นจดหมายของบประมาณทำงานสมาคมผู้กำกับฯ สิ่งที่รมต.พูดคือ เขาออกตัวว่า “ผมอยู่แค่ 3-4 เดือนก็ไปแล้ว” พูดแบบนักการเมืองน่ะ ผมพับจดหมายกลับบ้านเลย

และตอนที่ไปคุยเรื่องเซนเซอร์ กรณีที่ Insects in the Backyard ของ กอล์ฟ ธัญญวรินทร์ ไม่ได้รับอนุญาตฉาย เมื่อฟังคณะกรรมการพิจารณาจัดเรท เขาพูดถึงหนังแล้ว ผมบอกได้เลย “ไม่ใช่เขาไม่ชอบหนังนะ แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังเลยต่างหาก” วันนั้น พี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) เตรียมคลิปตัวอย่างเพื่อไปอธิบาย โดยมีฉากยิงไส้ทะลักจากหนังเรื่อง Rambo กับฉากโหดในหนัง Saving Private Ryan ให้คณะกรรมการฯ ดูเปรียบเทียบ ว่า ฉากรุนแรงเหมือนกัน แต่มันอยู่ในหนังที่มีจุดมุ่งหมายการเล่าเรื่องต่างกัน มันจะให้ผลต่างกัน ทั้งหมดนี้เพื่อบอกว่า อย่าดูหนังแค่ฉากๆ เดียว อธิบายดูคลิปกันไปจนจบ หนึ่งในคณะกรรมการซึ่งเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ตอบกลับมาว่า คุณก็ตัดฉากนั้นออกสิ

พวกเราก็มองหน้ากันแบบว่า “ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหม” เพราะงั้นมันไม่มีความหวังเลย



การเป็นนายกฯ ที่อายุน้อย เป็นอุปสรรคในการบริหารงานสมาคมฯ ที่มีรุ่นพี่ๆ อยู่เยอะไหม

มันเป็นประเด็นในตอนแรกๆ อย่างตอนที่ผมรับตำแหน่งและรับงานเป็นเทรนเนอร์ของ AF ด้วย ผมโดนต่อต้านว่าทำให้ภาพสมาคมฯดูต่ำต้อย ผมไม่เข้าใจนะ ผมเกือบจะลาออก เพราะผมรับงาน AF ก่อนรับตำแหน่งนายกฯ การรับงาน AF มันตอบโจทย์ผมในแง่ประสบการณ์ศึกษาคาแร็คเตอร์ที่หลากหลาย เพื่อการทำหนังของผมต่อไป เพราะผมยังไม่ได้รู้จักคนมากพอ หรือรู้จักโลกมากพอ และถ้าการทำงานสมาคมฯ มันจะทำให้ผมทำอะไรไม่ได้เลยผมไม่เอาดีกว่า

แต่พอเอาเข้าจริงๆ พบว่า พี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่มากๆจะเข้าใจ อย่าง พี่ปื๊ด พี่อังเคิล กลับกลายเป็นคนที่คอยซัพพอร์ตเรา และทุกคนก็ตั้งความหวังว่าคนรุ่นผมอาจจะทำให้สมาคมผู้กำกับฯที่แล้วเวิร์คขึ้นมาก็ได้ มันก็มีคำพูดว่า ผู้กำกับไทยแบ่งค่ายแบ่งพวก เขาต้องมาทำหน้าที่รวมผู้กำกับให้สามัคคีกันไหม ไม่ เพราะจะให้ผมจัดปาร์ตี้พาพวกพี่ๆ มากินเหล้า ให้พวกพี่ๆรักกัน ไม่ใช่ แต่การจัดรางวัลสมาคมฯต่างหากที่จะทำให้คุณค่ากับตัวตนที่ควรภูมิใจ และเราก็จะรวมกันได้ด้วยความเคารพอาชีพของเราเอง

ผมพูดในเวทีมอบรางวัลสมาคมฯ ว่าผมตอบไม่ได้ว่า จะทำให้พี่ๆรักกันยังไง แต่วันนี้ผมรู้จากงานวันนี้แล้วว่า พี่ๆรักกัน สมาชิกหลายท่านอาจจะมึนๆงงๆ กันอยู่ แต่สมาชิกสมาคมฯมาล้นหลาม มันตอบได้แล้ว


หน้าที่นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ของ ย้ง ทรงยศ กินเวลา 2 ปี ตามวาระ จากเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ถึง กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่า ภารกิจสร้างตัวตน ผู้กำกับหนังไทย ในแบบที่เขาอธิบายมาทั้งหมดนั้น น่าจะเป็นทิศทางที่ทำให้อุตสาหกรรมหนังไทยพัฒนาทั้งโดยส่วนรวมและส่วนตัวได้ต่อไป



โดย: ทศพร กลิ่นหอม
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ / 5 เมษายน 2554

Views: 367

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service