สุวิมล ศิริวงศ์ ซีเนียร์ดีไซเนอร์แห่งวันเดอร์เวิลด์ ใช้เวลา 10 กว่าปีขลุกอยู่ในวงการนักออกแบบของเล่น เพื่อพัฒนาสื่อสำหรับเด็กที่ทันสมัย ทุกคนย่อมมีช่วงเวลาวัยเด็กที่แสนประทับใจ และต้องมี "ของเล่น" สักชิ้นในความทรงจำ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ก็เช่นกัน พวกเขาเคยเป็นเด็กมาก่อน ฉะนั้นการได้กลับมาทำของเล่นให้คนรุ่นต่อไป เหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่ในวัยสนุกอีกครั้ง สุวิมล ศิริวงศ์ ซีเนียร์ดีไซเนอร์แห่งวันเดอร์เวิลด์ ผู้คร่ำหวอดในวงการของเล่นเด็กมากว่า 10 ปี เล่าว่า การจะเป็นนักออกแบบของเล่นที่ดี ต้องมีทั้งแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม กับความรู้พื้นฐานที่แน่นปึก กระบวนการความถนัด ทำให้นักออกแบบของเล่นเด็กแตกต่างจากดีไซเนอร์ด้านอื่นๆ พวกเขาต้องศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับเด็กมากเป็นพิเศษ "มันต้องนำความรู้ด้านการออกแบบมาเป็นพื้นฐาน แต่ต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ใช้งานมากกว่าแค่สวยหรือดึงดูดใจ ต้องดูว่าของเล่นที่คิดได้ให้พัฒนาการอะไรกับเด็กตามวัย แล้วสร้างสรรค์ฟังก์ชัน คัดสรรและศึกษาวัตถุดิบ การขึ้นรูปที่เหมาะสม ชิ้นงานต้องมีความปลอดภัยสูงสุด ขณะเดียวกัน ทุกกระบวนการต้องคำนึงเรื่องต้นทุน ราคา และการตลาดด้วย" สาวนักออกแบบของเล่นพูดถึงงานที่ต้องดึงสารพันความรู้มาปะติดปะต่อ สุวิมลบอกว่า ความลับของเธอ และนักออกแบบของเล่นทุกคน คือ ต้องมองไปข้างหน้า หลายคนจึงทุ่มเวลาให้กับสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หรือเปิดโอกาสคิดนอกกรอบ ด้วยการพาตัวเองไปดูงานแสดงสินค้าหรือผลงาน เพื่อศึกษากระแส ทั้งนำมาใช้ "อ้างอิง" และ "ฉีก" เทรนด์ เธอยกตัวอย่าง การดัดแปลงเกมกระดาน หรือเกมเศรษฐีที่มักออกแบบในรูปทรงสองมิติ ดีไซเนอร์ก็จะเปลี่ยนให้เป็นสามมิติด้วยการทำรถยนต์ให้วิ่งได้จริงบนบอร์ด หรือเอาวัตถุดิบหลายอย่างมาผสมกัน เช่น SoftWood ที่มีส่วนผสมของไม้และผ้าในของเล่นชิ้นเดียว เพื่อตอบโจทย์เด็กเล็กๆ ที่ยังต้องการสัมผัสอ่อนนุ่ม พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดประสบการณ์หยั่งรู้ความต้องการของเด็กได้เอง แถมยังแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักออกแบบด้วยกัน บวกกับความช่างสังเกต มีคำถามตลอดเวลา หมั่นตั้งโจทย์ และฝึกคิดเสมอ จนสามารถสั่งสมความถนัด และเกิดความเป็นตัวตนในที่สุด มาถึงขั้นตอนการทำงานกันบ้าง นักออกแบบของเล่นจะระดมความคิดเห็นของทุกฝ่ายทุกครั้งก่อนคิดงาน และเมื่อได้ "key word" แล้ว ค่อยกลับมาทำการบ้าน ดีไซเนอร์จะพิจารณาใครจะทำอะไรบ้าง มีกำหนดเวลาเมื่อไร เพื่อดูว่าจะจบงานให้ทัน จากนั้นก็แลกเปลี่ยน "know how" กัน เพื่อวิเคราะห์ว่า ฟังก์ชันเหมาะกับเด็ก และมีความปลอดภัยหรือไม่ หลังจากดำเนินการทดสอบเรื่องความปลอดภัยเสร็จแล้วจึงคุมคอนเซปต์ และสี เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมปรับเปลี่ยนในแง่ดีไซน์ เพื่อให้ใช้ได้คุ้มค่า โดยจะใช้ตัวเองแทนพ่อแม่ของเด็กไปเลย เมื่อได้แบบที่คิดไว้ ก็ต้องคำนึงว่าจะนำมาผลิตได้ง่ายหรือยากเพียงไร อย่างการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ต้องคำนึงเรื่องขนาด ต้องเป๊ะทุกจุด แม้เพียงรายละเอียดเล็กน้อยก็ละเลยไม่ได้ ที่พิเศษไปกว่าดีไซเนอร์แขนงอื่นๆ สุวิมลบอกว่า จิตวิทยาเด็กสำคัญที่สุด จึงต้องเอาไปให้แพทย์ พ่อแม่หรือโรงเรียน ลองทดสอบดูก่อน แล้วเอางานไปให้เด็กลองเล่น เธอและเพื่อนพ้องยังต้อง "เปิดเรดาร์ทางความคิด" ตัวดีไซเนอร์ต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้ยืดหยุ่น จะยึดความคิดตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคัดกรองความคิดบรรเจิดให้อยู่ในโลกความเป็นจริงได้ "เมื่อโจทย์มา ต้องปล่อยให้ฟุ้งก่อน ให้แรงบันดาลใจจนเกิดอาการปิ๊ง หรือบางตัวต้องเอาความต้องการและความเป็นไปได้ทางการตลาดมาตั้งโจทย์ก่อน เอาความคิดใหม่โยงกับคำตอบโจทย์เก่า อย่าหยุดคิด ไม่อย่างนั้นจะเจอทางตัน ถ้าอยู่ๆ ไปเจอทางตัน เราก็หาทางออกใหม่ หาทางอื่นช่วย สักพักจะมีอะไรมาจุดประกาย ความคิดที่ดีก็จะออกมาเอง" ความท้าทายของนักออกแบบของเล่นในความคิดของสุวิมล คือ โจทย์หินที่จะยากขึ้นเรื่อยๆ ดีไซเนอร์จะเจออะไรที่ยากขึ้น ต้องใช้พลัง แก้ปัญหาตอบโจทย์ปรับตัวกับเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งต้องทำของเล่นที่เด็กจะมีส่วนร่วม ช่วยติดเบรกเทคโนโลยี หรือลดความเร็วในการใช้ชีวิตลงบ้าง ขณะเดียวกัน ก็ต้องหาความรู้ใหม่เข้ามาเสมอ อย่างระบบความปลอดภัย สารเคมีต่างๆ และความละเอียดในการผลิต เป็นต้น "ปัจจุบัน ดีไซเนอร์ของเล่นอิสระมักจะถูกซื้อตัว ซื้อสมอง แต่บางแห่งก็ให้ความสำคัญกับดีไซเนอร์ในองค์กร เพราะคนในบริษัทจะเข้าใจเรื่องความปลอดภัย และตัวตนของแบรนด์ดีกว่า ฉะนั้นคนที่จะเข้าสู่วงการนักออกแบบของเล่นเด็กได้ ต้องผสานความชำนาญเฉพาะทาง ใส่ใจความปลอดภัย และข้อจำกัดต่างๆ เข้าใจในการผลิตแบบ in house รวมทั้งเข้าใจเทรนด์ทั่วโลกเหมือน freelance" เธอให้ความเห็นว่า การตามคิดเทรนด์ของเล่นในอนาคต เทคโนโลยีใหม่จะช่วยให้เข้าใจงานง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานแบบเดิมได้ เช่น การใช้ไม้อัดดัดโค้ง ทำให้ดูตื่นตาตื่นใจ ลดโครงสร้างการประกอบได้มาก หลังจากนี้ ผู้ผลิตจะใช้ไม้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น โดยนำเศษไม้ ขี้เลื่อย กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และไม้จะเข้ามาเอี่ยวกับชีวิตคนเรามากขึ้น เพราะมันเหมาะกับการทำเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ การผลิตของเล่นยังต้องเน้นจิตใจ ทำให้เด็กละมุนละไม กระตุ้นจิตสำนึกผ่านการเล่น ดีไซเนอร์จะพยายามผลิตของเล่นสำเร็จรูปให้เด็ก แต่ทำให้มันต่อยอดได้อีก เพราะคุณค่าอยู่ที่ผู้เล่น ความอบอุ่นและผูกพัน มันต้องใส่นวัตกรรมเข้ากับการออกแบบ ทำให้เด็กสนุกกับฟังก์ชัน และตอบโจทย์พ่อแม่ได้ ทำของเล่นให้เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่ให้มันน่าสนใจก็พอ แต่ไม่ต้องบอกทั้งหมด ข้อมูลการเล่นจะเป็นสื่อการเรียนรู้ เป็นแง่มุมใหม่ที่จะชวนพ่อแม่และคนรอบข้างมาเล่นด้วยได้ ต้องสร้างสรรค์เกมที่ต้องช่วยกันเล่น การเล่นเกมช่วยสานความสัมพันธ์ได้ดี "ของเล่นยังไม่ใช่สินค้าแฟชั่น แต่เป็นสินค้าที่มีความคลาสสิก ของเล่นสมัยก่อน เรายังรักอยู่ เล่นทุกวัน ผูกพัน ของทุกอย่างต่อยอดได้เรื่อยๆ มันอาจดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่มันต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป" นักออกแบบของเล่นบอก โดย: ชฎาพร นาวัลย์ ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ / 27 กุมภาพันธ์ 2554
Tags:
-
▶ Reply to This