เขย่าจังหวะชีวิตสไตล์ 'รูดอล์ฟ เชนเกอร์' แห่ง 'สกอร์เปี้ยนส์'


'รูดอล์ฟ เชนเกอร์' นั่งอยู่บนโซฟายาวของร้านอาหารจีนชื่อดังย่านถนนจันทน์ เขาดูเหมือนเด็กผู้ชายตัวโตวัย 63 ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เสร็จสิ้นจากการนำ 'สกอร์เปี้ยนส์' วงร็อคสัญชาตเยอรมันที่โด่งไปทั่วโลกมานานกว่า 20 ปีขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอำลาแฟนๆ ชาวไทย เขาก็เดินทางไปพักผ่อนที่ทะเลสีครามของจังหวัดภูเก็ตกับคู่หมั้นสาวหุ่นนางแบบ ก่อนจะจับผลัดจับผลูมาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในวันที่สมาชิกคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปก่อนที่จะมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเปิดคอนเสิร์ตปิดฉากวงดนตรีนามอุโฆษที่กลายเป็นตำนานไปแล้วที่ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา 


บนโต๊ะเบื้องหน้าของมือกีตาร์ผู้ก่อตั้งวงสกอร์เปี้ยนมีหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งตั้งอยู่ รูปภาพบนหน้าปกคือตัวของเขาเองที่กำลังยืนเหยียบอยู่บนกีตาร์ตัวโปรดพร้อมกับชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์ซาตาน คำโปรยก่อนที่จะผ่านไปสู่เนื้อหาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ “ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง เงินทอง และทรัพย์สินใดใด” แม้ว่ามือกีตาร์สุดซ่าวัยเลยเกษียณรายนี้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม 

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการประกาศยุติการทำงานของวงสกอร์เปี้ยนส์ รูดอล์ฟได้ยิน ได้อ่านเรื่องราวของคนจำนวนมากที่ทุกข์ทนอยู่กับงานและสิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังทำอยู่ ในฐานะผู้อาบน้ำร้อนที่แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานกว่าครึ่งศตวรรษแต่น้ำของเขายังคงความร้อนแรงอยู่ไม่เสื่อมคลาย รูดอล์ฟสัมผัสได้ถึงสิ่งสำคัญซึ่งเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความสำเร็จและความสุขที่แท้จริง 

นั่นคือการ เล่นกับทุกสิ่งในชีวิต!! 

บนเวทีคอนเสิร์ตรูดอล์ฟใช้นิ้วกรีดสายกีตาร์จนเกิดเสียงนุ่มละมุนโสตประสาท และนั่นคือสิ่งที่เขาบอกว่าคือการเล่น(Play) บนแผ่นกระดาษรูดอล์ฟร่วมมือกับลาร์ส อะเมนด์ นักเขียนแถวหน้าของเยอรมันจารจดเรื่องราวที่เกิดขึ้นผนวกรวมกับทัศนคติในการดำเนินชีวิตจนกลายมาเป็นหนังสือ 352หน้าที่ติดอันดับเบสเซลเลอร์ในเยอรมันทันทีที่วางแผง และนี่ก็คือสิ่งที่เขาบอกว่าคือการเล่น (Play) เช่นกัน 


เราล้วนเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ถ้าอยากประสบความสำเร็จให้ทำงานให้หนักเข้าไว้” แต่รูดอล์ฟกลับบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับทัศนคติดังกล่าวและตลอดชีวิตการทำงานเขาก็ได้ปฏิบัติตามแนวคิดของตัวเอง นั่นคือทำทุกอย่างเหมือนกำลัง 'เล่น' อยู่จนถึงวันที่เขาอายุ 63 ปี 

เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ก่อนจะพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้(ที่กำลังจะมีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษออกมาในเร็วๆ นี้) ขอเชิญพลิกอ่านทัศนคติของรูดอล์ฟได้จากบทสัมภาษณ์ด้านล่างเพื่อเป็นการปูพื้นฐานก่อนดีกว่า 

แรงบันดาลใจที่เขียนหนังสือเล่มนี้คืออะไร? 
“เกิดขึ้นตอนที่ได้อ่านนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งพูดว่าศิลปินจะประสบความสำเร็จได้ ต้องทำงานหนัก ทุ่มเท ซึ่งผมรู้สึกว่าต่างกับสิ่งที่ผมทำโดยสิ้นเชิง ผมก่อตั้งวงและเล่นดนตรีด้วยความสุขและสนุกกับมัน ไม่คิดว่าต้องเป็นการทำงานหนักเลย สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ตัวผมเองเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเพียงแต่เรารู้จักตัวเองว่าต้องการอะไร และไปตามฝัน และสนุกกับมัน สุดท้ายคุณจะไปได้โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องลำบากเลย” 

“คนรุ่นใหม่ต้องการโอกาส และแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน ผมคิดว่า ถ้าเรามารู้ตัวตอนที่สายไปแล้ว เพราะมีครอบครัวแล้ว มีภรรยา มีลูกที่ต้องดูแล อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ นั่นคือ สิ่งที่ผมอยากบอกในหนังสือเล่มนี้” 

“ใช่ หลายคนทำงานเพราะต้องการเงิน แต่เงินไม่ใช่ทุกอย่าง ถ้าคุณทำงานเพราะเงิน ทำไปเรื่อยๆ จะถึงจุดที่คุณไม่มีความสุขและต้องจมอยู่กับมัน ผมก็เคยมาแล้วที่เลือกอาชีพผิด แต่ผมกลับตัวทัน ไม่งั้นผมคงไม่มีที่ยืนตรงนี้” 

ในหนังสือมีประโยคที่คุณย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า “คุณทำงานเหมือนกำลังเล่นกับงานนั้นอยู่” คุณหมายความว่าอย่างไร? 
“ผมเชื่อว่าถ้าคุณค้นพบตัวเองและ 'เล่น' กับสิ่งที่คุณชอบได้ความสำเร็จจะมาเอง คุณลองมองทุกอย่างที่แวดล้อมตัวคุณเหมือนเป็นของเล่นสิ สำหรับผม ผมรักดนตรี ผมจึง 'เล่น' กับกีต้าร์ของผม ผมแต่งเพลง ผมแสดงคอนเสิร์ตในแบบที่ผมรัก ทีนี้ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณสามารถ 'เล่น' กับสิ่งที่คุณรักได้และคุณจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงานอยู่เลยด้วยซ้ำ ถ้าคุณ go for money = work แต่ถ้าคุณ go to play = joy คณจะเลือกเส้นทางไหนให้ตัวเองล่ะ สำหรับผม ผมคิดว่าเรามา Make your life as a happy game กันดีกว่า” 




“ผมโชคดีที่เจอเพื่อน และคนรายล้อมที่รักผมและให้มิตรภาพที่ดีต่อกัน ถ้าคุณอยู่กับสิ่งที่คุณรักและคนที่รายล้อมคุณรักคุณ ทุกคนจะช่วยสนับสนุนในสิ่งที่คุณทำได้” 

“มีเรื่องราวของวงของเราในหนังสือ ที่เขียนอยู่มากมาย คือ ผมต้องการจะบอกว่า ถ้าเราอยู่ในที่ๆ เรามีความสุข ผมอยู่กับสิ่งที่ผมรักจริงๆ เพื่อนๆ ในวงก็เป็นแบบนั้น เราเหมือนกัน เราสร้างบรรากาศและแวดล้อมกันด้วยสิ่งดีๆ เรามีความสุข เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่เรามาสนุกด้วยกัน คือ สิ่งที่ผมอยากบอกว่า Once Atmosphere is best, Money great = ok แต่ถ้า Atmosphere is bad, Money great = NOT ok นี่คือเรื่องจริง” 

นี่เป็นเคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จที่คุณค้นพบมาเหรอ? 
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ หลายครั้งที่มีคนมาพูดคุยกับผมและบอกว่าผมโชคดีที่เลือกทางชีวิตถูก ใช่ และคุณรู้ไหม ในชีวิตของคนเรา สังคมมีทั้งคนที่รวยและคนที่ยากจน คนที่มีความสุขและคนที่มีความทุกข์ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ผมเจอะเจอทุกคนบอกผมเป็นสียงเดียวกันว่า เค้าเลือกทางที่ใช่สำหรับตัวเองเหมือนผม หลักๆ คือเราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเแปลงและเลือกสิ่งที่ตัวเองรัก อยู่กับสิ่งนั้นและสร้างความสำเร็จขึ้นมาให้ได้” 

แต่สิ่งที่หลายคนรักไม่ได้ทำเงินให้มากมายเหมือนอาชีพบางอาชีพนี่นา? 
“หลายคนคิดแบบนั้นแล้วเลือกไปทำงานที่มีเป้าหมายเป็นสิ่งที่สังคมบอกว่าควรจะมี เช่น เงิน ,ตำแหน่งสูงๆ แต่คุณรู้ไหมคนที่รวยบางคนก็ไม่รู้ว่าตัวเขาต้องการอะไรในชีวิต เค้าปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไร สุดท้ายก็เป็นทุกข์ ส่วนคนที่จนกว่า แต่เขาได้อยู่กับสิ่งที่เขารัก เขาก็จะมีความสุขกับมัน และเขาก็จะมีความพยายามกับสิ่งที่เขาทำมากกว่า เพราะสิ่งที่เราตามหาคือ 'ความสุข' ไม่ใช่ 'เงิน' ” 

“ความสุขคือการค้นหาตัวเองพบ แล้วได้อยู่กับสิ่งนั้นไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้และเข้าใจตัวเอง เมื่อเข้าใจตัวเองแล้วก็จะเข้าใจโลก เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน คือ สิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าคุณทำวันนี้ ตอนนี้ให้ดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้ก็จะดีไปเอง” 


นี่คือสารหลักที่คนอ่านจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ใช่ไหม? 
“อย่างที่บอก ผมปรารถนาจะแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตของผมให้เป็นประสบการณ์แก่คนที่อยากจะเลือกเส้นทางตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ผมไม่ต้องการยอดขายถล่มทลายด้วยการเขียนเรื่องชีวิตนักดนตรีร็อคแบบที่ใครๆ เขาทำกัน ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงกระตุ้นให้กับคนที่อ่านหนังสือของผมได้มีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น ก็แค่นั้น ฉะนั้น อย่าคาดหวังจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาเสพติดหรือเซ็กส์ มันไม่มีในเล่มนี้หรอกนะ(หัวเราะ) คุณต้องไปหาอ่านที่อื่น” 

แล้วสำหรับบางคนที่เจออุปสรรคจนทำให้รู้สึกท้อจนไม่มีแรงใจจะทำในสิ่งที่เป็นตัวเขาหรือแม้กระทั่งไม่มีแรงตามหาตัวเองล่ะ? 
“ทุกคนล้วนมีช่วงชีวิตที่ยุ่งยากของตัวเองเหมือนๆ กันนะ คนจนมีความเดือดร้อน คนรวยก็มีปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่คนรวยมีสิทธิ์ที่จะมีปัญหาที่โตกว่า แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องเผชิญกับมัน ต้องผ่านมันไปให้ได้ กว่าเราจะเดินได้ เราก็ต้องล้มมาก่อนหลายครั้ง ไม่เชื่อคุณไปถามพ่อแม่คุณดูสิ คนทั่วไปที่ยังมีปัญหา เพราะเค้าล้มแล้วไม่รู้จักเรียนรู้ ที่จะก้าวต่อไป คุณต้องเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่ล้ม คุณจะแข็งแกร่งขึ้นเองได้” 

ในหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 9 ตอน คุณชอบตอนไหนมากที่สุด? 
“สำหรับผมคือตอนที่ 8 'ความรัก' เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะ 'รัก' คือทุกสิ่ง มันเป็นอณูของทุกๆ อย่างในโลกนี้ ถ้าเรามีความรักกัน โลกก็คงไม่มีความทุกข์ ไม่มีความขัดแย้ง” 

“ทำไมเพลง Scorpions มักมีเรื่องราวของความรัก และตอนที่ผมชอบมากที่สุดในหนังสือ ก็เกี่ยวกับความรัก คำตอบก็อย่างที่บอก เพราะความรักเป็นพลังของทุกสิ่ง เมื่อคนเรารักกัน มีความสัมพันธ์กัน เกิดสมาชิกใหม่ให้โลก ถ้าไม่มีรัก ก็ไม่มีเซ็กส์ ไม่มีลูก เพราะรักคือพลังขับเคลื่อน ทำให้เกิดอะไรหลายๆ อย่าง มันเป็นพื้นฐานของชีวิต” 


 
หน้าปกหนังสือ Rock Your Life 
--------------------------------



คุณเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเพื่อสร่างแรงบันดาลใจให้คนอ่าน แล้วแรงบันดาลใจของคุณเกิดจากอะไร? 
“ครอบครัวผมเองนี่แหละ ทั้งแม่และพ่อ เป็นคนที่สร้างแรงกระตุ้นให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่คำพูด วลีสั้นๆ หรือ แม้แต่กีต้าร์ตัวแรกในชีวิตของผม พวกเค้าเอาดนตรีและตัวโน้ตเข้ามาสู่ตัวตนผมตั้งแต่เล็กๆ เลย นั่นเป็นเรื่องที่ผมเขียนในหนังสือด้วย เพราะเด็กทุกคนจะเติบโตได้อย่างงดงาม ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่ให้อิสระเค้าแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าบังคับให้เค้าเป็นเหมือนใคร นอกจากตัวเอง สิ่งที่ผมพูดในหนังสือก็เหมือนกัน อย่างตัวผมที่มีเสียงดนตรีที่เปิดโลกแห่งความสุขในชีวิตได้จริงๆ และผมก็อยู่กับมันได้ตลอดชีวิต" 

ใครบ้างที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้? 
“ทุกคนเลย!!! ผมหวังว่าคนหนุ่มสาวที่ได้อ่านเรื่องราวของผม จะใช้มันเป็นแนวทางในการเรียนรู้ตัวเอง รู้จักเสียงเรียกร้องในหัวใจของตัวเอง และสำหรับคนที่ทำงานแล้ว จะได้มีพลังในการเลือกทำสิ่งที่สร้างความมสุขให้ตัวเองได้ด้วย” 

“ถ้าถามว่าคนอ่านที่อายุเยอะแล้ว จะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ ถ้าอายุมากเกินกว่าจะทำตามฝัน หรือ ทำสิ่งที่ชอบได้น่ะเหรอ ผมว่าไม่สายเกินไปหรอก มีคนที่อายุมาก 40 50 60 ที่เข้ามาคุยกับผม บอกว่าอ่านหนังสือแล้ว จากเดิมที่เกษียณแล้วอยู่เฉยๆ กลายเป็นว่ามีพลัง ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวาได้อีก เค้าได้ลองทำหลายอย่างนอกจากการดูลูกหลานเติบโต เพราะเค้าเองก็มีพลังในการเลือกที่จะมีความสุขกับชีวิตของตัวเองเหมือนกัน" 

อะไรคือความแตกต่างระหว่างร็อกสตาร์กับนักเขียน? 
“ถ้าเป็นสมาชิกวงสกอร์เปี้ยน สิ่งที่ผมถ่ายทอด คือ บทเพลงที่มีความกระชับ ถ้อยคำสั้นๆ ประกอบกับเมโลดี้และเทคนิคการเล่นดนตรีและการแสดงบนเวที และเล่าเรื่องราวที่โดนใจในเวลาแค่ไม่กี่นาที พอกลายมาเป็นนักเขียน ทำหน้าที่คล้ายกัน คือเล่าเรื่อง แต่กลายเป็นว่า เราต้องมีความพยายามในการเรียบเรียงให้คนอ่านอยู่กับเราได้จนจบเล่ม และเล่าเรื่องซ้ำๆ แต่ใช้คำที่แตกต่างกัน มีจุดที่น่าสนใจที่ทำอย่างไรให้คนอ่านยังรู้สึกตรงกับสิ่งที่เราอยากถ่ายทอดได้ เห็นภาพเดียวกันกับที่เราจิตนาการ” 

ขอถามคำถามสุดท้าย ทำไมหนังสือเล่มนี้ต้องชื่อ 'Rock Your Life' 
“ตอบได้ง่ายมากเลย ก็เพราะว่าได้เวลาร็อคไปกับชีวิตของคุณแล้วน่ะสิ!”




ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ / 7 มีนาคม 2554

Views: 33

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service