ใครก็ว่าเขาเป็นคนโผงผาง น่าเกรงขาม ทว่าร่ำรวยอารมณ์ขัน ลึกซึ้งกับความงามแห่งศิลป์อย่างไม่มีผู้ใดเปรียบ ครั้นจะเข้าถึงตัวถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2544 คนนี้มากขึ้น คงต้องหาโอกาสมาเยือนบ้านดำนางแล บ้านที่เต็มไปด้วยอนูแห่งธรรมชาติ และชีวิตโลกแบบ 360 องศา ตัวเรือนที่ประกอบขึ้นด้วยไม้แผ่นใหญ่ทาพื้นดำ ขรึม และอหังการ บนรูปทรงตัวเรือนแบบล้านช้าง ลางเนื้อ ชอบลางยา บางคนชอบบางคนชัง บ้านดำนางแลก็เช่นกัน บางคนวิจารณ์อย่างเกลียดชังจากองค์ประกอบที่นำเอาชีวิตไร้วิญญาณของสัตว์ป่ามาประดับประดาจ้องตาผู้พบเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอนุรักษ์ธรรมชาติอาจอุทานอย่างลืมตัวว่า " นี่มันงานที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำลายธรรมชาติ ตัดไม้ทำลายป่า" บ้านดำนางแล มีลักษณะเป็นกลุ่มบ้าน ศิลปะแบบล้านนา ทุกหลังล้วนทาด้วยสีดำ ดิบ เถื่อน ให้ความรู้สึกเหมือนเกิดสุริยคราสบดบังอยู่เหนือเคหาสน์สถาน และเหมือนมีพลังดึงดูดลึกลับจากจักรวาลที่ยากจะต้านทานให้เดินเข้ามาสำรวจสัจธรรม อลังการด้วยหางหงส์ คันทวย ช่อฉัตร บราลี แทงขึ้นเย้ยฟ้าอยู่บนหลังคา แต่ละหลังยังร่ายรำด้วยทั้งทวยเทพเทวา ยักษา อัปสรา รวมหมู่อยู่รวมกันกับเหล่าสิงสาราสัตว์ในร่างของเขาสัตว์ เช่น เขาควาย เขากวาง และยังมีกระดูกสัตว์ เช่น กระดูกช้าง จระเข้ หรือว่านี่คือ ป่าหิมพานต์ของเอกศิลปิน ผู้ถ่ายทอดพุทธศิลป์ และปรัชญาชีวิตลงผืนผ้าใบมูลค่านับล้านของนักสะสม ภายในบริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศร่มเย็นสบาย ทำให้เดินชมได้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย โดยในบริเวณบ้านประกอบไปด้วยบ้านกว่า 40 หลังที่มีลักษณะแตกต่างกันไป บ้างก็สร้างไว้สำหรับอยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่จะสร้างไว้สำหรับเก็บสิ่งของสะสมต่าง ๆ ของท่านเสียมากกว่า
ศิลปินชาวเชียงรายวัย 72 ปี เชิญชวนให้ผู้มีศิลปะในหัวใจ ลองเข้ามาชมห้องรับแขกก่อน ผู้เข้าเยี่ยมชมต้องระมัดระวังไม่ให้เหยียบหนังจระเข้ที่วางเรียงรายไว้บนพื้นแต่อาจารย์ถวัลย์กลับบอกว่า เชิญเหยียบย่ำให้หนำใจ และเชิญนั่งลงได้ตามสบาย จึงจะรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น สบาย และเริ่มแนะนำเขากระทิงแขวนไว้ที่เสา ซึ่งสำหรับใส่น้ำไว้ต้อนรับแขก และชวนแหงนมองไปข้างบนจะพบซุ้มหน้าต่างประตูมาจากโยเดีย (พม่า) ซึ่งกร้าวแกร่งทรงพลัง ตลอดจนเขาสัตว์ต่างๆ ประดับประดาไว้อย่างน่าสนใจ "ผมเป็นนักวาดรูป แต่มีข้อยกเว้นบางอย่าง ให้ผมเป็นตัวสร้างสรรค์วัฒนธรรม ผมไม่ได้มีพวกมันไว้เพื่อการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนเงินทอง แต่ต้องการเอามาเรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคของสัตว์กินเนื้อกีบคู่ กวางเก้ง เป็นไปเพื่อการศึกษาวัฒนธรรม ผมทำเครื่องเรือนที่เป็นงานศิลปะ ผมนำเอารูปทรงและเทคนิควัสดุ และศาสตร์อื่นมาผสมผสานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา เมื่อเดินเข้ามาก็จะสัมผัสได้ถึงความฟุ้งฟ่อนของพลัง และอารมณ์" อาจารย์ถวัลย์กล่าวถึงเหตุผลที่สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เดินมาเรื่อยๆ จนถึงห้องนอนของท่าน ซึ่งอาจารย์ตั้งชื่อว่าห้องดับจิต ประดับไปด้วยสัตว์กินเนื้อกีบคู่ทั้งนั้น เช่น กวางมูส เอามาจากบ้านท่านที่อเมริกา ถัดไปเป็นเขากวางที่งดงามที่สุดจากแอฟริกา กวางเอลฟ์จากทุ่งนาทิบูย่า และคาริบู กวางเรนเดียร์ สุดท้ายคือ มหิงสา มาจากทางใต้ของราวันดา ส่วนหัวเตียงนอนดุดันด้วยเขาสัตว์ชนิดต่าง และควายไบซัน และปลายเตียงมีเปลไว้พักผ่อนแกว่งไกว ส่วนเก้าอี้รอบห้องเป็นของคนโปรตุเกสที่มาผลิตที่ฟิลิปปินส์ ทำด้วยหนัง หวายและทองแดง เมื่อนั่งแล้วจะห่อหุ้มตัวไว้ทั้งหมด หรือบางตัวก็มาจากฝรั่งเศสที่ได้จากลูกศิษย์ มีเก้าอี้ที่ออกแบบเองจากจระเข้ วัว ควาย ประดับด้วยหางนกยูง ที่ตรงกลางมีเขาละมั่ง แล้วเขี้ยวของหมีป่าและนกเงือก และสุดท้ายคือจามรี “สมบัติบ้าในห้องนี้จะมาจากเพื่อนพ้องและศิษย์ทั่วโลก ทั้งแอฟริกา เอเชีย ยุโรป ข้างนอกสีขาว ข้างในสีดำ แล้วเจาะช่องไว้สองช่องให้แสงเข้าเล็กน้อย เพราะผมต้องการสมาธิ เวลากลางคืนไม่ต้องการพบใครแล้วปิดประตูหมดเลย นอนบนขนสัตว์นุ่มๆ แล้วไม่ต้องใช้ไฟ แต่ข้างนอกมีกระทะไว้จุดประทีปไว้บ้าง เพราะไม่ต้องการแสงจากไฟฟ้า ที่มาจากเมืองเลวๆ นอกจากนั้นยังเป็นการผสมผสานสีดำไว้สามวัฒนธรรม คืออินเดียนแดง โปรตุเกสที่อยู่ในฟิลิปปินส์ และฝรั่งเศสที่อยู่แถวฮ่องกง”
ถวัลย์ เล่าต่อว่า แรงบันดาลใจในการสร้างห้องดับจิตนี้ ได้จากทรงเตารีด เพราะฉะนั้นจะวางเตารีดสมัยก่อนไว้ทุกมุมเพื่อจะสื่อสารให้คนอื่นรู้บ้าง บวกกับการใส่บรรดาเขาสัตว์ต่างๆเข้าไปประดับประดา ทำให้สถานที่แห่งนี้มีพลัง ความขลัง รหัสยวิสัย หรือความเร้นลับ “มันทำให้มนุษย์นึกถึงความเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ได้กลิ่นอายของราเมสเซสที่ 1,ฟาโรเซติ หรือพวกเอทุสตันโบราณ รู้จักตั้งแต่วงแหวนยังไม่ล้อมดาวพระเสาร์นั่นเลย มันมีความขลัง ผูกพันลึกซึ้ง และมีความงามมากกว่าของที่จะหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป จากนั้นอาจารย์ก็พาไปห้องสมาธิที่มีเปลือกหอยเรียงเป็นวงกลมไปทั่วห้อง ซึ่งท่านเล่าว่า มีไว้เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและขับกล่อมจิตวิญญาณของตนด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น ล่วงไปถึงบ้านสมัยใหม่ที่อาจารย์บอกว่าเอาไว้ใช้จริง เพราะมีห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ ตู้เย็นและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ท่านว่า มนุษย์ย่อมมีกิเลสหนา เพียงแค่ไม่กี่เรือนที่ได้เดินตามเจ้าของบ้านพร้อมพูดคุยกัน อาจยังไม่จุใจ เพราะคงต้องใช้เวลาเป็นวันๆ จึงจะซึมซับสุนทรียภาพทางศิลปะอย่างที่มนุษย์จะรับรู้ได้ “คำว่างานศิลปะร่วมสมัย หรือจะบอกว่างานชิ้นนั้นชิ้นนี้ดี ไม่ต้องมีลักษณะอะไรหรอกครับ มันก็แค่งานที่ทำมาในสมัยยุคของเรา ของคนที่หายใจร่วมกันอยู่ในปัจจุบัน มันขึ้นอยู่กับความพอใจของกลุ่มชนนั้นๆ เพราะฉะนั้นเราจะมาเอามาตรฐานของศิลปะร่วมสมัยจะต้องดีกว่าของเก่าคงไม่ได้ ถ้าไปถามศิลปากรอย่างนี้ เพาะช่าง ประสานมิตร พัฒนศิลป์ก็อีกคนละอย่าง ร้อยคนร้อยความคิด คนที่จะบอกว่าดีที่สุดอยู่ที่ ประชาชน แผ่นดิน อยู่ที่ใครได้รับการศึกษาอะไรมากน้อยแค่ไหน และส่วนจะดีหรือเลวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ ภูมิประเทศ สังคม วัฒนธรรมเป็นอย่างไร เราจะมาเป็นตุลาการว่าศิลปะต้องมีลักษณะดีกว่ากันอย่างไร จะมาบอกว่าหงส์ดีกว่ากาไม่ได้” อาจารย์ถวัลย์ ยกคำกวี “โลก” ของศิลปินนามว่า อังคาร กัลป์ยาณพงศ์ มาอธิบายต่อเพื่อให้เข้าใจถึงนัยยะที่จะสื่อสารว่า “อย่ามองทุกสิ่งแค่เปลือกนอก” ซึ่งบทกวีนั้นถูกถ่ายทอดอย่างเป็นท่วงทำนองคล้องจอง และท่องได้ขึ้นใจว่า “โลกนี้มิอยู่ด้วยมณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมีส่วนสร้าง ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหน ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเอย กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย เมาสมมุติจองหอง หินชาติ น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์” และ “ถึงปูนดาวคู่ฟ้า เดือนปีก็ดี วารหนึ่งจะเป็นผี พุ่งใต้ อย่าดูหมิ่นปัถวี เหยียบย่ำ ลางแห่งซ่อนเพชรไว้ ค่าล้ำภายหลัง”
อาจารย์ถวัลย์กล่าวต่อว่า นับเป็นเวลา 36 ปีแล้ว ที่ท่านได้เนรมิตสวรรค์น้อยๆ ของตัวเองขึ้นมาและเปิดต้อนรับทุกคน ซึ่งท่านบอกว่าตนเองมีงานมากพอที่จะสร้างมันขึ้นมาและจะสร้างเรื่อยๆและจะลงมือทำมันให้สำเร็จ และตอนนี้เริ่มสร้าง “บ้านรัดเอว”ขึ้นมา ซึ่งก็คือ โฮมสเตย์ของอาจารย์นั่นเอง และเรือนทรงอังกอร์ ด้วยเหตุเพราะอยากให้คนอื่นๆมาเรียนรู้ศิลป์ และอินไปกับความงามของศาสตร์นี้อย่างแท้จริง "จะมาพบผมก็โทรนัดก่อน อย่างที่ทางบริษัทสิทธิผลพาลูกค้าและคนในองค์การมาเยี่ยม ผมก็จะอยู่รอให้คุณเข้ามาซักมาถามอย่างนี้แหละ แต่ถ้าถามผมว่าอยู่ที่นี่ตลอดไหม ไม่มีใครอยู่ตลอดไปหรอกครับ แม้ตั้งใจจะอยู่ให้ตลอดก็ตาม จะอยู่ถึงสิ้นปีนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ แต่ผมพอใจแล้วที่อยู่มาได้ขนาดนี้ ขอให้ผมอยู่ได้เพียงวินาทีเดียวแล้วผมตระหนักว่า ผมได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ชาติก็พอแล้ว" และความพอใจนั้นก็ตกทอดถึงบรรดาผู้มาเยือน ทำให้อยากกลับมาเยี่ยมเยียนท่านอีกครั้ง
โดย: ชฎาพร นาวัลย์
ที่มา: bangkokbiznews.com / 28 กุมภาพันธ์ 2554
Tags:
-
▶ Reply to This