ดูงานประกาศผลออสการ์ใน7วันข้างหน้าให้สนุกและลุ้นมากขึ้น อาจต้องมีคู่มือ ลำพังเพียงความชอบส่วนตัว อาจไม่พอดต่อการเดาทางตุ๊กตาทองแห่งฮอลลีวูด แม้นิตยสารที่นักวิจารณ์ทั่วโลกให้ความน่าเชื่อถือได้อย่าง sight & sound จะลงปกเล่มล่าสุดเป็นภาพจากหนังเรื่อง black swan แต่ก็มิได้หมายความว่า ภาพยนตร์ที่เข้าชิงชื่อนี้จะคว้าตุ๊กตาทองตัวที่ดังที่สุดในโลกในสาขา the best picture ในสัปดาห์หน้านี้ ตรงกันข้าม, มันอาจจะกลายเป็น “หงส์ดำ” ของออสการ์ 2011 ก็ได้ เมื่อดูจากคู่แข่งที่ตรงสเป็คมากกว่าอีกหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะที่วันประกาศ(28 กุมภาพันธ์ตามเวลาบ้านเรา) ค่อยๆ เหลือน้อยลง ดูเหมือนความคิดในเชิงถกเถียง ถึงขั้นขัดแย้งนั้น มีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแบบจับต้องได้ เริ่มจากวงเสวนาที่ newsweek ทำเป็นธรรมเนียมทุกปี มาจนถึงหนังสือพิมพ์ของอังกฤษอย่าง the guardian พาดหัวว่า Oscar Snub เหน็บแนมแดกดันสถาบันที่ปฏิเสธงานดีๆ อีกหลายเรื่อง ความคิดนั้นก้าวล่วงถึงขั้น “โทษนักวิจารณ์” ว่า หมดพลังในการชักชวนคนดูไปชมหนังดีๆ (เมื่อดูจากรายได้) แม้แต่ในบ้านเราก็มีบรรยากาศแตกความคิดเห็นอย่างสนุกสนาน มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์ที่มากความสามารถ พูดในรายการ Cinema Now ! ของเนชั่นทีวี ว่า เขาคิดว่าม้ามืดอย่าง True Grit จะคว้าหนังยอดเยี่ยมไป แต่นักวิจารณ์บางคนแย้งว่า แม้ออสการ์จะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของกรรมการรุ่นใหม่เข้ามา กรอบหรือแบบแผนในการเลือกหนัง ก็ยังไม่ดิ้นออกไปสู่แนวทางใหม่ๆ เหมือนยุค 70's เหมือนมุมมองนี้จะมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อเช้าวันพฤหัส(17 กุมภาพันธ์) นิตยสารอย่าง entertainment weekly ทำเล่มพิเศษรับบรรยากาศออสการ์ 2011 มีการพาดหัวว่านี่คือ การชิงชัยหนังยอดเยี่ยมระหว่าง the King's Speech และ the Social Network เท่านั้น มโนธรรม บอกว่ายังไม่แน่นัก ออสการ์ยังเป็นสถาบันที่คาดเดาชัดๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ “โอเค คุณบอกว่ากรรมการออสการ์มีการถ่ายเลือดไปแล้วส่วนหนึ่ง อันนั้นก็จริงอยู่ แต่มันเปลี่ยนแค่กรรมการ อย่าลืมว่าหลักเกณฑ์หรือกติกา ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ฉะนั้นถ้ามองมุมนี้ก่อน ออสการ์ก็จะไม่ถึงกับพลิกล็อควินาศสันตะโร แต่ก็จะไม่ได้น่าเบื่อเดาออกไปหมด ผมว่านะ” เขาบอกกับ “จุดประกาย” นักวิจารณ์หนังที่ทำงานเขียนมามากกว่า 20 ปี แจกแจงว่า ออสการ์เองก็ไม่เคยหยุดนิ่ง กินบุญเก่ากับความเป็น academy ที่ป๊อปปูลาร์ของตัวเอง “จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา เขาก็พยายามจะเพิ่มนั่น ใส่นี่ เพื่อให้มีอะไรมากขึ้น ผมไม่เถียงหรอกว่า การเปิดโอกาสให้หนัง 10 เรื่องเข้าชิงใน 2 ปีที่ผ่านมาติดต่อกัน ไม่เป็นการตลาด มันเป็นแน่ส่วนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันมันเปิดโอกาสให้แต่ละค่ายได้มีโอกาสในสินค้าตัวเองมากขึ้น” โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล ซึ่งเป็นผู้แปลคำบรรยายของโรงหนัง House กับหนังนอกกระแสหลายๆ เรื่อง เสริมว่า ไม่ว่าออสการ์จะถูกมองไปในทิศทางใด เขาก็คิดว่ามันยังมีเสน่ห์ในตัวมันเอง “โดยส่วนตัวไม่นึกอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในออสการ์เป็นพิเศษ เพราะถึงใครจะว่าออสการ์เป็นการเมือง ถึงผู้ชนะรางวัลสำคัญๆ ในบางปีจะค่อนข้างน่าผิดหวัง ถึงพิธีกรบางคนจะมุขฝืด แต่ทั้งหมดนั้นก็ถือเป็น “เสน่ห์” อย่างหนึ่งของออสการ์” “เปรียบไปก็เหมือนผู้หญิงกระมัง เครื่องหน้าถูกต้องเป๊ะหมดก็ใช่ว่าจะชวนมองเสมอไป บางคนฟันเก นิดๆ ตาเขหน่อยๆ แต่ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ที่สำคัญ ไม่ว่าใครจะค่อนแคะออสการ์อย่างไร แต่ผลสุดท้ายใครได้ออสการ์หรือกระทั่งได้แค่เข้าชิง ก็ยังเห็นเอามาโฆษณาบนใบปิดตัวใหญ่เบิ้มสุดอยู่ดี” จากสถิติเก่าๆ แม้หลายครั้งออสการ์จะไม่ใช่ผลที่คาดเดาได้ยากเกินไป แต่บางทีก็มีประเภทแหกคอก ให้ตกใจกันเล่นอยู่บ้าง เช่นในปี 2005 ขณะที่ทุกสถาบันหลัก เทรางวัลให้กับ brokeback mountain ของ “อั้งลี่” แต่ออสการ์กลับเลือก Crash ที่ไม่ทำเงินมากมายนักเป็นหนังยอดเยี่ยม “จากกรณีของ brokeback mountain เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มันก็มาเกิดขึ้นอีกเมื่อปีที่แล้วเมื่อ avatar ที่ว่าเต็งจ๋า ก็ถูก the Hurt Locker ตัดหน้าไป แบบนี้เราจะเหมาคลุมได้หรือว่า ออสการ์เดาได้ตายตัว และนั่นหมายความว่าปี 2011 ที่หลายคนกะเก็งเป็น The Social Network หวยมันก็อาจจะไปออกหนังที่ผมมั่นใจอย่าง True Grit ก็ได้” มโนธรรม ชี้ มโนธรรมเชื่อว่า ออสการ์ยังมีความสนุกอยู่ แต่ต้องอยู่บนความไม่คาดหวังว่า รางวัลจากเวทีนี้จะพลิกล็อคได้ทุกปี ”ถ้าอย่างนั้น ตุ๊กตาทองที่มีอายุมากเกือบ 100 ปี มันน่าสนใจตรงไหนล่ะ“ อีเวนต์(ขายของ)ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โสภณา ขออธิบายบ้างว่า เพราะความน่าสนใจของออสการ์คือความเป็น “งานอีเวนต์” ที่น่าจะเรียกได้ว่า “ยิ่งใหญ่” และ “ตระการตา” ที่สุดในวงการหนังของโลก เนื่องจากออสการ์ไม่ได้มีแค่การแจกรางวัล แต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยการแสดงทั้งในและนอกเวที ทั้งก่อนหน้า-ระหว่าง-และหลังการประกาศรางวัล ที่รวมเอาผู้คนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทั้งดาวค้างฟ้ายันดาวรุ่งน้องใหม่มาแทบจะหมดทั้งวงการ ส่วน ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ โปรดิวเซอร์หนังไทย และกรรมการตัดสินรางวัลภาพยนตร์ “คมชัดลึก อวอร์ดส์” บอกกับ “จุดประกาย” ว่า วัฒนธรรมออสการ์มีมากกว่าหนึ่งมุมให้มอง ”ถามว่าออสการ์มีอะไรดี เอาง่ายๆ เลยคือ มันเป็น 'รางวัล' ที่มีมาอย่างยาวนานและมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวของมันเอง ด้วยอายุของระยะเวลาของรางวัลนี้เอง ด้วยการสะสมภาพลักษณ์มาตลอดอายุขัยของมัน การที่ใครสักคนทำงานหนึ่งชิ้นแล้วมีความตั้งใจกับงานชิ้นนั้นเป็นอย่างมาก ก็น่าจะได้รับรางวัลอะไรสักอย่างสำหรับความตั้งใจหรือความดีงามของผลงานชิ้นนั้น โอเค บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก แค่ทำเสร็จก็พอใจและภูมิใจแล้ว ไม่ได้หวังรางวี่รางวัลอะไร แต่สำหรับบางคนการได้รับรางวัลอะไรสักอย่างเพื่อตอกย้ำสิ่งที่ตัวเองทำว่ามาถูกทางก็จำเป็นเช่นกัน คือ รางวัลออสการ์ บางคนอาจจะค่อนแคะว่า เฮ้ย มันเป็นรางวัลของฮอลลีวู้ดว่ะ ไม่ได้น่าชื่นชมอะไรนัก ไม่ต้องไปขวนขวายอยากได้มัน แต่ในความเป็นจริง มันก็เป็นรางวัลที่มีค่าที่คนทำหนังส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากได้ เพราะรางวัลของประเทศอื่นหรือของอีเวนท์อื่น อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเท่า เพราะไม่ได้ทำมาร์เก็ตติ้งของรางวัลจนมีภาพลักษณ์ในลักษณะของความเป็นสากลเช่นที่รางวัลออสการ์เป็นอยู่” พรทิพย์ แย้มงามเหลือ นักวิจารณ์อิสระ ตั้งข้อสังเกตว่าปีนี้สื่อต่างชาติมีคำถามเยอะกับออสการ์ “อย่าง นิวยอร์คไทมส์ ก็มองว่า ทำไมปีนี้ ไม่มีนักแสดงหรือผู้กำกับผิวสีเลย ทั้งนำชาย นำหญิง สมทบชาย สมทบหญิง และผู้กำกับ ทุกคนก็ล้วนมีผิวขาวอีก ซึ่งอาจจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ใครต่อใครมองข้าม แต่เอาเข้าจริงออสการ์สีขาวปีนี้สะท้อนอะไรหลายต่อหลายอย่าง ” พรทิพย์ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 82 ครั้งที่มีการแจกออสการ์กันมา (จริงๆนับรวมครั้ง 83 ที่กำลังประกาศผลไปด้วยก็ได้) มีนักแสดงผิวสีที่ได้เข้าชิงนับไม่ถ้วน แต่มีเพียง 13 ครั้งเท่านั้นที่ได้รางวัลกลับบ้าน “10 ปีที่แล้วตอนที่เดนเซล วอชิงตัน ได้รางวัลนักแสดงนำชาย จาก Training Day เขาเป็นนักแสดงเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันคนที่ 2 เท่านั้นที่ได้รางวัลนี้ ในปีเดียวกันฮัลลี่ เบอร์รี่ ก็คว้านักแสดงนำหญิง จาก Monster’s Ball ซึ่งเธอก็เป็นนักแสดงผิวสีคนแรกที่ได้รางวัลนี้ สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่พูดเหมือนกันตอนขึ้นไปรับรางวัลก็คือ พวกเขาขอมอบ ขออุทิศออสการ์ให้กับนักแสดงผิวสีรุ่นก่อนหน้า" หลังจากกรณีของเดนเซล วอชิงตัน และฮัลลี่ เบอร์รี่ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มีอีก 5 ครั้งที่นักแสดงผิวสีได้ออสการ์ คือ เจมี่ ฟ็อกซ์, ฟอเรสต์ วินเทเกอร์, มอร์แกน ฟรีแมน, เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน และโมนิก การปรากฏตัวอยู่อย่างต่อเนื่องของนักแสดงเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันทั้งในภาพยนตร์และโทรทัศน์ไม่ได้บอกว่าปัญหาเรื่องการเหยียดผิวในสังคมอเมริกาจบลงแล้ว จนกระทั่งในปี 2009 ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกา นั่นเองที่เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่า ปัญหาความแตกต่างด้านสีผิวคลี่คลายลงแล้ว ในฐานะผู้ชายที่เกาะติดการเดินทางของสถาบันรางวัลของอเมริกันมาอย่างนาน มโนธรรม เทียมทียบรัตน์ อธิบายว่า เรื่องราวต่างๆ นั้น จะพัดพาไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมตอนนั้นด้วย แต่ก็ไม่ได้มีความตายตัวตลอดเวลา “ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย หลายคนมองว่าหนังเยี่ยมออสการ์จะต้องเป็นภาพยนตร์ที่ได้เงินเยอะๆ โอเคนะ แม้ว่าโดยเฉลี่ยจะเป็นแบบนั้น แต่อย่าลืมว่ามันก็มีอยู่เป็นระยะๆ ว่า หนังยอดเยี่ยมบางปีไม่ได้ทำเงิน เช่น Crash และ The Hurt Locker จนถึงขั้นที่ว่า เรื่องหลังนี้เป็นหนังออสการ์ ที่ทำเงินได้น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา” สำหรับผลพลอยได้นั้น นิตยสาร entertainment weekly เคยรายงานว่า หนังที่ได้ออสการ์มักจะมีรายได้เพิ่มอยู่ระหว่าง 25-40 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับความขยันในการทำ “การตลาด” ก่อนและหลังการประกาศ หลายคนมองต่างมุมบ้าง เหมือนกันบ้าง แต่น่าสนใจว่าแต่ละยุคสมัยก็จะมี message ที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ออสการ์และฮอลลีวู้ดสนใจ เช่น ในกลางยุค 90 หนังที่แสดงโดยนักแสดงผิวสี มีบทบาทอย่างมากในเวทีรางวัล ขณะที่ปี 2000 ภาพยนตร์ที่ชักวนให้คนดูทบทวนถึงคุณค่าและความหมายของครอบครัว กลับมาได้รับความนิยมสั้นๆ พรทิพย์ บอกว่า หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ย้อนกลับไปในออสการ์ปีที่แล้ว มีหนังถึง 4 เรื่องที่พูดถึงเรื่องเชื้อชาติ "คือ Avatar, District9, Precious และ The Blind Side ส่วนหนังยอดเยี่ยมอย่าง The Hurt Locker ก็นำเสนอกลายๆ ถึงเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างทหารผิวขาวกับทหารผิวดำ เรื่องราวของเชื้อชาติอาจจะไม่ใช่หลักใหญ่ใจความของหนัง หรือเป็นปัญหาที่ตัวละครต้องเร่งสะสาง แต่มันก็เป็นกลิ่นที่อบอวลไปทั่วภาพยนตร์หลายเรื่อง เป็นพล็อตรอง เป็นอีกหนึ่งความจริงของชีวิตที่ซับซ้อน” ในแง่ของแนวทางและขนบธรรมเนียม “จุดประกาย” ถาม ศิวาภรณ์ ว่าอยากเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงไปในออสการ์ เธอบอกว่า “จริงๆ มันเป็นรางวัลสำหรับหนังอเมริกันเป็นหลัก โอเค อาจจะมีรางวัลสำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆสำหรับนอกบ้านเขาแต่ในฐานะคนดูหนังอย่างเรา ปีที่เคยมี Slumdog Millionaire ชนะเนี่ย รู้สึกชื่นใจมาก เลยคิดว่าไม่ได้คาดหวังอะไร เอาแค่ติดตามแบบไม่ตื่นตูมไปกับมัน เอาเป็นว่าเป็นรางวัลที่ทำให้เรามีความสุขได้ ถ้าหากหนังที่เราชอบได้รับรางวัล ก็น่าจะสุขใจแล้ว” เธอบอก สำหรับแฟนๆ ที่สนใจ สามารถติดตามการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 83 ได้ในเช้าวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ และคงต้องดูว่าสิ่งที่ entertainment weekly พาดหัวบนปกว่า “can Bening beat Portman ?” และ “can anybody beat Colin Firth ?” นั้น สุดท้ายแล้ว จะเป็นใคร ? โดย: นันทชว้าง สิรสุนทร twitter@nantakwang ที่มา: bangkokbiznews.com / 21 กุมภาพันธ์ 2554
Tags:
-
▶ Reply to This