“สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ" วิพากษ์... เมื่อสื่อไม่จุดตะเกียงให้เกิดปัญญา

 
“สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” หรือ เช็ค ผู้ชายมาดเข้มใต้หมวกแก็บ ทำหน้าที่ เป็นปากเสียงแทนคนเล็กคนน้อยในสังคมผ่านการนำเสนอของ “ทีวีบูรพา” เขามีส่วนปฏิวัติวงการสื่อทีวีนับแต่ รายการ “คนค้นฅน” ออกมาระเบิดทางทีวีเมื่อ 7 ปีก่อนนำเสนอ เรื่องราว คนชายขอบในประเทศไทยที่แทบไม่มีสื่อไหนเสนอเพราะมองว่า ขายไม่ได้ สร้างแรงสั่นสะเทือนจนทำให้ สื่อทีวีหันมานำเสนอชีวิตคนด้อยโอกาสในสังคมตามมา สุทธิพงษ์เป็นคนชุมพรคร่ำหวอดในวงการทีวีครึ่งชีวิต อยู่เบื้องหลังรายการดังมากมาย เช่น เจาะใจ สู้แล้วรวย จนมาก่อตั้ง “บริษัท ทีวีบูรพา”เมื่อ 8 ปีก่อน แหวกกระแสทุนนิยม ผลิตรายการดีๆ สะท้อนด้านมืดของสังคมไม่ว่า “จุดเปลี่ยน” “หลุมดำ” “กบนอกกะลา”วันนี้เขายังมีนิตยสาร “ฅคน” คนวางขายบนแผงหนังสือ ด้วยยอดครั้งละหมื่นเล่ม 

ในฐานะคนทำงานด้านสื่อ ช่วยวัดสถานการณ์สื่อมวลชนการนำเสนอข่าวและบทบาทที่ควรจะเป็นในรอบปี 

ผมมีตัวชี้วัดง่ายๆ คือ เมื่อก่อนที่บริษัทรับนสพ.วันหนึ่ง 4-5 ฉบับ แต่ปัจจุบันบ้านผมอ่านนสพ.อยู่แค่ 1-2 เล่ม อันนี้ คือ ตัวชี้วัดง่ายๆ ถ้าถามว่า พอใจหรือไม่ โดยภาพรวมผมคิดว่า มีสื่อที่มีคุณภาพเหมาะที่จะเป็นตะเกียงหรือให้ปัญญากับผู้บริโภคน้อยกว่าที่มันควรจะเป็นหรือไม่น่าพอใจสำหรับผม 

เราพบความจริงว่า ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ สื่อได้กลายเป็นธุรกิจและก็อาศัยเงินจากการขายโฆษณา ซึ่งไม่เพียงแต่ยอดขายหนังสือที่ผู้อ่านควักเงินจ่ายเท่านั้น และเงินที่มาจากโฆษณา เท่าที่ผมสังเกตในระยะหลังจะเป็นหน่วยงานของรัฐ กระทรวง ทบวง กรม รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ซื้อโฆษณา ทั้งทีวีและนสพ. จาก 1-2 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มี แต่ตอนนี้เปิดดูได้หน่วยงานรัฐเข้ามาซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์งานของภาครัฐ 

ขณะเดียวกันพอเราดูตัวนสพ.เล่มเดียวกัน หน้าโฆษณาบางที 2 หน้าบึ้มๆ เพื่อโฆษณาความวิเศษของโครงการ แต่เนื้อข่าวในนสพ.นั้นกลับขุดคุ้ยเรื่องนี้อยู่ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง อย่างนี้มันก็มีคำถามว่า แล้วความจริงคืออะไรระหว่างธุรกิจ กับ การทำหน้าที่ของสื่อ ความชัดเจนมันอยู่ตรงไหน ระหว่างคนทำข่าวกับฝ่ายขาย มันแยกกันโดยที่ไม่มีอุดมการณ์ร่วมกันเลยหรือ ฉะนั้น มันเหมือนกับว่า ทุกอย่างมันเข้ามาปะปนกันจนแยกไม่ออกในนสพ. ไม่ว่า จะดูจากปรากฎการณ์ที่ว่า หรือ ความเกี่ยวข้อง เช่น ความขัดแย้งมันอยู่ที่สีนี้กับสีนี้ แต่เราไปดูลึกๆ ในสายสัมพันธ์ มันก็พบวนเวียนมั่วไปหมด 

สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่า มันค่อนข้างจะมึนๆ (หัวเราะ) อีกเรื่องที่ผมเห็นคือ ในแง่ของปัจเจก บางทีอยู่หน้าเดียวกัน กับ มีความเห็นขัดแย้งกันเอง อันนี้ด่า อันนี้เชียร์ แต่ผมยังเห็นหลายคนมากที่มีจุดยืนที่ชัดเจนและมีฐานคิดที่ไม่ได้มาจากเรื่องประโยชน์ส่วนร่วม ไม่ใช่ประโยชน์ทางธุรกิจ เห็นการคิด การเขียน การนำเสนอที่มีหลักการแล้วอยู่บนความปรารถนาดีของสังคมจริงๆ อันนี้มีอยู่ไม่น้อย และในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า คนเหล่านี้คิดอ่านบนฐานที่เป็นความปรารถนาดีต่อสังคม ที่คิดถึงทั้งองคาพายพ ไม่ได้คิดถึงสีใด สีหนึ่ง หรือ ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่คิดถึงการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขที่เราควรจะเป็น 

เรื่องทุนกับการทำงานของสื่อพูดกันมาเยอะ ในโลกความเป็นจริงสามารถแยกได้หรือไม่ ทุนก็ว่าไป แต่อิสระของกองบก. ในการนำเสนอต้องมี หรือ แยกลำบาก 

ผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมคิดว่า คนเราสามารถเรียนรู้และก็เปลี่ยนแปลงได้ สมมติว่า วิธีการที่คลาสสิคที่สุดที่ใช้กัน คือ พอมีข่าวก็ปิดข่าว หรือ ทำประชาสัมพันธ์ในเชิงตรงกันข้ามเพื่อสู้กัน หรือ ชักจูง เช่น กรณีมาบตาพุด ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับชุมชน ภาคเกษตร หรือ สุขภาวะจากผลกระทบอุตสาหกรรม มันมีอยู่จริง การต่อสู้ของภาคประชาสังคม มาจากความเดือดร้อนเหล่านี้ แต่เชื่อว่า ท้ายที่สุดมันไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อไล่อุตสาหกรรมให้ออกไปหมือน 30 ปีที่แล้ว ผมคิดว่าไม่มีใครอยากต่อสู้ตลอดไป อุตสาหกรรมก็ไม่อยากมีปัญหาเหมือนอย่างนี้ตลอดไป ซึ่งในอุตสาหกรรมก็มีประเภทที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็มีพวกที่เห็นแก่ตัว ไม่มีจิตสำนึก นอกจากนี้ก็มีข้าราชการที่ทุจริตมิชอบ รับเงิน สร้างปัญหาก็เป็นข้าราชการที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรม และก็มีภาคประชาชน ที่มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่ขัดแย้งกันกับคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เนื่องจากตัวเองได้รับผลประโยชน์ 

สุดท้ายแล้วถ้าเชื่อในเรื่องที่ว่า ไม่มีใครอยากจะต่อสู้ แต่ปลายทางของการต่อสู้ คือ ต้องการให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ แล้วรัฐต้องจัดการกับข้าราชการที่มิชอบ ซึ่งก็ควรเกิดขึ้น ไม่ใช่อะไรที่ต่อสู้กันนานๆ แล้วก็ยังอยู่กันเหมือนเดิม 

ปัญหาทุนครอบงำสื่อมีมาตลอด คิดว่า เหตุใดกองบก.สื่อถึงยอมให้เรื่องนี้ถูกแทรกแซง จนทำให้กองบก.ขาดอิสระหรือยอมรับใช้นายทุน 

อาจเป็นเพราะคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์สังคมที่นำความขัดแย้ง แตกแยกมาสู่ ผู้คนอย่างมหาศาล ในที่ทำงาน ในครอบครัว มันก็มีความขัดแย้งในเชิงปัจเจกมหาศาลอยู่แล้ว ฉะนั้น เมื่อมันแพร่ระบาดมันในสังคมเดียวกัน โดยเฉพาะสื่อที่มีพื้นที่ในการปล่อยของ ก็ปล่อยไป แต่ถ้าจะคุยก็คุยในแวดวงที่เห็นคล้อยในทางเดียวกัน 

เช่น นักข่าวก็ไม่อยากไปยุ่งกับฝ่ายการตลาด เพราะถ้าไปถามฝ่ายการตลาดว่า ไปขายอันนี้ได้อย่างไร ก็จะถูกฝ่ายการตลาดต่อว่า นี่ฉันหาเงินเดือนมาจ่ายเธอนะ ฉะนั้น การที่จะประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และผู้บริหารเจ้าของธุรกิจส่วนหนึ่งก็ใช้คติแบบที่ว่า มันขายได้หาเงินได้ก็ดีอยู่แล้ว อย่าไปยุ่งมันเพราะตรงนั้นเป็นความปลอดภัย หรือ บางทีความเห็นแก่ตัวในมิตินี้ก็คือ การรักษาตัวรอด 

หมายความว่า ไม่ว่าใครจะมาจะไป จะใหญ่หรือเล็ก ฉันก็ขออยู่รอดกับฉันไปก่อน นี่เป็นวิธีคิดที่โอ้โห....ปลอดภัยมาก ทีนี้พอมันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้และก็อธิบายว่า เป็นการยอมจำนน ผมว่าก็ไม่ใช่นะ แต่มันเหมือนการที่เราลอยไปตามกระแสที่มันไม่มีใครลุกขึ้นมามองและหาคำตอบว่าจะจัดการกับมันอย่างไร มันก็เลยปล่อยกันไป อยู่กันไป 

พูดได้ไหมว่า ปัจจุบัน จิตสำนึกสาธารณะ ความรับผิดชอบทางสังคมของคนทำสื่อ ลดน้อยลง 

(นิ่งคิด) ... คือ ผมไม่อยากจะฟันธงแบบนั้น คือ ส่วนหนึ่งเนี่ย สื่อก็เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว หมายความว่าเขามีจิตสำนึกแบบที่เขาคิดว่า มันถูกต้อง หรือพยายามที่จะชักจูงสังคมให้เป็นแบบนั้น ขณะเดียวกัน มันมีสื่อจำนวนน้อยไม่น้อย ถ้าคิดในเชิงปริมาณที่พยายามหยิบยกอะไรที่มันเป็นสาระ เป็นเรื่องราว เพื่อให้รู้ว่า ที่ไหนมันมีอะไรดีๆ บ้าง แต่ว่า ข้อด้อยของอะไรแบบนี้มันจะออกไปแนว โรแมนติคมากเกินไปนิดหนึ่ง เช่น สมมติว่า นี่เป็นชุมชนต้นแบบนะ ..โอ้โหหมู่บ้านนี้ดี แต่มันไม่ได้นำเสนอเพื่อให้คนกลับได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงของสังคม หรือ สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงออกและนำมาซึ่งการเกิดปัญญา พอใจที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรถูก และ ถ้าสื่อประเภทนี้ อย่างในบางสถานการณ์การที่เราขาดการเต็มอะไรบางอย่างไป มันน่าจะไม่ตอบโจทย์ที่สื่อมีหน้าที่ทำให้สังคมเกิดปัญญา เช่น ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองมีสงคราม และเรากำลังถูกล้อม 

ผมคิดว่า สื่อต้องทำหน้าที่ปลุกเร้าจิตสำนึกคนในชาติให้มีความกล้าหาญที่จะ ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติ ผืนแผ่นดิน นี่คือ การทำหน้าที่พิเศษ ในสถานการณ์นั้น ถ้าสมมติว่า สื่อก็ยังแบบบันเทิงไปหรือเอาเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป มาพูดอยู่ทุกวันในสถานการณ์แบบนั้นนะ ผมคิดว่า จบเลย สื่อต้องมีวิธีที่จะอธิบายหรือว่า ทำให้สังคมถูกจุดประกายอะไรบางอย่างขึ้นมาในสถานการณ์ ฉะนั้น สื่อต้องอ่านสถานการณ์สังคมบ้านเมือง 

ในสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างที่ผ่านมา ผมคิดว่า สื่อจะมาทำหน้าที่แค่ไม่มีวาระพิเศษเนี่ย... ไม่ได้ ผมคิดว่า มันต้องมี เช่น มันต้องพูดถึงเรื่อง การที่จะทำอย่างไรไม่ให้เกลียดชัง มันก็ต้องว่ากันไปให้มันเป็นท่าทีหนึ่งที่เราต้องทำให้มันลุล่วง ฉะนั้น ในการทำแบบนี้ มันต้องมีความชัดเจนหลายอย่าง และก็ไม่สามารถที่จะแค่เปิดพื้นที่และบอกว่า เป็นกลางแล้ว อะไรอย่างนี้ ให้สีโน้น ได้สัมภาษณ์ที แสดงความเห็นทีเอาชุดความคิดของตัวเองมาป้อนสู่คนดูทีหนึ่ง เอาให้สีนี้อีกที ผมว่ามันเป็นการสร้างความสับสน เพราะคนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรถูก ผิด อะไรมีที่มาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอะไร ถึงแม้ว่า เราจะรู้สึกว่า ผู้บริโภคฉลาดแล้ว แต่บางทีมันต้องชวนให้วิเคราะห์เพื่ออิงกับฐานคิดอะไรด้วย 

0สื่อหลายประเภทก็อิงตลาด คำนึงถึงเรื่องธุรกิจมาก เพราะเห็นพื้นที่ของผู้บริโภคส่วนนั้นเยอะจึงตอบสนองต่อยอดขาย 

สื่อไม่ใช่ตะเกียง แต่ต้องเป็นกระจก ผมคิดว่า สุดท้ายแล้ว พอเราย้อนกลับไปวิเคราะห์ มันก็มีเสียงตะโกนดังๆ ต่อสังคมว่า เฮ้ยเราน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ คือ มันมาจากประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น เช่น สมมติว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากรู้ว่า การลดค่าเงินบาทมันดีอย่างไร อย่างนี้ชาวบ้านไม่มีทางรู้หรอก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สื่อต้องทำหน้าที่มากกว่าการนำเสนอ ความจริงขั้นเบสิคที่เป็นความขัดแย้ง แต่ว่า ต้องวิเคราะห์ลงลึกให้มาก 

ความคาดหวังของคุณ ที่ผ่านมายังไม่เห็นสื่อที่ชี้นำ หรือ ชวนสร้างวาระให้ประเทศเดินไปข้างหน้าใช่ไหม 

ใช่ครับ..ผมอ่านนสพ. ดูทีวีทุกวัน ผมเห็นความน่าพอใจอันเดียว คือ ตอนน้ำท่วม แต่ว่า มันก็เป็นปรากฎการณ์ที่มันเปลือกมาก แต่มันก็บอกว่า ถ้าสื่อลุกขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบางอย่าง... มันเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของสังคมมันมากกว่านั้น มันไม่ใช่แค่การบรรเทาทุกข์ ฉะนั้นทุกวันนี้ผมดูนสพ.ทีวี ผมก็ยังเห็นว่า สื่อก็ยังตามกลุ่มผลประโยชน์ การเมืองอยู่ ยังไม่นำสังคม หรือ จุดประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดปัญญาว่า การเมืองที่มันมีอยู่นี่มันโหล่ยโท้ยอย่างไร และที่ควรมันจะเป็นอย่างไร ทั้งที่ความจริงสื่อน่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่ผมคิดว่า ใกล้ชิดกับคนที่มีความคิดอ่านและนักวิชาการทั้งหลาย และรู้ความจริงอะไรลึกๆ 

ถ้าสื่อกระแสหลักไม่ได้ทำหน้าที่ตอบสนองสังคม สื่อกระแสรองไม่ว่า เว็บไซต์ นิวมีเดีย หรือ นิตยสารที่เป็นทางเลือก ได้ทำหน้าที่นี้ได้มากแค่ไหน 

ต้องยอมรับ ผมเป็นคนที่เข้าไปในโลกของนิวมีเดียน้อยมาก และเท่าที่พอได้แลกเปลี่ยนพูดคุยคือ จำนวนผู้คนที่ใช้บริการในโลกของนิวมีเดีย หรือปริมาณของข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านนิวมีเดียมันก็เยอะขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มันมีความเปราะบางมาก เพราะมันมากเหลือเกิน และมันง่ายในการที่ให้คนใช้เครื่องมือนี้ทำอะไรก็ได้ สมมติว่า ในนสพ.นี้ มีจำนวนหน้าเท่านี้ อย่างดีก็มีคอลัมนิสต์ 20 คน ต่อเล่ม แต่ในนิวมีเดีย ใครจะเขียนอะไรก็ได้ ไม่มีใครกลั่นกรอง นสพ.ยังมีบก. มีการคัดเลือกนักข่าว ในนิวมีเดีย มีข้อดี แต่ก็มีข้อเสีย ที่เราไม่รู้ว่า อันนี้มันเชื่อถือได้แค่ไหน ซึ่งมันชักจูงได้ง่ายมาก เหมือนไฟลามทุ่ง ฉะนั้น มันเป็นดาบสองคม ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่สามารถกำกับดูแล เรื่องความน่าเชื่อถือได้ ไม่ใช่ใครเขียนอะไรก็ได้ ที่สำคัญมันถูกใช้ไปกับหาประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่น้อย ฉะนั้น ถ้าถามว่า มันจะเป็นความหวังของสังคมได้หรือไม่ ผมคิดว่า มันก็น่าจะมีในแง่ที่มันทำให้เราแฉเรื่องบางเรื่องที่สื่อปกติลงไม่ได้ 

ในสื่อหรือนิตยสารกระแสรอง ได้ทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับชุมชนได้น่าพอใจหรือไม่ 

มันเป็นอย่างที่ผมบอก คือ เป็นในเชิงโรแมนติคจำนวนไม่น้อย แต่กรณีนี้ผมกลับเห็นศักยภาพของสื่อทางเลือก เช่น สมมติเรื่องอัมพวา เขามีนิตยสารของเขาเองที่ทำโดยคนในพื้นที่และก็ออกในพื้นที่ หรือ กลุ่มสันติอโศก ที่เขามีสถานีวิทยุชุมชนของเขาเองและเขาใช้สิ่งนี้ทำหน้าที่ทั้งปลุกระดม ให้ความรู้ ยึดโยงกันในสังคม ถ้าสิ่งเหล่านี้ใช้ไปทำให้สังคม ชุมชนเข้มแข็ง คนเกิดปัญญา รักความหวงแหนในทรัพยากรในมิติที่ถูกต้อง มันจะใช้ได้ผลมาก ขณะเดียวกันถ้ามันใช้ไปเพื่อสร้างความขัดแย้ง แล้วมันเสรีกันจนไม่รู้จะควบคุมกันอย่างไร มันก็มีปัญหาแต่มีตัวอย่างในหลายพื้นที่ที่ใช้สื่ออย่างนี้และมีผลต่อความเข้มแข็งของชุมชนหรือในมิติที่เราได้เห็นหัว คนเล็ก คนน้อย หรือ เคารพในสิทธิ อัตลักษณ์ของเขา ก็มีจำนวนไม่น้อยทีเดียว 

ช่วยขยายความเรื่องการรายงานแต่เชิงโรแมนติค 

คนที่ทำสื่อในทำนองนี้ ส่วนใหญ่ทีมงานเป็นเด็ก ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย มีเจตนาดี และอยากทำอะไรที่ดีเพื่อสังคม แต่ที่ผ่านมาตัวฐานคิดที่เชื่อมโยงกับเหตุและผลว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ไปจนถึง กลไกประเทศ กลไกโลก มันยังน้อย ฉะนั้น พอเป็นแบบนี้ เวลาเขาไปนำเสนอ บางทีจึงขาดมิติที่นุ่มลึก กว้าง รอบด้านไปอย่างน่าเสียดาย 

ผู้ใหญ่ในสื่อกระแสหลักคิดว่า ข่าวชุมชน คนไม่ค่อยสนใจ ขายยาก แต่ทีวีบูรพาทำให้เห็นว่า ปัญหาในพื้นที่สามารถทำให้คนสนใจได้ 

ถ้าเมื่อไรก็ตาม ที่เอาไม้บรรทัดที่เป็นเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์มาวัดกัน ผมคิดว่า พูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น หมายความว่า คนมันไม่สนใจหรอก คนมันดูน้อย ขายไม่ได้ คือ พูดก็ถูก และก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว ฉะนั้น ถ้าจะทำเพื่อขายได้ ได้เงิน และความสำเร็จมันอยู่ตรงนั้นมันก็ต้องทำอีกแบบ แต่เมื่อไรที่สังคมทำแบบนี้ผมก็คิดว่า มันก็จบกัน เพราะเราก็ใช้สื่อทั้งหลายที่มีอยู่เพื่อรับใช้การหาเงินเท่านั้น แต่ความจริงสื่อต้องมีบทบาทที่ต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น สิ่งที่ผมทำเนี่ย มันเป็นเรื่องของจุดยืน เช่น ผมทำนิตยสาร ค คน มันมีโฆษณาที่ไหน มีแค่1-2 ตัว มันขาดทุนอยู่แล้วทุกฉบับ แต่ถามว่า ทำไมต้องทำ ก็เพราะเวลาเรามองไปบนแผงหนังสือ มันไม่มีหล่ะ มันก็มีหนังสือสารคดีเล่มหนึ่ง และอีกเล่มหนึ่งก็หายไปแล้ว หรือว่าไปเปลี่ยนทำอย่างอื่น ผมคิดว่า มันก็จบหล่ะ หน้าแผงหนังสือก็จะมีแต่หนังสือที่เป็นกิเลสอย่างเดียว ฉะนั้นนี่เป็นจุดยืน แน่นอนมันมียอดขายที่มันบอกให้เรารู้ว่า มีคนสนใจจำนวนหนึ่งนะ อย่างน้อยก็หมื่นคน 

เรื่องแบบนี้ที่เขาบอกว่า ไม่มีใครสนใจหรอก คือ ถ้าเอาMassมาจับ เอากิเลสสังคมมาจับ มันก็ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ว่า เขาจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ กำลังใจ ต้องมีสื่อประชาสัมพันธ์ เครื่องมืออะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขามีต้นทุนในทุกๆด้านพอที่จะรักษาพื้นที่ความเชื่อของเขาไว้ให้ได้ ฉะนั้น ถ้าเราไม่สนใจเขา มันก็ยากที่เราจะทำให้สังคมเห็นหัวคนเล็กคนน้อย แต่ถ้าเรานำเสนอ เรื่อง ชุมชนนี้ปลูกข้าวปลอดสารพิษ 100% อย่างน้อยที่สุด พอสื่อเข้าไปจับ พวกข้าราชการ คนในชุมชนก็มาดู เด็กๆ ในโรงเรียนที่จะหาอะไรไปเรียนรู้นอกสถานที่ คนที่ขายข้าวก็มา แล้วเขาก็ได้กำลังใจ ฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เรื่องระดับปัจเจกไปจนถึงเรื่องระดับ สังคมมันมีผลจำเป็นที่เราต้องทำให้พื้นที่เล็กๆ มันถูกรักษาไว้ได้ ไม่ถูกกลืนกลินจากระบบทุน หรือ การล่าอาณานิคมด้วยเงินที่มันเอาเปรียบ 

เดินทางมาหลายภูมิภาคในประเทศ เห็นสิ่งดีงามๆ มากมายแค่ไหน ที่สื่อจะนำเสนอได้ 

ในความเป็นจริงเราก็รู้อยู่แล้วว่า มันมหาศาลมาก เพียงแต่ว่าเราถูกการล่าอาณานิคมแบบใหม่มันเลิกใช้ปืน แต่ใช้เงิน การโฆษณา ใช้การล่าทรัพยากรทุกเรื่อง เช่น เรามีข้าวไม่รู้กี่สายพันธุ์หลัก แต่พอเราเริ่มปฏิวัติเขียวก็หมด พูดง่ายๆ ถูกนักวิชาการฝรั่ง มาล้างสมองมาจัดตั้งตั้งแต่การเมือง การค้า จนมีการนำปุ๋ย นำยามาใช้สร้างปัญหาให้กับชาวนาไทย และระบบนิเวศน์มากมาย จนสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน ฉะนั้น นี่คือ ผลของการที่เราถูกกระทำในช่วงที่ผ่านมา วันนี้สังคมมันถูกกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ยึดโยงหมดแล้ว ทั้งสื่อ การเมือง องค์กร ธุรกิจการเงิน ราชการ แน่นอนพอเป็นกลุ่มผลประโยชน์ บางคนเขาก็ออกมาอธิบายทฤษฎี “สองสูง”อยู่นั่น เพื่อที่จะกวาดต้อนทุกอย่างเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่ว่าคนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์แบบนั้น เขาก็ไม่ได้เชื่อแบบนั้น เรื่องพวกนี้มันมีความหมายมาก เราต้องทำให้สังคมไทยมันเกิดดาวกระจายของความเข้มแข็งของชุมชนทุกที่ เพราะแต่ละที่มีต้นทุนที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ 

ถ้าได้เป็นเจ้าของนสพ. อยากให้เนื้อหา หน้าตา อย่างไร 

อืม...(นิ่งคิด) ผมไม่เคยทำนสพ. แต่คิดว่า สิ่งที่ผมเข้าใจน่าจะมีส่วนถูกไม่มากก็น้อย นั่นคือ เจ้าของนสพ.ทุกฉบับ โทรทัศน์ในประเทศนี้เป็นคนที่มีอิทธิพลทั้งนั้น อิทธิพลทั้งคอนเนคชั่น สายสัมพันธ์ ฉะนั้น สมมติว่า คนเหล่านี้จะลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเพื่อให้สังคมเกิดปัญญาอะไรบางอย่าง ผมว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่นั่นแหละภายใต้อิทธิพลที่บอกว่า แค่รู้จักคนมากมายมหาศาล คือ อาจรู้จักทั้งดีทั้งเลว ทั้งโจร ตำรวจ แล้วมันก็พัวพันจนสุดท้ายก็ไม่ต้องมีจุดยืนอะไรเหลือ นอกจากรักษาสายสัมพันธ์ซึ่งก็คือฐานประโยชน์ และตัวเองก็ไม่อยากขัดแย้งและก็เห็นแก่ตัว ไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะทำอะไรซักอย่าง 

ดังนั้น ถ้าถามผมเป็นเจ้าของนสพ. ผมเองไม่เป็นอยู่แล้วเพราะผมก็ไม่เคยมีความคิดที่จะทำนสพ. แต่ผมรู้สึกว่า ถ้ามองเข้าไป ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ถ้าคนเหล่านี้ไม่ต้องอะไรมากนะครับ แค่นัดกินข้าวกันเหมือนกับที่หัวหน้าพรรคการเมืองนัดกินข้าวกันคุยกันและก็กำหนดวาระ ส่วนรวมกันได้ ช่วยกันทำภายใต้ศักยภาพที่ตัวเองมี ก็เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนประเทศนี้ได้ 

อยากฝากอะไรถึงนักข่าวรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการเพราะหลายคนเข้ามามีทั้งเก่ง และอยากมีตัวตนอย่างรวดเร็ว 

จุดเริ่มต้น เราต้องอนุญาตเขานะครับ แรกเริ่มผมก็มีจุดเริ่มต้นแบบที่บางทีเหมือนฉาบฉวยมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป นั่นแหละ ทำอย่างไรคนถึงจะได้เรียนรู้และก็มีหลักการ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ฉะนั้นในช่วงของการหล่อหลอม ผมคิดว่า สำคัญ ถ้าถนนที่เราเดิน มันพาเราไปพบกับบัณฑิตแน่นอนเราก็จะพาไปทิศทางนั้น แต่ถ้าเราไปพบโจรก่อน มันก็จะถูกชักจูงไปทางนั้น 

ผมชื่นชอบคนรุ่นใหม่ ในหลายสถานการณ์ ที่ผมเห็นเขา คือ ความกล้าหาญ ความทุ่มเท เสียสละไม่ว่าจะตอนที่เกิดการกระชับวงล้อม หรือ ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมาก ต้องคิดอะไรบางอย่าง อย่างผมดูบางคน ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่สามารถทำได้อย่างพวกเขา แล้วก็ปลื้มใจที่เห็นเขาทำ เพราะเรามันเห็นแก่ตัวมากเสียแล้ว ฉะนั้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่กุมสื่อหลายสำนัก ซึ่งถ้าย้อนไปสมัยก่อน มันมีสื่ออยู่ไม่กี่สำนัก แต่ตอนนี้มันมีเยอะมาก ทีวีไม่รู้กี่ช่อง ดาวเทียมอีก แล้วผมคิดว่า มันเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนมีโอกาส 

ฉะนั้น นี่มันเป็นเงื่อนไขที่ดีมากที่ทำให้สังคมไทยมีคนทำสื่อรุ่นใหม่ที่มีเวทีเรียนรู้ สร้างสมประสบการณ์ แน่นอนเมื่อมันมีจำนวนมากมันก็กระจาย หมายความว่า มันไม่อาจถูกชี้นำด้วยใครที่เป็นใหญ่เหมือนเมื่อก่อน ฉะนั้น ถ้าสื่อรุ่นใหม่สามารถรวบรวมแล้วมีองค์กรที่พวกเขาได้แลกเปลี่ยนเชื่อมโยงตัวความรับผิดชอบที่เขาทำกับสังคม และสื่อรุ่นใหม่เป็นสื่อรุ่นที่อยู่ในห้วงเวลาของสถานการณ์สังคมที่แตกต่างจากยุคอื่นๆ ดังนั้น มันจึงเอื้อให้เขาได้รับตัวชุดความคิดหลายๆชุด บางอย่างมันก้าวหน้า ถ้าเขาสะสมต้นทุนพวกนี้ดี การกำหนดอนาคตสังคมไทยไม่ให้ไปอยู่ในมือของคนที่ถือปืนอำนาจ เงินหรือ ระบบเลือกตั้งที่มีอยู่แล้วก็ต้องยอมรับกันไป ผมคิดว่า สื่อรุ่นใหม่จะมีบทบาทอย่างยิ่งที่พาประเทศไทยไปสู่ความหวังอันนั้น 

มีอะไรฝากทิ้งท้าย 

ถ้าคนที่ทำหน้าสื่อ ช่วยกันทำหน้าที่เป็นตะเกียงดวงเล็กๆ แน่นอนความเป็นอาชีพ ธุรกิจ ต้องหาเงินก็ต้องทำกันไป เพียงแต่ว่า ถ้ามันต้องได้เงินมาจากการที่ไปมีส่วนร่วมสร้างอาชญากรรมให้กับสังคม ในแง่ใดก็ตาม ผมว่า เขาควรจะต้องระงับความอยาก และถ้ากล้าพอ ก็อาจลุกขึ้นมาเสนอทางเลือกใหม่ลองดูก็ได้ ไม่ใช่แค่ รับเงิน หาง่ายและก็ปลอดภัยแล้ว ผมอยากให้สื่อช่วยกันเพราะผมเห็นว่า สื่อ และ ภาคประชาสังคม คือ ความหวังของประเทศ ผมไม่เห็นความหวังของนักการเมืองเท่าไร 




( จาก จุลสาร ราชดำเนิน มกราคม 2554 ) 

ที่มา: matichon.co.th / 25 มกราคม 2554

Views: 79

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service