เอ่ยถึง มาร์กาเร็ต ไวติง (MARGARET WHITING) นักร้องหญิงชื่อดังที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1940s และ 1950s หลายคนจะนึกถึงเพลงสแตนดาร์ด MOONLIGHT IN VERMONT เพลงสัญลักษณ์ประจำตัวเธอ เสียงเธอใส อบอุ่น นุ่มนวล ถ่ายทอดฟังแล้วจินตนาการเห็นภาพพจน์ ตลอดระยะเวลา 40 ปี เธอบันทึกเสียงเพลงร่วม 700 เพลง หลายเพลงกลายเป็นเพลงฮิต เพลงป็อปสแตนดาร์ด อย่างเช่น THAT OLD BLACK MAGIC, A TREE IN THE MEADOW, FAR AWAY PLACES และ THE WHEEL OF HURT เธอแสดงละครบรอดเวย์ คาบาเรต์ และภาพยนตร์ร่วม 10 เรื่อง ปี 2009 เธอกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อเพลง TIME AFTER TIME งานเขียนของจูลี สไตน์ กับแซมมี คาห์น ที่เธอบันทึกเสียงในปี 1947 ถูกนำไปใช้ประกอบในภาพยนตร์เรื่อง JULIE & JULIA ถ่ายทอดชีวิตเรื่องราวของ จูเลีย ไชด์ นักทำอาหารชื่อดังชาวอเมริกัน
มาร์กาเร็ต ไวติง เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 1924 ที่นครดีทรอยต์ มลรัฐมิชิแกน เธอเกิดมาในครอบครัวศิลปินโดยแท้ ริชาร์ด ไวติง (พ่อ) เป็นนักแต่งเพลงชื่อดัง ส่วนใหญ่เป็นผู้แต่งทำนอง ส่วนเอเลนอร์ (ELEANORE) คุณแม่ ทำงานเป็นผู้จัดการนักร้อง อย่างเช่น โซฟี ทักเกอร์ (SOPHE TUCKER) และมาร์กาเร็ต (น้าสาว) ทำงานเป็นนักแสดงละครเรื่องสั้น ขณะอยู่ดีทรอยต์ ริชาร์ด ไวติง แต่งเพลง WHEN IT'S TULIP TIME IN HOLLAND เพลง TILL WE MEET AGAIN แต่งไว้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใกล้ยุติ เขาร่วมกับจอร์จ เอ็ม โคแฮน ราชาบรอดเวย์แต่งเพลง YANKEE DOODLE DANDY, GIVE MY REGARDS TO BROADWAY และ OVER THERE เพลงยอดนิยมอีกเพลงหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เมื่อย้ายมาอยู่นิวยอร์ก ริชาร์ด ไวติง ร่วมกับ เรมอนด์ อีแกน (แต่งเนื้อร้อง) ร่วมกันแต่งเพลง SLEEPY TIME GAL เมื่อเกิดภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ครอบครัวไวติงย้ายไปอยู่ฮอลลีวู้ด แต่งเพลง ON THE GOOD SHIP LOLLIPOP ให้หนูน้อยเชอร์ลี เทมเปิล ขับร้อง รวมทั้งเพลงอื่นอีกมากมาย อาทิ HOORAY FOR HOLLYWOOD และ TOO MARVELLOUS FOR WORDS
ครอบครัวไวติงที่ฮอลลีวู้ดเต็มไปด้วยเพื่อนของคุณพ่อซึ่งเป็นนักแต่งเพลง อาทิ เจโรม เคิร์น, ฮาโรลด์ อาร์เลน, ริชาร์ด รอดเจอร์ส, โคล พอร์เตอร์ แวะเวียนไปมาเป็นประจำ แต่คนที่พ่อสนิทมากที่สุดคือ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ครั้งแรกที่เขาได้ยินมาร์กาเร็ตร้องเพลง ตอนที่เธออายุ 6 ขวบ เมื่อได้ยินเสียงร้อง เมอร์เซอร์เห็นแววอนาคต หากทำงานเป็นนักร้องเธอต้องดังแน่นอน จากนั้นจอห์นนี เมอร์เซอร์ เริ่มสอน เริ่มฝึกให้เธอร้องเพลงอย่างถูกต้อง เมื่อเมอร์เซอร์แต่งเพลงร่วมกับริชาร์ด แผ่นเดโมมักจะให้มาร์กาเร็ตเป็นคนอัดเสียง หลังจากที่พ่อเสียชีวิตในปี 1938 จอห์นนี เมอร์เซอร์ ทำหน้าที่เป็นพ่อบุญธรรม
ปี 1942 จอห์นนี เมอร์เซอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงแคปปิตอล ชวนมาร์กาเร็ต ไวติง มาเป็นนักร้องในสังกัด เธอเป็นนักร้องคนแรกที่แคปปิตอลเซ็นสัญญาด้วย ขณะนั้นเธอเพิ่งจะอายุ 16 ปี มาร์กาเร็ตมีโอกาสออกอากาศร้องเพลงในรายการ YOUR HIT PARADE อีกทั้งบันทึกเสียงเพลง THAT OLD BLACK MAGIC ที่จอห์นนี เมอร์เซอร์ กับฮาโรลด์ อาร์เลน แต่ง โดยมีวง FREDDIE SLACK AND HIS ORCHESTRA เป็นวงแบ็กอัพ ช่วงนั้นเธออายุ 18 ปี จากนั้นเธอยังบันทึกเสียง MY IDEAL ที่คุณพ่อแต่งร่วมกับ LEO ROBIN เพลงสองเพลงข้างต้นขายเกิน 1 ล้านแผ่น
ปี 1944 จอห์นนี เมอร์เซอร์ ไปได้ยินเพลง MOONLIGHT IN VERMONT ที่สองนักแต่งเพลง JOHNNY BLACKBURN กับ KARL SUESSDORF เป็นคนแต่ง ทั้งสองคนยังไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นในวงการเพลง และกำลังหานักร้องเพื่อจะบันทึกเสียงเพลงนี้อยู่ ฝ่ายจอห์นนี เมอร์เซอร์ เมื่อมองเห็นความสำเร็จอยู่ข้างหน้า จึงติดต่อไปยังมาร์กาเร็ต ไวติง เพื่อให้เธอบันทึกเสียง ครั้งแรกเธอถูกทาบทาม เธอปฏิเสธอ้างเหตุผลว่าเธอไม่เคยไปที่รัฐเวอร์มอนต์เลย อีกทั้งคำร้องบางตอนเกี่ยวกับภูมิประเทศและรีสอร์ตสกี เธอฟังแล้วไม่เข้าใจ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ต้องทำความเข้าใจกับเธอ อีกทั้งแนะนำให้มีการเปลี่ยนคำร้องในบางคำ เมอร์เซอร์แนะให้เธอเวลาร้องเพลงนี้พยายามใส่อารมณ์และจินตนาการ แล้วทุกอย่างจะสำเร็จเอง มาร์กาเร็ต ไวติง บันทึกเสียงเพลง MOONLIGHT IN VERMONT กับวงดนตรีของ BILLIE BUTTERFIELD ประสบความสำเร็จขายเกิน 1 ล้านแผ่น อีกทั้งกลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ประจำตัวเธอในเวลาต่อมา จากนั้นอีกหลายปีเธอจึงมีโอกาสไปเยือนรัฐเวอร์มอนต์
ช่วงทศวรรษ 1940s เพื่อนชายสนิทคนหนึ่งของมาร์กาเร็ต ไวติง เป็นนักแต่งเพลงชื่อ วอลเตอร์ กรอสส์ (WALTER GROSS) หลังออกเดตกับเธอหลายครั้ง เกิดแรงบันดาลใจแต่งทำนองเพลง WALTER'S MELODY ขึ้นมา เมื่อมาร์กาเร็ตทราบ จึงแนะนำกรอสส์ให้รู้จักกับแจ็ก ลอว์เรนซ์ (JACK LAWRENCE) นักแต่งคำร้อง เพื่อให้เพลงครบสมบูรณ์แบบ กลายมาเป็นเพลงชื่อ TENDERLY ภายหลังมีนักร้องชื่อดังมากมายนำไปบันทึกเสียงกลายเป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่เป็นที่น่าประหลาดใจที่มาร์กาเร็ต ไวติง ไม่เคยมีโอกาสบันทึกเสียงเพลงนี้เลย
ฤดูร้อนปี 1948 บิลลี รีด (BILLY REID) นักแต่งเพลงชาวอังกฤษแต่งเพลง A TREE IN THE MEADOW ให้กับโดโรธี สไกว์รส์ (DOROTHY SQUIRES) นักร้องสาวที่เขาหลงรัก เมื่อมาร์กาเร็ต ไวติง ทราบข่าว ขอลิขสิทธิ์นำมาบันทึกเสียงในอเมริกา กลายเป็นเพลงฮิตอีกเพลงหนึ่ง ช่วงนี้ที่เธอบันทึกเสียงเพลงป็อปอยู่หลายเพลงที่กลายเป็นเพลงฮิต อาทิ FAR AWAY PLACES, NOW IS THE HOUR รวมทั้งเพลง IT MIGHT AS WELL BE SPRING ที่อยู่ในภาพยนตร์เพลงเรื่อง STATE FAIR ปี 1949 มาร์กาเร็ต ไวติง เปลี่ยนมาร้องเพลงสไตล์คันทรีเวสเทิร์น ร้องคูเอตกับจิมมี เวคลี (JIMMY WAKELY) เพลง SLIPPIN AROUND ที่ทั้งสองบันทึกเสียงได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับหนึ่ง มาร์กาเร็ต ไวติง อยู่กับสังกัดแคปปิตอลนาน 17 ปี จากนั้นย้ายไปอยู่สังกัด DOT ในปี 1958 ออกอัลบั้มชุด GOIN' PLACES ในปี 1960 เธอย้ายไปอยู่กับสังกัด VERVE ออกอัลบั้มเพลงสแตนดาร์ดชุด JEROME KERN SONG BOOK ช่วงนี้ที่กระแสดนตรีร็อกแอนด์โรลมาแรง กลบงานเพลงสแตนดาร์ดของนักร้องทั่วไป รวมทั้งมาร์กาเร็ต ไวติง ช่วงทศวรรษ 1960s มาร์กาเร็ต ไวติง ย้ายกลับมาอยู่กับสังกัดแคปปิตอลออกอัลบั้มชุด LOVE SONGS จากนั้นในปี 1966 ย้ายมาอยู่สังกัดลอนดอนเรคคอร์ดส์ ออกอัลบั้มชุด THE WHEEL OF HURT เพลงไตเติลอัลบั้มกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับ 26 ในบิลบอร์ดชาร์ต นับเป็นเพลงยอดนิยมเพลงสุดท้ายของเธอที่ชาร์ต TOP 40
นอกจากทำงานด้านบันทึกเสียง ออกอัลบั้ม มาร์กาเร็ต ไวติง ยังปรากฏตัวแสดงละครบรอดเวย์อยู่หลายเรื่อง อาทิ GYPSY, PAL JOEY และ CALL ME MADAM รวมทั้งแสดงละครสั้นเรื่อง 4 GIRLS 4 กับเพื่อนนักร้อง KAY STARR, ROSEMARY CLOONEY และ HELEN O'CONNELL เปิดการแสดงตามที่ต่างๆ เป็นเวลาถึง 12 ปี มาร์กาเร็ต ไวติง แสดงภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องตั้งแต่ปี 1955-1985 เรื่องที่โดดเด่นอย่างเช่น SHOWTIME (1955), THE INFORMER (1965), SINBAD AND THE EYE OF THE TIGER (1977) และ TREPASSER (1985) ภาพยนตร์หลายเรื่องเธอเป็นผู้ให้เสียง อาทิ BUGSY THE CIDER HOUSE RULES รวมทั้งเสียงร้องของซูซาน เฮย์เวิร์ด ในภาพยนตร์เรื่อง VALLEY OF THE DOLLS ยุคกลางทศวรรษ 1950s เธอกับน้องสาว บาร์บารา มีรายการทีวีของตัวเองชื่อ THE WHITING GIRLS มาร์กาเร็ต ไวติง ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะทำงาน อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข ผู้ที่เธอเป็นหนี้บุญคุณที่สุดคือ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ซึ่งเสียชีวิตในปี 1976 เมื่อมีการก่อตั้งมูลนิธิจอห์นนี เมอร์เซอร์ ในปี 1994 เธอนั่งเป็นประธาน ปี 1997 เธอกลับสู่เวทีบรอดเวย์อีกครั้ง แสดงในละครเรื่อง DREAM รีวิวเพลงผลงานของจอห์นนี เมอร์เซอร์ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเธอเดินทางไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก เล่าเรื่องราวชีวิตและผลงานของจอห์นนี เมอร์เซอร์ ผ่านเสียงร้องของเธอในละครเพลงเรื่องสั้นชื่อ I REMEMBER JOHNNY บ่อยครั้งที่เธอทำงานเป็นนักร้องรับเชิญให้กับวงออร์เคสตร้าวงใหญ่อย่างเช่น ST.LOUIS SYMPHONY อีกทั้งร้องเพลงตามคาบาเรต์ เรือสำราญ และร้องเพลงตามรายการวาไรตี้และทอล์กโชว์ อย่างเช่น LARRY KING LIVE ทางช่อง CNN เมื่อปี 1999
มาร์กาเร็ต ไวติง แต่งงานมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งแรกกับ HUBBELL ROBINSON ผู้บริหารทีวีเครือข่าย CBS ครั้งที่สองกับ LOU BUSCH นักเปียโน เธอให้กำเนิดเดโบราห์ (DEBORAH) ลูกสาวกับเขา ครั้งที่สามในปี 1958 แต่งงานกับจอห์น ริชาร์ด มัวร์ (JOHN RICHARD MOORE) หนึ่งในผู้ประดิษฐ์คิดค้น PANAVISION ระบบถ่ายภาพยนตร์ ครั้งที่สี่ในปี 1994 กับ JACK WRANGLER ซึ่งเป็นเกย์ เคยทำงานเป็นดารานักแสดงภาพยนตร์ลามก (PORNO) อายุอ่อนกว่าเธอ 22 ปี ก่อนแต่งงานทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยยาวนานกว่าสิบปี เธอทราบดีว่าเขาเป็นเกย์ แต่ JACK WRANGLER เป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์และมีแนวคิดสร้างสรรค์ด้านละครเพลงและคาบาเรต์ เขาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ละครเวทีอยู่หลายเรื่องนานหลายปี จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยโรคถุงลมโป่งพอง (EMPHYSEMA) เมื่อปี 2009
ระยะหลังมาร์กาเร็ต ไวติง ประสบปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อสามีเสียชีวิตเธอย้ายจากอพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์กไปอยู่ที่ LILLIAN BOOTH ACTORS' HOME บ้านพักศิลปินชราในรัฐนิวเจอร์ซีย์เมื่อเดือนมีนาคมปี 2010 อยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตขณะนอนหลับเมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา จากไปโดยธรรมชาติขณะมีอายุ 86 ปี ปิดฉากตำนานอันยิ่งใหญ่ของครอบครัวไวติง ฝากไว้กับคนรุ่นหลังอย่างไม่มีวันลืม