หาก "ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ" คือ สมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทย เราอาจต้องเพิ่มคำว่า "วัฒนธรรมท้องถิ่น" เข้าไปต่อท้ายด้วย
...เพราะปัจจุบันสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้า และบริการได้อย่างมากมาย
ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมและศิลปะดั้งเดิมที่กระจายอยู่ทั่วไปทุกภูมิภาค ถูกจับมาเป็นจุดขายของท้องถิ่น พัฒนาให้เป็นทั้งสินค้าและบริการ โดยใช้ทั้งองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นพื้นฐานสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชุมชน ถูกจับมาเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นสินค้าหรือบริการ จากเศรษฐกิจเล็กๆ สู่สังคมแห่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative industry) อันหมายถึงกลุ่มกิจกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาความคิดที่แปลกใหม่เป็นสิ่งสำคัญ โดยมี "เลย" เป็นจังหวัดนำร่องโครงการดังกล่าว
เพราะความพร้อมของวัตถุดิบทางวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของจังหวัดที่ชัดเจน จึงผลิตสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัด อย่างอำเภอเชียงคาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น, ผีตาโขน อำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย ประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และไวน์ที่ราบสูงภูเรือ สื่อถึงพื้นที่ที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นเหมาะแก่การผลิตไวน์ชั้นยอด เป็นต้น
อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จังหวัดเลยว่า เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแค่อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ผนวกกับภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นให้ได้รับการพัฒนาต่อยอดผนวกความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน จะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่จะสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับจังหวัดได้ นอกจากนั้นจังหวัดเลยยังมีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) จึงเป็นจุดสำคัญในการเปิดประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย
"จังหวัดเลยเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดนำร่อง ภายใต้โครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ พร้อมส่งเสริมให้เป็นเมืองต้นแบบแก่ผู้ประกอบการและประชาชนผู้สนใจในจังหวัดอื่น การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เนื่องจากประเทศไทยได้ชื่อว่ามีความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรม ต่างชาติที่เดินเข้ามาท่องเที่ยวในไทยหลายคนติดใจในความงดงามของประเพณีวัฒนธรรมสภาพแวดล้อมที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร และท้องทะเลที่คงความเป็นธรรมชาติของบ้านเรา
"สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่เราไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร เพียงแค่นำสิ่งที่เรามีอยู่มากมายนี้มาคิดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ทำให้ผู้ประกอบการมีกำลังใจที่จะพัฒนาธุรกิจของตนให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน" อลงกรณ์ย้ำ
ด้าน ปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาฯ กล่าวว่า สินค้าสร้างสรรค์ของไทยเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติทำให้ผู้ผลิตของแต่ละจังหวัดมียอดสั่งซื้อจำนวนมากจนแทบผลิตไม่ทัน สำหรับสินค้าเด่นของจังหวัดเลยคือไวน์ ซาโตว์ เดอ เลย ซึ่งมีการพัฒนาแบรนด์และคุณภาพให้ทัดเทียมกับต่างชาติ และได้นำขึ้นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
ปัจฉิมา ยังกล่าวเสริมต่อว่า โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ "เชื่อมเลย เชื่อมลาว เชื่อมโลก" จัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ มีเป้าหมายให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอาเซียน เพื่อยกระดับ สร้างรากฐานและปลูกฝังความสามารถในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์
นอกเหนือจากจะมีจุดแข็งและความโดดเด่นในเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นแล้ว จังหวัดเลยมีเม็ดเงินหมุนเวียนไหลสะพัด อันเป็นผลมาจากการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว
อภิชาติ คำเกษม หนึ่งในผู้ที่เริ่มจับธุรกิจการนำของท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ส่งออก โดยใช้สัญลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อย่าง "ผีตาโขน" มาสร้างเป็นผลงานศิลปะและของที่ระลึกสารพัดอย่าง เช่น แก้วเปเปอร์มาเช่, พวงกุญแจ,โมเดล, ดินสอผีตาโขน เป็นต้น
"ผีตาโขนเป็นของพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่น และมีมากในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย เป็นหน้ากากของไทยใช้ในการละเล่นทางพระพุทธศาสนาหรือบุญหลวงที่จัดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 และต้องจัดให้เสร็จก่อน 15 ค่ำเดือน 8 เป็นประจำทุกปี จริงๆ แล้วที่ทำผีตาโขนเป็นของระลึก ต้องการสื่อถึงความเป็นศิลปะ ผีตาโขนเป็นความเชื่อหนึ่งสืบต่อกันมานานจากรุ่นสู่รุ่น เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มีความเชื่อว่าเมื่อนำมาเล่นแล้วจะทำให้การดำเนินชีวิตดีขึ้น อยู่ดีกินดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล ประเพณีผีตาโขนจึงมีการละเล่นจนถึงในปัจจุบัน" อภิชาตเล่า
สำหรับข้อสงสัยที่ว่า หน้ากากของผีตาโขนแท้จริงแล้วมีรูปลักษณ์อย่างไร อภิชาตอธิบายว่าในอดีตหน้ากากผีตาโขนจะไม่มีสีสันมากนัก หรือเป็นสีโทนธรรมชาติจากดินขาว ปูนแดง เพราะฉะนั้นลวดลายจะมีน้อย ต่อมาเมื่อมีการสอนศิลปะในโรงเรียน ก็มีการประยุกต์นำศิลปะสมัยใหม่มาแต่งเติมให้ผีตาโขนมีสีสันมากขึ้น แต่ของโบราณจริงๆ จมูกจะสั้น ไม่มีสีฉูดฉาด ตรงที่เป็นหวดจะไม่มีลาย ซึ่งตอนนี้จดสิทธิบัตรให้ผีตาโขนเป็นทรัพย์สินของภูมิปัญญาไทย ให้เป็นสมบัติของชาวจังหวัดเลย และกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตรการทำเปเปอร์มาเช่ของที่ระลึกผีตาโขน ที่เป็นของท้องถิ่นจังหวัดเลยต่อไป
นี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของการแปรรูปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่เหนืออื่นใดคือต้องพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพ แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง
โดย: นภสร ไชยคำภา
ที่มา: bangkokbiznews.com / 4 มกราคม 2554