ธนัดดา สว่างเดือน : 'ฉันคือเอรี่' ผู้หญิง 'ขายตัว'


เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงกลางคืนอยู่ในมุมมืด เมื่อถูกฉายออกมาในที่แจ้งใครบ้างที่ไม่อยากรู้ ใครบ้างไม่อยากฟัง ชีวิตของลูกผู้หญิงที่พาตัวเองสู่ซ่องในฐานะโสเภณี ขายตัวเพื่อแลกเงิน ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเกือบทั้งหมดถอนตัวไม่ขึ้น ด้วยเหตุผลนานับประการสุดแต่ใครจะหามากล่าวอ้าง เช่น ไม่มีใครยอมรับโสเภณีเขาทำงานแม้ว่าพวกเธอจะพยายามแค่ไหน แต่ด้วยข้อจำกัดของอายุขัยที่ใกล้วัยชราประกอบกับขาดประสบการณ์งานที่เหลือสำหรับพวกเธอจึงมีทางเลือกไม่มาก

ล่าสุดมีโสเภณีคนหนึ่งได้เขียนนิยายปลอกเปลือกชีวิตของตัวเองจนถึงเม็ดในไม่มีปกปิดบังอะไรทั้งสิ้น "ธนัดดา สว่างเดือน" หญิงวัย 42 ปี ยอมให้เรียกว่าเธอเป็นผู้หญิงกลางคืน ขายตัว โสเภณี หรืออะไรก็แล้วได้แต่ไม่ใช่พวกแย่งสามีชาวบ้านเธอ แค่ผู้หญิงให้บริการทางเพศนอนกับผู้ชาย ไม่ได้ผูกมัดมาเป็นสามีให้ภรรยาต้องเดือดร้อนรำคาญใจ แต่การการเข้าสู่วงการนี้เธอยอมรับ ว่า ขาดสติเดินทางผิดจนพลาดพลั้งหลงเริงรำบำอยู่ในแสงสลัวสีแดงในห้องแคบๆ จนลืมมองอนาคตของตัวเอง

ประสบการณ์ที่หลายคนบอกว่ามัน คือ บทเรียนชีวิต แต่สำหรับ "ธนัดดา" คงเป็นบทเรียนเล่มหนาที่บางครั้งเธอไม่ทันได้กลับไปพลิกทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาเพราะเก็บไว้ในลิ้นชักที่แน่นหนา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอมานั่งคิดวิเคราะห์ชีวิตที่ผ่านมา แล้วลงมือเขียนด้วยปากกาถ่ายทอดลงแผ่นกระดาษ 120 หน้า เขียนบรรยายบอกเล่าเรื่องราวชีวิตทุกฉากทุกตอนที่ผ่านมาทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายใช้ ชื่อหนังสือ "ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน" นิยายชีวิตของเธอเข้าตากรรมการเอาชนะหนังสือหลายเล่มเข้ารอบจนได้รับ "รางวัลชมนาด" ของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาร ซึ่งจัดงานนี้อยู่ภายใต้แนวคิด The Best Non-Fiction of Thailand เป็นโครงการประกวดงานเขียนต้นฉบับของนักเขียนสตรีไทยประเภทสารคดีเพื่อก้าวเข้าสู่ผลงานระดับชาติ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหนังสือของเธอได้รับรางวัลนี่ เป็นสิ่งที่โสเภณีอย่างเธอภาคภูมิใจและดีใจที่สุด มันคือเรื่องดีที่สุดในชีวิตแย่ๆที่ผ่านมา แต่เธอไม่ได้ต้องการให้ใครมาเลียนแบบชีวิตที่สังคมยังไม่ยอมรับ ขณะที่เธอกล้าที่จะออกมาเผชิญหน้ากับสังคมบอกกับคนให้รู้ว่าชีวิตนี้ผ่านผู้ชายมาแล้วนับไม่ถ้วน แลกกับเงินนับล้าน แต่ไม่มีเหลือสักบาทเดียว

ความหวังของเด็กหญิงที่เรียนจบแค่ม.3ไปลักลอบมีเพศสัมพันธ์กับญาตินามสกุลเดียวกันจนติดโรคซิฟิลิสและตั้งท้องแม้จะพยายามทำแท้งถึง 4 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องเอาเด็กไว้เพราะทนเจ็บไม่ไหว จากนั้นมาชีวิตของเด็กหญิงที่หมดหนทางเรียนต่อหมดทั้งคุณสมบัติและขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงผันชีวิตมาขายตัวโดยการชักชวนจากเพื่อนที่ไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน ถูกหลอกลวงว่าจะให้ไปทำงาน แต่สุดท้ายต้องไปขายตัวและเธอได้เงินก้อนแรกมาโดยไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะแขกสงสารจึงให้ค่ารถกลับบ้าน แทนที่จะกลับบ้าน กลับคิดว่าได้เงินมาง่ายๆ จึงตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อค้าประเวณี ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นที่ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน

หลังจากตีตราเป็นโสเภณีมืออาชีพเธอได้โบยบินขยายอาณาเขตการหากินออกไปอีกเลือกเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น จนกระทั่งเธอส่งออกตัวเองไปในต่างประเทศสำเร็จเพื่อขายตัวแลกกับเงินที่มากกว่าอยู่เมืองไทย แต่ต้องใช้ความอดทนอย่างหนักกับศึกในแต่ละวันเพราะโสเภณีที่นั้นนับยอดแขกกันเป็นหลักครึ่งร้อย จนเธอผวาคิดจะถอนตัว แต่เมื่อเห็นเงินความคิดกลัวหายวับทันที ทำงานเพียงแค่ถลกกระโปรงใช้แค่ท่อนล่างไม่ต้องแก้ผ้าทั้งหมดทำเวลา วิ่งรอบตึกเข้าห้องนั้นออกห้องนี้เสร็จกิจใน 20 นาที หากเกินกว่านั้นต้องคิดเพิ่ม แค่เงินหลักพันหลักหมื่นเพียงพอแล้วสำหรับคนจนอย่างเธอที่ไม่เคยได้ถือเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน

ชีวิตโสเภณีของ "ธนัดดา" ยังมีเรื่องราวมากมายหลังจากเธอโกอินเตอร์เดินสายขายตัวหลายประเทศในเอเซีย แม้กระทั่งใช้ชีวิตอยู่กับหัวหน้าแก๊ง "ยากูซ่า" อันดับ 5 ของญี่ปุ่นมาแล้ว เผชิญชีวิตในต่างแดนที่แสนทรหด อดทน เลือดสาด เรื่องดีๆไม่คิดจะทำเลือกทำแต่สิ่งเลวร้าย การพนัน ยาเสพติด(ยานอนหลับ) กินเหล้าเมามาย ทั้งหมด คือ สิ่งที่เธออยากถ่ายทอดเพื่อเตือนสติเยาวชนที่ได้อ่านเรื่องราวผิดพลาดของเธอเป็นอุทาหรณ์สอนใจเยาวชนที่กำลังหลงผิดใช้ชีวิตอย่างประมาทให้ฉุกคิด เพื่อจะได้ตั้งใจเรียน อย่างมีแฟนในวัยเรียน

ผลจากการที่เธอเป็นหญิงขายบริการทำให้เธอต้องติดคุกมาแล้วเกือบทุกประเทศที่เหยียบย่างเข้าไป แม้แต่ในประเทศไทยเธอก็ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำนานถึง 3 ปี 2 เดือน เพียงเพราะเห็นเธอเป็นโสเภณีไร้การศึกษาถูกหลอกเข้าโรงแรมไปข่มขืน แต่สุดท้ายเธอกลับถูกตั้งข้อหาคดีอาญา ตำรวจกล่อมให้รับสารภาพแล้วจะปล่อยไปแต่แล้วเธอต้องมาใช้ชีวิตในคุก

เรื่องราวของ"ธนัดดา" ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตอนต่อไปจะนำเสนอบทสัมภาษณ์การเปิดเผยโฉมหน้าพร้อมกับคำบอกเล่า ถึงการใช้ชีวิตการค้าประเวณี วิธีการหาลูกค้า จำนวนแขกที่เธอรับได้แต่ละวัน ชีวิตเสเพลในต่างแดนไปจนถึงการใช้ชีวิตกับ"ยากูซ่า" และรายได้มหาศาลจากเรือนร่างของเธอหายไปไหนหมด และจบด้วยบทเรียนสุดท้าย คือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่เธอเรียกร้องจากสังคมผู้ดี


บทสัมภาษณ์ "ธนัดดา สว่างเดือน" หญิงวัย 42 ปี เจ้าของรางวัลชมนาด จากผลงานเรื่อง "ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน" เกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องไปขายตัวถึงเมืองนอกซึ่งเรื่องราวในหนังสือคือชีวิตจริงที่เธอประสบมาและไม่อยากให้เด็กวัยรุ่นเลียบแบบและเลือกชีวิตแบบเธอ อยากให้เรื่องที่เขียนเป็นอุทาหรณ์สอนใจ แม้จะเป็นเรื่องราวในมุมมืดที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับ แต่อยากให้ผู้ปกครองแนะนำให้ลูกอ่าน เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากพูดถึงอยากเล่าอยากบอกคนอื่น เพราะมันเป็นเรื่องที่จี้ใจรู้สึกผิดทุกครั้งที่นึกถึงมัน คิดแค่ว่าได้เขียนระบายความรู้สึก แต่ตอนนี้คิดว่าถ้ามีพ่อแม่ที่มีลูกในวัย ม.2-ม.3 สามารถเอาหนังสือไปให้ลูกเขาอ่านแล้วสอนลูกได้ว่า ถ้าลูกของเขาเลือกชีวิตอย่างเรา ไม่สนใจการเรียน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ มีแฟนในวัยเรียน เลือกอาชีพขายบริการผลก็ต้องออกมาอย่างในหนังสือ ต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้าย ต้องเจออะไรที่รออยู่ข้างหน้าบ้างครั้งเกือบเสียชีวิต และเป็นอุทาหรณ์สอนพวกเขาได้

"ธนัดดา"เริ่มเล่าย้อนชีวิตในวัยเด็กของเธอจากเด็กนักเรียนสู่เส้นทางการขายตัวที่ไม่อยากให้เด็กๆเยาวชนที่กำลังเดินทางผิด พบชะตากรรมเดียวกับเธอได้ฉุกคิด มีสติ ไตร่ตรอง เพราะเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ล้วนเป็นเรื่องราวที่ไม่ควรมีใครเอาเป็นเยี่ยงย่าง แต่มันเป็นการสัะท้อนผลของการกระทำจะดีหรือเลวอยู่ที่ตัวเองจะเลือกแบบไหน

"บางทีมีคนมาถามว่าทำไมต้องมาทำอาชีพขายตัว ทำไมไม่เลือกอาชีพอื่นที่สุจริต ก็เพราะตนเลือกอาชีพนี้แล้วตอนนี้ก็ได้ผลอยู่ที่ตัวเองแล้ว" ประโยคเริ่มต้นที่เธอกล่าว ก่อนจะให้เหตุผลว่าเพราะเคยไปทำงานกินเงินเดือนมาแล้วอยู่ในองค์กรที่ดูดี หรูหรา แต่คนมันเหมือนกันหมด มีรักโลภ โกรธหลง คือ มองเราแค่พฤติกรรม แต่เขาไม่ได้มองถึงจิตใจเคยได้ไปสัมผัสกับคนที่ทำงานดีๆ มาแล้วหลายๆ อาชีพ สุดท้ายแล้วก็คิดว่าความเป็นคนมันเหมือนกัน มองในมุมที่ว่าคนที่ชอบไปแย่งผัว แย่งเมียเขา คนมักจะคิดว่าคนที่ทำงานเป็นผู้หญิงกลางคืนเป็นพวกบาป ที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยก

"แต่พอได้ไปทำงานตรงนั้น รู้สึกว่าผู้หญิงที่ไปยุ่งกับลูกกับผัวเขา คือ ผู้หญิงดีๆทั้งนั้นเลย นี่คือมุมมองความคิดของดิฉัน คนอื่นฉันไม่รู้ อย่างผู้ชายที่มาเที่ยวผู้หญิงหาเงินแค่จ่ายเงินก็จบกัน แต่ถ้าเขาไปติดผู้หญิงที่ไม่ใช่ผู้หญิงบริการ มันต้องมีการเลี้ยงดูส่งเสียกัน อีกฝ่ายก็ไม่ยอมฉันเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะ มันเลยกลายเป็นปัญหาเมียน้อย เมียหลวง ซึ่งอีกมุมหนึ่งคนก็จะมองว่าผู้หญิงกลางคืน คือ ผู้หญิงไม่ดี ชอบทำให้ครอบครัวเขาร้าวฉาน พาสามีฉันไปสำมะเลเทเมา จริงๆ แล้วคนเราเหมือนกันหมดอยู่ที่นิสัยสันดาน เพราะฉันเคยเจอคนระดับหัวหน้าเขาก็มีสามี แต่เขาก็มายุ่งกับคนในระดับเดียวกันเห็นภาพที่มันลามกมาก เขาทำได้ยังไง พอตกตอนเย็นสามีก็มารับกลับบ้าน ฉันเป็นคนชอบศึกษาคนว่าคนเราเป็นอย่างไรบ้าง ไม่รู้จะแบ่งแยกอะไรกันหนักหนาไม่นานก็ตายกันแล้ว"

ธนัดดา เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของเธอว่า อยู่ในครอบครัวที่เมื่อก่อนจะคิดว่าพอมีพอกิน แต่พอโตขึ้นมาไม่ใช่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน คุณพ่อทำงานเป็นช่างไม้เฟอร์นิเจอร์ และมีภรรยาน้อย เมื่อก่อนแม่ทำงานโรงทอผ้า สมัยเด็กๆ มีพี่น้อง 4 คน ธนัดดาเป็นลูกคนสุดท้อง เด็กๆชอบไปอยู่กับปู่กับย่าเพราะจะมีเงินให้ไปโรงเรียนให้ซื้อขนมซื้อข้าวกิน จึงลดภาระให้พ่อกับแม่ไปได้บ้าง พอโตขึ้นก็มีความรู้สึกว่าบ้านเรามันจนนะ พ่อก็ไปทำงานที่ต่างประเทศ(ซาอุดิอาระเบีย)ต้องจำนอง จำนำที่ดิน สุดท้ายที่ดินเราก็ถูกโกงไป เราก็เร่ร่อนหนักกว่าเดิมแล้ว เพราะไม่มีที่อยู่ต้องไปเช่าบ้าน ไปขออาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง พอเรียน ม.3ไปชอบผู้ชายคนหนึ่งเป็นญาติพี่น้อง นั่นคือ จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตนมีวันนี้

"ตอนนั้นอายุประมาณ 16-17 ปี และไปได้เสียกันครั้งแรก ครั้งเดียว แล้วก็ท้องแถมยังติดโรค(ซิฟิลิส)มาด้วย ทำให้มองย้อนว่าเราทำงานเป็นอาชีพขายบริการมาเป็นเวลา 20 ปี ถึงแม้ไม่ได้ขายต่อเนื่องในขณะนั้น แต่ไม่เคยติดโรคเลยจากการทำงาน แต่สามีครั้งเดียวทีเดียวติดโรคซิฟิลิสมาด้วย ถามว่าวันนั้นเสียใจมั้ย ไม่เสียใจ แต่ตอนนี้ เสียใจมาก ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ตอนนั้นเรียบจบ ม. 3 พอดี แล้วไปสอบเข้าเรียนใหม่และสอบติดแต่ มีปัญหา 2 อย่าง คือ ท้อง ไม่มีเงินเรียนต่อ ขนาดเรียน ม.3 ยังติดค่าเทอมโรงเรียนไว้ถ้าไม่ไปจ่ายก็ไม่ให้จบ เป็นอะไรที่แย่มาก"

ระหว่างที่ท้องลำบากมากทำแท้งมา 4 ครั้ง เพื่อจะเอาเด็กออกเพราะอยากกลับไปเรียนต่อ แต่ว่าทำ 4 ครั้งก็ไม่ออกเลย ครั้งล่าสุดเด็ก 4 เดือนแล้ว สุดท้ายก็ไม่ทำเลยต้องปล่อยไป เพราะเราทนไม่ได้มันเจ็บมาก หลังจากนั้นก็คลอดลูกออกมา แต่สามีก็เป็นญาติพี่น้องกัน คือ เป็นลูกของอาเราใช้นามสกุลเดียวกัน เรามาได้เสียกันเองมันเป็นอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน"

"เพราะเราไม่ได้รับความคิดจากญาติพี่น้องและมีครอบครัวที่อบอุ่น พอได้สามีมาก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่กระตือรือร้นที่จะทำงาน เพราะยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ คลอดลูกออกมาก็รู้สึกลำบากมาก ตนก็ไปทำงานก่อนที่จะขายบริการก็ไปทำงานมาหลายอย่างแล้ว รับจ้างล้างจาน , รับจ้างทำความสะอาดบ้าน คือ ทำอะไรก็ได้ในความคิดของเด็กที่ต้องหาเงินให้ได้ พอคลอดลูกมาได้เดือนกว่าๆไปเป็นพนักงานขายในห้างแห่งหนึ่ง ยืนขายของทั้งวัน ตอนนั้นน้ำนมยังไม่หมดก็ไหล เป็นอะไรที่ทรมานเงินก็ไม่มี ตอนนั้นได้เงินเดือน 3,000กว่าบาท ก็ไม่พอซื้อนมให้ลูกสามีก็ไม่สนใจเพราะแฟนไปอยู่บ้านเขา จนสุดท้ายงานหมดมีแค่ 3 เดือน กลุ้มใจไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกแม่ก็ยากจน บ้านก็ต้องเช่า พ่อก็ไปทำงานที่ต่างประเทศ"

เพื่อนมาชวนว่าไปทำงานที่พัทยาบอกว่าจะได้ เดือนละ 5 พันบาท ไปเป็นบาร์เทนดี้คอยเสิร์ฟคอยชงเหล้า เห็นว่าเป็นงานดี งานสบายเลยไป โดยไม่รู้เรื่องโลกภายนอก ว่า ผู้หญิงกลางคืนเขาเป็นแบบไหนโสเภณีเป็นอย่างไร จนไปถึงพัทยา เพื่อนพาไปทำงานเหมือนเป็นการนั่งตู้ตามที่เขียนในหนังสือ เขาจะติดเบอร์กัน นั่งอยู่ 4 วันก็ไม่มีใครเลือกนั่งรอคนเดียวจนปิดร้าน มีผู้หญิงเกือบ100 คน ในตู้รอให้แขกมาเลือกไป ทุกคนในตู้ไม่เคยคุยกับเพื่อนรอบข้างเลย แต่เพื่อนที่มาด้วยกันถูกแขกออฟออกไปแล้ว เหลือฉันคนเดียว 4 วันต้องเดินมาทำงานก็ไปอาศัยอยู่กับใครไม่รู้ซึ่งเพื่อนเอามาทิ้งไว้ที่พัทยา เหลือเงินอยู่ 4 บาท หิวข้าว เงินก็ไม่มี ค่ารถกลับบ้านก็ไม่มีทำไงดี ด้วยความที่เราก็ไม่ได้ถามคนรอบข้าง เห็นแต่แขกออฟออกไป ไปนั่งห้องคาราโอเกะชงเหล้ากัน

นั่นคือความคิดของตนว่า ถ้ามีแขกเลือกเราเดี๋ยวเราต้องไปนั่งทำงานอย่างนั้น เดี๋ยวเราจะได้ทริป ได้เงินเดือน คือ คิดแค่นั้น แล้วสุดท้ายแขกก็พาไปโรงแรมหลังเจ๊แกช่วยดันให้แขกเป็นไกด์ชาวญี่ปุ่น ตอนนั้นรู้ตัวแล้วว่ามันต้องขายตัวแน่ ในลักษณะนี้เราก็เลยคุยกับแขกสองคนเลยว่า "พี่หนูไม่เคยทำงานแบบนี้ปล่อยหนูไปได้ไหม" ไม่เคยทำงานแล้วมาได้ไงแขกถาม ก็บอกไปว่าเพื่อนหลอกมา แขกก็ให้เงินมา 4 พันบาท เขาสงสารแล้วบอกว่าให้กลับบ้านไปเลยซื้อนมให้ลูกแล้วไม่ต้องกลับมาพัทยาอีกนะ" ตอนนั้นน้ำนมไหลออกมาพอดี

จากนั้นจึงได้เกิดความคิดโลภขึ้นมาว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเราไม่ได้ทำอะไรเลยได้เงิน 4 พันบาท ถ้าทำงานต่อไปเราเก็บเงินสักหน่อย ก็หาเงินซื้อนมให้ลูกทำสัก 2-3เดือน แล้วค่อยเลิก จึงตัดสินใจทำงาน เพราะถ้ากลับมากรุงเทพไม่รู้จะทำงานอะไร ความรู้ก็แค่ ม.3 บ้านก็ยังต้องเช่า คิดอย่างเดียวต้องมีบ้านให้พ่อแม่อยู่จึงยอมทำ ตอนนี้เริ่มยอมรับสภาพ แขกคนแรกเป็นผู้ชายไทยและได้ทำงานกับต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง แขกคนที่ 2 ก็ยังเป็นคนไทยเขาเป็นไกด์ คือ ต้องไป เพราะถูกบังคับจากทางร้านจริงๆแม่จะไม่ชอบไปกับคนไทย ทั้งชีวิตขายตัวนอนกับผู้ชายไทยแค่ 2 ครั้ง ไม่เคยทำงานกับคนไทย แล้วก็ไม่ทำด้วย กลับมาอยู่กรุงเทพอีกครั้งหลังจากที่ทำงานที่พัทยาอยู่ 8 เดือน มีแขกเลี้ยงอยู่ 5-6เดือน ไม่อยากขายตัวแล้ว จึงไปขายบุหรี่ รับจ้างได้ซองละ 5 บาท ขายไปรู้สึกไม่พอใช้ได้วันละ 100 กว่าบาท จึงได้ลองขายเทป ได้วันละ 200-300 บาท ได้มาขึ้นมาหน่อยรู้สึกยังไม่พอใช้อีกเอาเงินไปเที่ยวเล่นกับพวกแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซต์ เพราะเคยได้เงินมากก็เลยเลิก

บังเอิญมีคนมาติดต่อว่าให้ไปทำงานที่ฮ่องกง บอกว่าเงินดีเลยตอบตกลง เขาไม่ได้บอกเงื่อนไขว่าต้องไปทำงานเท่าไหร่ ใช้หนี้เท่าไหร่ เราไม่รู้ไปอย่างเดียว เขาพูดกันว่าแขกเยอะวันละ 40-50 คน คิดว่าไม่ไหวแน่ เพราะไม่เชื่อว่าใครจะรับได้วันละ 40-50 คน คิดว่าเขาหลอกเพื่อทดลองความกล้า พอไปถึงฮ่องกงเป็นจริง ลงจากเครื่องก็เรียกไปทำงานเลย วันแรกรับแขก 2 คน อีกวันทนไม่ไหวขอกลับบ้านแล้วเพราะเหนื่อยจริงๆ ได้ยินคนไทยเขาคุยกันว่าได้แขกกี่คน คนหนึ่งบอก 30 อีกคนบอก 40 ตกใจมากเลยอยากกลับบ้าน แต่คนพามาบอกว่าไม่ได้มาแล้วต้องทำงานใช้หนี้ก่อนไม่งั้นกลับบ้านไม่ได้ จึงยอมทำไปทำเท่าที่เรารับได้แล้วกัน แต่ไม่เคยถึง 40-50เหมือนเขาว่ากัน ถามเพื่อนว่าได้เท่าไหร่ แล้วเเขาก็จะปั่นรอบแข่งกัน

"การทำงานแค่ 20 นาที ไม่มีการเปลื้องผ้าแค่ถลกกระโปรง วิ่งทำรอบตามตึก ถ้าเกินเวลา 20 นาที ชาร์จอย่างเดียวแขกจะเสร็จหรือไม่เสร็จไม่รู้ถ้าเกินต้องจ่ายเพิ่มเท่านั้น สุดท้ายทำงานใช้หนี้ 8 วันก็หมดใน 150 คน ซึ่งเราไม่ได้อะไรเลย จนต้องโกงเงินเฮียโดยฮั้วกับคนกลางว่าถ้าทำได้ 30 คนให้บอกว่า 20 คนแล้วมาแบ่งกัน จึงมีเงินเก็บเป็นแสน แล้วเดินให้ตำรวจจับเลย เพราะอยากกลับเมืองไทย แต่กลับบ้านมาได้เพราะไม่มีตั๋วเครื่องบิน ได้เงินเงิน 70,000-80,000 บาท ดีใจมากเลย อายุ 17-18 ได้เงินขนาดนี้เอามาให้พ่อแม่อยู่เมืองไทยไม่เกิน10 วันเงินหมด

หลังจากนั้น มีคนมาติดต่อไปญี่ปุ่นตัดสินใจไปชวนเพื่อนจากพัทยาที่อยากไปต่างประเทศไปกัน 7 คน ไปญี่ปุ่นก็เจอปัญหามากมายไปอยู่กับแก๊งยากูซ่า บรรยากาศมันใช่แบบที่เราเห็นความเป็นอยู่ที่เห็นก็ไม่ใช่ มันแตกต่างกันมากมันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เราเห็นในละครหรือภาพยนตร์ที่เขานำแต่มุมดีดีมาฉาย ที่ญี่ปุ่นหาเงินง่ายมากขายตัวใช้หนี้กัน 5-8 แสนบาทเวลาประมาณ 2-3 เดือนก็หมดแล้ว จากนั้นไม่คิดทำอะไรแล้วกินน้อยเที่ยวเล่น ติดเพื่อนชักจูงกันไปมาก็ไปติด ยาเสพติด ติดผู้ชาย ติดการพนัน หาได้เท่าไหร่ก็หมดไปกับการพนันหมด หนังสือเล่มนี้จะสอนให้คนเรามีสติ ถ้ามัวแต่หลงระเริงจะไม่เหลืออะไรเลยเช่น "ธนัดดา" ได้มาง่ายก็จ่ายง่ายชีวิตไม่มีอะไรดีเลย

ในตอนต่อไปจะเล่าถึงการใช้ชีวิตในแดนปลาดิบกับแก๊งยากูซ่าชีวิตสุขสบายไม่ต้องทำงานทำอะไรแต่จบลงด้วยเลือดกลบปากฟันหลุดกระเด็น นอนคุก ติดยา เพราะเลิกอาชีพโสเภณีและนิสัยเกเรไม่ได้





ที่มา: matichon.co.th / 06 มกราคม 2554

Tags: interview, writer

Views: 4587

Reply to This

Replies to This Discussion

รอติดตามบทความค่ะ

RSS

© 2009-2014   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service