ละครเวทีปี 53 ในเครื่องหมายคำถาม


อาจกล่าวได้ว่าทั้งปริมาณและคุณภาพ ละครเวทีปีเสือมีมากขึ้นก็จริง แต่ถ้าถามว่ากลุ่มผู้ชมสนใจมากขึ้นตามหรือไม่นั้น ยังอยู่ในเครื่องหมายคำถาม

แม้จะขึ้นๆ ลงๆ มาหลายปี แต่ในที่สุด "หนังนอกกระแส" ของปี 2010 ก็ไม่ได้ลุ่มๆ ดอนๆ อีกต่อไป เนื่องเพราะปีเสือดุที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น หนังไทยขนาดเล็กและปานกลางหลายเรื่อง เดินทางไปสร้างชื่อตามเทศกาลและเวทีรางวัลอย่างต่อเนื่อง และแม้จะไม่ได้มียอดขาย CD ถล่มทลายเหมือนในอดีต แต่อุตสาหกรรมดนตรียุคใหม่ ก็แตกตัวไปสู่สไตล์ใหม่ๆ ที่สามารถสร้างคนฟังเฉพาะกลุ่มขึ้นมาได้

แต่ความเคลื่อนไหวโดยรวมนี้ ยังมีคำถามที่มองไปยังแวดวงศิลปะละครเวทีของปี 2010 ซึ่งสะท้อนภาพออกมาหลายๆ ด้าน วันนี้จึงนับเป็นโอกาสอันดี ที่ "จุดประกาย" จะมองบริบทต่างๆ ผ่านหลายสายตาของนักดูและคนทำละครในบ้านเรา ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ดูเหมือนศิลปะการแสดงแขนงนี้ จะมีความหวังมากกว่าชวนให้ "รันทดหดหู่" เฉกเช่นบางปีในอดีต

................................

สุวรรณดี จักราวรวุธ มือวางอันดับต้นๆ คนหนึ่งของยุทธจักรแวดวงนี้ ให้สัมภาษณ์กับ "จุดประกาย" ว่า ภาพรวมละครเวทีในปีที่ผ่านมายังคงเป็นปีที่มีงานละครทั้งใหญ่เล็กต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกลุ่มละครโรงเล็กที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสร้างงานต่างๆ แทบทุกเดือน

"..จะเห็นว่างานละครเวทีสามารถติดตามได้ง่ายและสะดวกขึ้น แต่ปริมาณงานที่หลากหลายขึ้น กลับไม่สามารถสร้างแรงเคลื่อนไหวให้ผู้ชมส่วนใหญ่เข้าถึงและรับรู้ได้เพียงพอ เพราะขาดทั้งโอกาส กำลังทุนและแรงสนับสนุนในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์กระแสหลัก และความจริงที่น่าเศร้าใจตอกย้ำว่า แม้แต่ผู้ทำหน้าที่สื่อเองก็ยังขาดองค์ความรู้เข้าใจงานศิลปะประเภทนี้ คนทำงานสื่อรุ่นใหม่ (เน้นเฉพาะสื่อกระแสหลัก) ไม่ได้เพิ่มพูนความรู้และการศึกษาจริงจังเพียงพอ ที่จะเสนอแนะทางเลือกและรสนิยมหลากหลายให้กับประชาชน"

ผู้กำกับละครคุณภาพที่ทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานคนหนึ่งของบ้านเราแจกแจงว่า เขารู้สึกว่าละครเวทีหลายส่วน ยังตกอยู่ภายใต้กระแสตลาดเกินกว่าจะกล้าริเริ่มกลั่นกรองวิเคราะห์ขยายสุนทรียศาสตร์ของศิลปะแขนงนี้อย่างยั่งยืน

"..แต่อย่างไรก็ดี ยังมีสื่อทางเลือกต่างๆ ที่พยายามสอดแทรกข่าวสารเหล่านี้เป็นระยะๆ แต่ก็ทำให้งานละครเวทีเป็นได้แค่บันเทิงทางเลือกเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชนทั่วไปเท่านั้น"

เธอบอกว่าช่วงปีที่ผ่านมา ผลกระทบทางทั้งเศรษฐกิจการเมืองมีผลอย่างสูงกับอารมณ์และการตัดสินใจของผู้บริโภค

"มันยิ่งทำให้ละครเวทีเป็นตัวเลือกสุดท้ายของงานศิลปะบันเทิงด้วยกัน ในฐานะผู้สร้างงานก็ต้องระมัดระวังบริหารความเสี่ยงเพื่อหาสมดุลด้วยเช่นกัน จังหวะของการเลือกผลิตและสร้างงานคำนึงถึงความพร้อมทั้งด้านทุนและกำลังผลิตรวมถึงบรรยากาศสังคมขณะนั้น"

กระนั้นก็ดี ในปีที่ผ่านไป สุวรรณดี ชื่นชมในการทำงานบางส่วนของแวดวงละครเวที

"ดรีมบอกซ์เองจัดงานคอนเสิร์ตละครเพลงครบรอบ 20 ปี An Enchanted night with songs from our musicals ตอนต้นปี กับละครเพลงฟีลกู๊ดเรื่อง น้ำใสใจจริง นอกนั้นก็คอยสนับสนุนกลุ่มละครเล็กที่น่าสนใจทั้งใหม่เก่าให้ผู้ชมทั่วไปเข้าถึงง่ายขึ้น โดยสร้างโรงละครขนาดเล็กอย่าง BlueBox Studio ขึ้นรองรับ ละครประเภทนี้เน้นคุณภาพการแสดงและเนื้อหาที่จะสื่อสารกับผู้ชมเป็นหลัก มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สร้างแรงกระทบใจได้ลึกซึ้ง เช่น water/time ของกลุ่มไลฟ์เธียเตอร์ พระเจ้าเซ็ง ของกลุ่มแปดคูณแปด เด็กพิเศษ ของกลุ่มสปริงเธียเตอร์ สามสาวทรามทราม ของกลุ่มโพลก้าด็อท เมล็ดพันธุ์คนละครรุ่นใหม่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ต่อสู้ฝ่าฟันแรงเสียดทานของโอกาสและพื้นที่สื่อ ที่จะทำให้ศิลปะการแสดงแขนงนี้หยั่งรากเข้าถึงการรับรู้ของผู้ชมทั่วไปอย่างกว้างขวางเท่านั้น"

กูรูอีกท่านหนึ่งอย่าง ประดิษฐ์ ประสาททอง หนึ่งในผู้ก่อตั้ง "มะขามป้อมฯ" ขยายความว่า เขามองเห็นภาพรวมของละครเวทีปีเสือมุมอื่นๆ ซึ่งมีทั้งน่าชื่นใจและคำถามน่าสงสัย

"เอาละครเชิงพาณิชย์ก่อน เนื่องด้วยละครแนวนี้เน้นความบันเทิง และผลิตเพื่อ “ขาย” เป็นหลัก จึงยังต้องพึ่งพาระบบการตลาดอยู่อย่างมาก ตัวโปรดักชั่นเองยังเน้นองค์ประกอบที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะการออกแบบ เทคนิคแสงสีเสียง ดนตรี เสื้อผ้า ว่าไปแล้วละครแนวนี้ของบ้านเราถึงจะเพิ่งเกิดใหม่ แต่ก็รวบรวมสุดยอดฝีมือเอาไว้มากมายผลงานที่ออกมาก็ไม่ขี้เหร่ ไม่อายใคร หากแต่บทละครและการกำกับการแสดงยังอ่อนด้อย ไม่ตรึงใจผู้ชมได้ยาวนานเหมือนละครแนวเดียวกันในต่างประเทศ ที่นอกจากคุณภาพโปรดักชั่นจะอลังการสมราคาแล้ว บทละครและฝีมือการกำกับอันเจนจัด ทำให้ผลงานละครเชิงพาณิชย์หลายๆ เรื่องยัง “ขายได้” อยู่เหนือกาลเวลา"

เขาบอกว่า การที่ละครเชิงพาณิชย์บ้านเรายังคงขายได้นั้น เป็นเพราะผู้ซื้อละครแนวนี้ของบ้านเรายังเป็น “ลูกค้าสมัครเล่น” ที่พร้อมจะตื่นเต้นกับอะไรใหม่ๆ และพร้อมจะจ่าย แต่พร้อมจะเบื่อได้ทุกเมื่อหากผลงานละครนั้นยังซ้ำซาก วนเวียนอยู่กับความบันเทิงผิวๆ จึงเป็นโจทย์ยักษ์ที่ผู้ประกอบการ ละครเชิงพาณิชย์จะต้องเก็บไปคิดให้ทะลุ

เมื่อถามถึงสิ่งที่เป็นความหวังและสิ่งที่น่าชื่นใจ ประดิษฐ์ บอกว่าเขามองไปยัง "ละครทางเลือก" ที่นอกจากเครือข่ายละครกรุงเทพ ซึ่งมีสมาชิกเกือบครอบคลุมประชากรละครแนวนี้ทั้งหมด ก็ยังมีกลุ่มละครทางเลือกเกิดใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดับสลายลงช้าเร็วเมื่อไร

"จุดเด่นของละครแนวนี้คือเนื้อหาสาระ แก่นสารที่ศิลปินอยากจะพูดกับสังคม น่าจะนับได้ว่าเป็นแนวละครที่มีอิสระและมีผลต่อพัฒนาการของศิลปะละครเวทีที่มากกว่าละครแนวอื่นๆ การเปิดตัวของโรงละครขนาดเล็กแห่งใหม่ Blue Box นอกจากจะช่วยขยายกลุ่มคนดูที่นิยมละครเชิงพาณิชย์หรือแฟนประจำส่วนหนึ่งของ M theatre แล้ว ยังดึงคนดูจากโรงละครเล็กๆ ไปแห่งอื่นๆ"

"ข้อดีก็คือเพิ่มทางเลือกและการแข่งขัน อันจะมีผลต่อพัฒนาการของละครแนวนี้ รวมทั้งยังเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่นักละครจะแสดงฝีไม้ลายมือ และให้นักศึกษาได้เป็นแหล่งค้นคว้าหรือฝึกงาน เหตุการณ์บ้านเมืองมีผลต่อการสร้างงานของศิลปินแนวนี้อยู่ไม่น้อย ในโปรแกรมของเทศกาลละครกรุงเทพปีนี้ มีละครที่นำเสนอเนื้อหาวิพากษ์สังคมและการเมือง (ซึ่งสนับสนุนแต่ละฝ่ายแต่ละขั้วต่างกันไป) อยู่ไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง


ดูเยอะเพราะดูฟรี?


ส่วนการเคลื่อนไหวในแวดวงตลอดทั้งปีเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่หวือหวาเหมือนปีที่ผ่านมา (การปิดตัวลงชั่วคราวของ มะขามป้อมสตูดิโอก็มีผลอยู่ไม่น้อย) แต่ไม่หยุดนิ่ง หลายๆ คณะไปวาดลวดลายในประเทศอื่นๆ อย่าง บีฟลอร์ไปญี่ปุ่น มะขามป้อมไปสิงคโปร์ "พระจันทร์เสี้ยว" และ "เสาสูง" ไปฟิลิปปินส์ "มรดกใหม่" ไปอินเดีย ฝรั่งเศส พิเชษฐ์ไปยุโรป และยังมีอีกหลายคณะที่ตกสำรวจ การเติบโตของละครแนวนี้จึงน่าจับตามองเป็นพิเศษ"

จะเห็นว่าละครเวทีมีทางเลือกมากขึ้น แต่สายตาหนึ่งที่พยายามจะมองถึงแง่มุมที่เกิดความหวังก็คือ การสร้างงานและผลจากการเข้าชม

ปิ่นอนงค์ วัชรปาณ คอลัมนิสต์และนักข่าวอิสระสายละครเวที เธอบอกว่า.."เท่าที่ตามดูละครเวทีในบ้านเรามาในปีนี้ คิดว่าค่ายต่างๆ ได้พยายามทำงานดีๆ ออกมาและมีพัฒนาการมากขึ้น คือโดยส่วนตัวมองว่า ละครเวทีในบ้านเราปีนี้ สิ่งหนึ่งที่ดีก็คือ มันมีความหลากหลายให้ดู ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่แนวใดแนวหนึ่งหรือแบบใดแบบหนึ่ง แม้แต่ละครในกระแสอย่างของคุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็จะเห็นว่า มีความก้าวหน้ามากและเขาพยายามจะสร้างอะไรออกมาจากจุดเดิมๆ"

"แง่มุมที่อยากจะพูดถึงมากกว่าสำหรับละครเวทีก็คือ การจัดแสดง street festival ซึ่งปีนี้มีคนดูที่น่าสนใจตรงที่เราพบว่าจากการเข้าร่วมงานนั้น คนดูหลากหลายมาก อาจจะบอกว่าหลากหลายมากกว่าสองปีที่ผ่านมา ประเด็นที่ทำให้คิดตามมาก็คือ ที่คนดูเยอะนั้น หรือเพราะว่าดูฟรี ถ้าเก็บเงินคนจะสนใจมากขนาดนี้ไหม"

เธอบอกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นก็คือ บางคนก็มีความรู้สึกว่า อยากจะไปตามดูต่อในงานอื่นๆ แม้ว่าพวกเขาจะต้องเสียเงินค่าบัตรก็ตาม "สิ่งที่โดยส่วนตัวแล้วคาดหวังกับตรงนี้ก็คือ บางทีจากภาพที่เห็นในงาน street festival นั้น คนทำงานด้านนี้ หรือผู้ผลิตงานอาจจะค้นหาวิธีนำเสนอให้คนดูหันมาสนใจงานละครเวทีมากขึ้น อาจจะคิดว่าจะผลิตงานอย่างไร หรือนำเสนออย่างไรที่ละครเวทีจะเรียกคนดูไปชมได้ เพราะอย่างที่บอกว่า งานสตรีทนั้น ทำไมคนดูถึงมีหลากหลายมาก หรือว่าจริงๆ แล้วคนไทยหรือคนดูเองก็ยังต้องการชมการแสดงอะไรแบบนี้อยู่"

ปิ่นอนงค์ อ้างอิงถึงคนดู และ 1 ในจำนวนผู้ชมที่จุดประกายพบอยู่บ่อยๆ ตามโรงละครแทบทุกค่ายก็คือคุณ สุทธิชา ไวความดี ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของศิลปะประเภทนี้ เนื่องจากบินไปดูมาแล้ว "รอบโลก"

สุทธิชา บอกกับ "จุดประกาย" ว่า ถึงปีนี้มีโอกาสได้ดูการแสดงน้อยมากแค่ประมาณ 20 เรื่อง แต่สังเกตว่าละครเล็กๆ ที่เจียมเนื้อเจียมตัว ได้รับการตอบรับจากคนดูมากขึ้น ทำให้มีการ sold out บางรอบกะเขาเหมือนกัน !


"ที่หนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือที่วิกหัวหิน ซึ่งได้เปิดพื้นที่ในการแสดงมากขึ้น และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากชาวต่างประเทศ ทำให้รู้สึกเสียดายที่กรุงเทพฯน่าจะมีโรงละครที่ไม่ต้องอลังการแบบนี้แต่เดินทางไปมาง่ายกระจายอยู่หลายๆ ที่ (ถึงแม้คนดูที่สนใจจริงๆ จะไม่มายด์กับห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ และที่นั่งไม่มีพนักพิงหลังสำหรับบางแห่งก็ตาม)"

"ปีนี้ละครที่ชอบๆ อยู่ในใจ ก็มีเช่น "ความรักและเงินตรา","The 4 Sisters", "Eclipse", "Pantomime in Bangkok", "น้ำใสใจจริง", "พระเจ้าเซ็ง", "รัก(ทะ)ลวงตา", ม้า เพราะงานเหล่านี้เป็นการยืนยันว่าละครที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้"ดารา"หรือ"นักร้อง"มาล่อคนดู !!"

เธอบอกว่าสื่อฯ น่าจะมีพื้นที่ในเรื่องนี้มากกว่านี้ แม้ว่าผู้ที่เป็นคอละครจริงๆ ก็ไม่ได้พึ่งสื่อเท่าไร เพราะสามารถติดตามทางช่องทางอื่นอยู่แล้ว

ผู้กำกับมองแบบหนึ่ง นักข่าวและคนดูก็มีทัศนะของตัวเอง ..แล้วนักวิจารณ์ละครเวทีอย่าง ปวิตร มหาสารินันทน์ มองแบบไหน ?

"ผมว่าละครเวทีปี 53 บ้านเราไม่ตื่นเต้นเท่าปี 2552 ปีที่แล้วมีทั้ง "สาวชาวนา" และ "ยักษ์ตัวแดง" แล้วทั้งสองเรื่องก็ได้ไปแสดงต่างประเทศ เหมือนเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ศิลปินจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปี 2553 ก็เลยเหมือนการสานต่อสิ่งที่ปี 2552 สร้างรากฐานไว้มั้งครับ เลยยังไม่ตื่นเต้นเท่า ส่วนทางด้าน commercial theatre ก็ไม่มีศึกแม่นาค รัชดาฯ เพชรบุรีฯ แบบปี 2552 เลยไม่ตื่นเต้นอีก"

ปวิตร แจกแจงว่าเหตุผลหนึ่งที่ละครไม่คึกคัก ก็มาจากสถานการณ์ทางการเมืองบ้านเรา

"แต่ถึงแม้ว่าการเมืองจะระอุขนาดนั้น ก็น่าสังเกตว่าประเด็นทางการเมืองไม่ได้เข้ามาอยู่ในเนื้อหาของละครเวทีเท่าไหร่ เพื่อนต่างชาติเขายังแปลกใจเลยว่าทำไม political theatre ไม่กลับมาในบ้านเราอีกเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เหมือนเรากลัวจะผิดใจกันเลยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นว่าเราคิดยังไง แล้วพอนักศึกษาจะดึงประเด็นการเมืองเข้ามาในละครเวทีก็ดันมีคนไปร้องเรียนอีก ทั้งๆ ที่เป็นสื่อที่ไม่ได้สื่อสารกับผู้คนครั้งละมากๆ ไม่น่าจะมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกกัน แล้วผมว่ายุคนี้สมัยนี้เราน่าจะใช้สื่อที่เรามีรณรงค์เรื่องการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้"

ในมุมที่น่าสนใจ เขาบอกว่ามีกลุ่มนักศึกษาที่เรียนด้านละครเวทีมา จบแล้วมาตั้งคณะละครเล็กๆ กันหลายคณะ แล้วก็จัดแสดงละคร production เล็กๆ ตามโรงละครเล็กๆ ส่วนผลงานที่เขาชอบนั้น ปวิตร เลือก "เด๊ดสะมอเร่" งานเขียนบทและกำกับของ นพพันธ์ บุญใหญ่ ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ที่ความสนุกกับสาระสมดุลลงตัว และลีลาการนำเสนอไม่ได้ข่มเนื้อหา

สำหรับปีต่อไป กระต่ายน้อยในตัวเลข 2554 นักวิจารณ์ท่านนี้บอกว่าเขารอดูโรงละครเปิดใหม่ คือศูนย์ศิลปะการละคร สดใส พันธุมโกมล ซึ่งอยู่ในทำเลดี เพราะเดินจาก BTS สยาม 10 นาทีถึง

"..เป็นโรงละครแบบ black box ขนาดกลาง ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถจัดการแสดงได้หลายรูปแบบ ซึ่งตอนต้นปีก็จะมีเทศกาลละครก่อนจบของนักศึกษา และมีงานการแสดงในเทศกาล La Fete ของฝรั่งเศสมาแสดง เป็นเหมือน soft opening พอกลางปีก็จะ grand opening ด้วยละครเรื่อง "แมคเบธ" ซึ่งผู้กำกับรุ่นครูอย่าง อ.นพมาส แววหงส์ ลงมือกำกับเอง และอาจารย์สดใสก็จะร่วมแสดงด้วย พอช่วงปลายปี ก็จะมีละครที่คนแสดงกับหุ่นยนต์ที่เขาเรียกว่า Human-Android Theatre จากญี่ปุ่นมาแสดง ก็หวังว่าเขาจะเปิดกว้างให้มีการแสดงจากหลายๆ คณะ หลายๆ ประเทศมาจัดแสดงที่นี่ต่อไป เพราะโรงละครไม่ว่าจะดีแค่ไหน

แต่ถ้าไม่มีละครมาเล่น มันก็ไม่ใช่โรงละครที่ดีครับ"




โดย: นันทขว้าง สิรสุนทร
ที่มา: bangkokbiznews.com / 3 มกราคม 2554

Views: 179

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service