อินโดจีน กับการล่มสลายของมรดกยุคโคโลเนียล ในยุค ทันสมัยนิยม

 



นักอนุรักษ์ต่างแสดงความอาลัยอาวรณ์ หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาสั่งให้มีการรื้ออาคารโรงเรียนที่มีอายุนับร้อยปี ในกรุงพนมเปญ ซึ่งถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าในช่วงสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ในยุคสมัยที่ต่างฝ่ายต่างต้องเร่งให้เกิดความเจริญขึ้นในประเทศของตน

อาคารสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งประกอบด้วยหน้าต่างบานเกล็ด ระเบียงขนาดใหญ่ และหลังคากระเบื้องแบบลาดเอียง ถือเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา ลาว และเวียตนาม มานานนับศตวรรษ นับตั้งแต่การพ้นจากการอยู่ภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส ในปี 1954

แต่ในปัจจุบันกลับพบว่า อาคารและสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์นับร้อยแห่งในภูมิภาคดังกล่าว กำลังถูกทำลายลงจากความพยายามของรัฐบาลในอันที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินดังกล่าว และความพยายามในการสร้างอาคารสูงเสียดฟ้าและอาคารสมัยใหม่

นายดาร์ริล คอลลินส์ นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมในกัมพูชา กล่าวว่า "สิ่งที่เราเห็นในกรุงพนมเปญก็คือ การขาดซึ่งการปกป้อง หรือความพยายามเพียงน้อยนิด ในการอนุรักษ์อาคารซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เราเห็นการค่อยๆหายไปของอาคารสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส"

"ที่น่าเสียดายก็เพราะ ผมคิดว่าในช่วงเวลาหนึ่ง เราอาจเกิดความรู้สึกเสียใจที่อาคารเหล่านั้นค่อยๆหายไป"


 


โรงเรียนการอาชีพ (L′Ecole Professionnelle) กรุงพนมเปญ
------------------------------------


โดยอาคารโรงเรียนการอาชีพ (L′Ecole Professionnelle) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1908 และเป็นโรงเรียนการอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของกัมพูชา ถูกทางการรื้อถอนลงในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อความพยายามพัฒนาประเทศให้พ้นจากความยากจน ไปสู่สังคมสมัยใหม่

กรุงพนมเปญ หรือที่ได้รับสมญานามว่า "ไข่มุกแห่งเอเชีย" ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีการจัดผังเมืองอย่างดีเยี่ยม ด้วยรูปแบบถนนที่มีความกว้างขวางแบบฝรั่งเศส สวนสาธารณะที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี และอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์

โดยนักอนุรักษ์ได้คาดการณ์ว่า กว่า 30% ของอาคารยุคอาณานิคมฝรั่งเศสที่ยังคงเหลือรอดมาจากยุคเขมรแดงนั้น ถูกทำลายไปแล้วในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวกัมพูชารุ่นใหม่ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวงนิยมที่จะทำงานและอาศัยอยู่ในอาคารสมัยใหม่มากกว่า

แต่ก็พบว่า มิใช่แค่เพียงนักประวัติศาสตร์เท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นายเช็ง เมือน พ่อค้าขายน้ำอัดลม บริเวณด้านหน้าอาคารยุคอาณานิคมฝรั่งเศสที่ถูกทำลาย ใกล้กับพระบรมมหาราชวังในกรุงพนมเปญ กล่าวว่า "เราไม่ควรทำลายอาคารสมัยอาณานิคมพวกนี้ เราควรบูรณะมันขึ้นมาใหม่เพื่อมันจะได้กลับมาดูดีอีกครั้ง"

การรื้อถอนอาคารยุคเก่า เป็นผลมาจากแรงขับด้านความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา และนักพัฒนาต่างกระหายที่จะสร้างอาคารสำนักงาน อพาร์ทเมนท์ ในทำเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารสมัยอาณานิคมทั้งสิ้น

นายสำเรียง คำสัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งในกระทรวงวัฒนธรรมของกัมพูชา กล่าวว่า การรักษาอาคารยุคอาณานิคมไว้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะการขาดเงินสนับสนุนที่เพียงพอ และการขาดการเหลียวแลจากเจ้าของอาคาร

"เราต้องการรักษาอาคารเหล่านั้นไว้เช่นกัน บางคนก็ฟังเรา แต่บางคนก็ไม่สนใจ"

นายคอลลินส์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียตนามนั้น ก็ประสบปัญหาในการอนุรักษ์อาคารในยุคอาณานิคมเช่นกัน และสาเหตุส่วนใหญ่ก็เกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

"นั่นเป็นการคิดถึงผลในระยะสั้นเกินไป" เขากล่าว โดยเหตุผลหลักก็คือ การหวังเพียงแค่ "ผลประโยชน์" แต่เพียงอย่างเดียว

นายฮวง ดาว คินห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์มรดกด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของกรุงฮานอย กล่าวว่า จากอาคารยุคอาณานิคมฝรั่งเศสมากกว่า 1,000 แห่งในกรุงฮานอย มีเพียงไม่กี่ร้อยแห่งเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิมอยู่


 


อาคารยุคโคโลเนียลในกรุงฮานอย
-----------------------------


ในขณะที่ประเทศกำลังใช้ความพยายามในการอนุรักษ์อาคารยุคเก่าเหล่านั้น นายคินห์กล่าวว่า การประยุกต์ใช้กฏหมายด้านการอนุรักษ์อาคารเก่า ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2001 นั้น "ประสบความยุ่งยากค่อนข้างมาก" แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการอนุรักษ์อาคารยุคอาณานิคมเหล่านั้นก็ไม่ไร้ผลไปเสียทีเดียว ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากความประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์ที่เมืองดาลัต

ส่วนในประเทศลาว ตัวอย่างของการอนุรักษ์อาคารจะเห็นได้จากเมืองหลวงพระบาง ซึ่งนำจุดขายนี้มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และดูเหมือนว่ารัฐบาลก็แสดงความกระตือรือร้น ที่จะนำรูปแบบการอนุรักษ์ดังกล่าวมาใช้ในกรุงเวียงจันทน์เช่นกัน


 


อาคารยุคโคโลเนียลในกรุงเวียงจันทน์ ปัจจุบันถูกใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลาว
----------------------------------------


นายเข็นทอง นวนทะสิง โฆษกรัฐบาลลาวกล่าวว่า อาคารหลายแห่งในกรุงเวียงจันทน์ ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี และอยู่ในสภาพที่ดีมาก

"มันดีสำหรับนักท่องเที่ยวเมื่อพวกเขาเดินทางมายังเวียงจันทน์ พวกเขาต้องการจะเห็นสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น"

ส่วนนายคอลลินส์เชื่อว่า รัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ ไม่ควรมองว่าการอนุรักษ์อาคารยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก แต่ให้มองว่านี่จะเป็นการสร้างรายได้อันเกิดมาจากการท่องเที่ยว

"จำเป็นต้องมีการใคร่ครวญอย่างรอบคอบถึงความสำคัญของอาคารเหล่านั้นที่มีต่อเมืองของตนเอง"

ถ้าเหตุการณ์ครั้งล่าสุด เกิดจากการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาจริง และเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการตามนั้น ความพยายามในการอนุรักษ์อาคารเหล่านั้นก็เหมือนกับการเข็นครกขึ้นภูเขา


 
ภาพจำลองของอาคารสูง 555 เมตร ซึ่งมีการประกาศสร้างในกรุงพนมเปญ
----------------------------------



"พวกเขาต้องการอนุรักษ์อาคารเหล่านั้นไว้ แต่เมื่อมันพังทลายลง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?" นายฮุนเซน กล่าวเมื่อวันที่ 1กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการประกาศแผนการสร้างหอคอยความสูง 555 เมตร ในกรุงพนมเปญ

"มันจะเป็นรองแค่เพียงตึกในดูไบ และมันก็จะสูงยิ่งกว่าตึกใดๆในภูมิภาคเอเชีย และผมคิดว่าเราสามารถทำมันได้"

"เราไม่จำเป็นต้องเป็นพวกอนุรักษ์นิยมจนเกินไป และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหัวโบราณนักหรอก ตึกระฟ้ากำลังจะเกิดขึ้น มาสร้างอาคารสูงกันดีกว่า" นายฮุนเซนกล่าว

 

 

 

 

ที่มา: มติชน  1 ธันวาคม 2553

Views: 563

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service