ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในตอนนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว กำลังเคลิบเคลิ้มมึนเมากับวัฒนธรรมเกาหลีที่ดูเหมือนจะกินแรงเฉื่อยมาจากยุคฟีเวอร์ไปได้อีกเรื่อยๆ...ผมว่า
วัฒนธรรมของประเทศที่ส่งออกเอวีมากที่สุดในเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็สามารถช่วงชิงที่อยู่ที่ยืนบนผืนแผ่นดินไทยให้กับวัฒนธรรมของตัวเองเช่นกัน
หรือถ้าจะพูดกันแบบไม่อ้อมค้อม
คนไทยเราถูกตะล่อมด้วยวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแล้วตั้งนานเนิ่น
ก่อนที่เกาหลีจะฟีเวอร์ขึ้นมาด้วยซ้ำไป หรือพูดให้ถูกยิ่งขึ้น
เกาหลีก็เพิ่งมาตีเมืองจันท์ เอ๊ย เมืองไทย เมื่อไม่นานมานี้เอง
แม้ใช่หัวหาด แต่ก็อย่างที่บอกว่าญี่ปุ่นก็มีที่อยู่ที่ยืนเสมอๆ
ในสังคมบ้านเรา โดยเฉพาะในภาคส่วนของวัฒนธรรมบันเทิง
ถ้าไม่นับรวมพวกซีรีส์ที่ฉายทางฟรีทีวีไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง (นับตั้งแต่ Change
นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน มาจนถึง 1 Litre of Tears, The Flower Shop without Rose
และล่าสุด กับหมอจิน) ในส่วนของภาพยนตร์เอง
ก็ยังถูกส่งออกจากดินแดนภูเขาฟูจิมาเก็บเกี่ยวรายได้ในบ้านเราแบบไม่ขาดสาย
ในรอบสิบปีมานี้ (ค.ศ.2000-2010) มีหนังญี่ปุ่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่โดดเด่น
ตั้งแต่หนังอินดี้ฟอร์มเล็กๆ ของผู้กำกับหญิงดาวรุ่งอย่าง “นาโอมิ คาวาเสะ” (The
Mourning Forest) หนังแอกชั่นดุๆ มันๆ อย่าง The Crows Zero ของผู้กำกับเลือดสาด
“ทาคาชิ มิอิเกะ” และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือหนังรักซึ้งๆ อย่างพวก Kafoo และ I Give
My First Love to You รวมไปถึงหนังคัลต์เลือดสาดจินตนาการสุดกู่อย่างหนังของโนโบรุ
อิกูชิ, เรียวเฮย์ คิตามูระ ฯลฯ
อันที่จริง
ถ้าจะให้ร่ายยาวทั้งหมดคงไม่จบในฉบับแน่ๆ เลยล่ะครับ เพราะมันมีหนังดีๆ
เยอะแยะมากมายที่น่าพูดถึง แต่ก็อย่างที่ผมจั่วหัวไว้ในบทความว่า
ถ้าให้เลือกหนังดราม่าญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
นั่นคือสองเรื่องที่ผมนึกถึง
จะว่าไป
ทักษะในการทำหนังดราม่าของคนญี่ปุ่นนี่ไม่ได้ต่ำต้อยน้อยหน้ากว่าชาติใดในโลกเลยนะครับ
เป็นมาตั้งแต่ยุคของปรมาจารย์อากิระ คุโรซาว่า โน่นแล้ว ถ้าเขาจะทำหนังให้คนดู
“น้ำตาร่วงพรู” นี่ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย อย่างล่าสุด ซีรีส์ที่ผมเพิ่งดูจบไป
เรื่อง Dr.Koto’ Clinic
นี่ก็พูดได้ว่ากะมาเค้นน้ำตาคนดูผู้ชมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย
หนังอย่าง Departures ก็ไม่ต่างไปจากนั้น...
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
นอกเหนือไปจากเทคนิคงานด้านภาพที่สวยงามละเมียดละไม
ในส่วนของเนื้อหายังดูเหมือนจะผ่าลงตรงกลางต่อมน้ำตาของคนดูให้แตกพรู
โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ของหนัง เมื่อเรื่องราวจะก้าวไปสู่บทสรุปของปมเรื่องที่ค่อยๆ
ผูกมาตั้งแต่ต้น
ส่วนอีกเรื่อง อย่าง Tokyo Sonata แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นทำให้ต่อมน้ำตาแตก แต่ผมคิดว่านี่คือหนังดราม่าที่สะท้อนความเป็นไปของญี่ปุ่นได้อย่างถึงแก่น
ตั้งแต่โครงสร้างใหญ่ระดับสังคมประเทศชาติ มาจนถึงซอกมุมเล็กๆ อย่างสถาบันครอบครัว
มันก็เหมือนกับอาคารหลังหนึ่งซึ่งพอรากฐานสั่นคลอนทรุดโทรม ส่วนอื่นๆ
ก็ขาดความมั่นคง
ผมเลือกที่จะใช้โปสเตอร์ชิ้นนี้
เพราะเห็นว่ามันค่อนข้างมีความหมายต่อเนื้อหาของหนัง
ตัวละครทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยพื้นขาวโล่ง
ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า ไร้ราก
ไร้หลักยึด แต่ละคนดูเหมือนส่งสายตามองไปที่คนอีกคน แต่ไม่ได้รับการมองกลับ
นี่ไยมิใช่เรื่องที่น่าปวดใจประการหนึ่ง
จะว่าไป ในขณะที่ Departures
คล้ายๆ จะนำเสนอด้วยน้ำเสียงแห่งการให้กำลังใจกับทุกๆ ชีวิตว่า โลกนี้ยังน่าอภิรมย์
คุณพ่ายแพ้มาจากไหน เจ็บปวดมาเพียงใด โลกยังมีที่อยู่ที่ยืนให้กับคุณเสมอๆ
เหมือนดั่งชายหนุ่มที่พ่ายแพ้มาจากเมือง แล้วต้องมาทำงานเป็นสัปเหร่อ
ก่อนอาชีพใหม่จะค่อยๆ สั่งสอนให้เขาได้รู้จักกับความงามและคุณค่าความหมายของชีวิต
แต่ Tokyo Sonata จะออกแนวน่าเศร้า
เพราะมันสะท้อนถึงสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะล่มสลาย มันคือสังคมที่ไร้ปรานี
ไม่มีพื้นที่ให้กับผู้แพ้ ใครแพ้เขี่ยออกคัดทิ้ง ที่สุดแล้ว
ก็นำไปสู่ลักษณะประการหนึ่งซึ่งคล้ายๆ กับ American Beauty คือทุกๆ
คนต้องรักษาภาพลักษณ์เพื่อให้ตัวเองดูดีมีความสุขในสายตาของผู้อื่น
ทั้งที่ในใจขมขื่นเหลือประมาณ
มีฉากเชิงเสียดสี (Irony) ที่ดีมากๆ
ฉากหนึ่งก็คือตอนที่ตัวละครตัวหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
ให้คนอื่นดูและเห็นเหมือนกับว่าตัวเอง “ยุ่งอยู่กับงาน” (ที่ติดต่อผ่านมือถือ)
ทั้งๆ ที่ความจริง เขาตกงานอยู่ และพอลับหูลับตาคน ค่อยแอบย่องไปรับข้าวจากโรงทาน
สังคมแบบนี้ไม่เรียกว่า “น่าเศร้า”
ก็ไม่รู้จะหาคำใดมาทดแทนได้อีกแล้วล่ะครับ
โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
ทีี่มา: ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ 12 ตุลาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by