Kitaro ดนตรีแห่งจิตวิญญาณ

 




นอกจากงานมาสเตอร์พีซ Silk Road ต่อระยะเวลาการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสามทศวรรษของเจ้าพ่อดนตรีนิวเอจ คือปณิธาณอันแน่วแน่ และเป็นความตั้งใจงามของ Kitaro ที่จะสร้างสันติภาพผ่านบทเพลง และสานดนตรีแห่งจิตวิญญาณเพื่อใช้ขับกล่อมคนทั้งโลก ไม่ว่าคนผู้นั้นจะอยู่ในรูปแบบและระบบการปกครองเช่นไร นับถือศาสนาไหน หรือบนความขัดแย้งใดๆ ก็ตาม

เฉกต่อกรณี เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ 9/11 คีตาโร ได้สร้างสรรค์เสียงแห่งสันติภาพ และเปี่ยมความสงบงามดิ่งลึกลงภายใน ผ่านอัลบัม The Sacred Journey of Ku-Kai Vol.3 (2003) ซึ่งยังคงเป็นอัลบัมแห่งความรักและสันติภาพตลอดกาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นไม่นาน คีตาโร กล่าวว่า

“สงครามของโลกมนุษย์ ไม่ได้มาจากอวกาศ หากเริ่มจากผู้ก่อสงครามเอง คือ พวกเขา มักจะมีสงครามขัดแย้งภายในอยู่แล้ว พวกเขาสร้างมันขึ้นในใจตนเอง แล้วลามออกมาสู่ภายนอก ผมต้องการเขียนและบรรเลงเพลงเพื่อเยียวยา และบำบัดสงครามเบื้องต้น ที่เร่าร้อนคุกรุ่นอยู่ภายในใจของพวกเขา ให้ค่อยๆ มอด และสงบเย็นลง...”

ปี 2004 ไมเคิล มัวร์ สร้างภาพยนตร์ 9/11 สะท้อนสภาพจิตใจของอเมริกันชนและเสียดสีเหน็บแนมความอหังการของคนอเมริกัน และคนนิวยอร์ก ตามมาด้วย โอลิเวอร์ สโตน ก็มี เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (2006) อีกเรื่องราวที่สะท้อนวิถีปุถุชน ที่ประสบชะตากรรมร่วมกันต่อหายนะครานั้น

ศิลปินหลากหลายแขนง ได้แสดงบันทึกทัศนะอันสะท้อนความดำมืดของสงครามในใจคนที่ปะทุคุกรุ่นอยู่ ปรากฏแสดงออกมาในรูปแบบศิลปะที่สะเทือนความรู้สึก ต่อประวัติศาสตร์อัปยศแห่งโลก ที่ยากจะเลือนหายจากความทรงจำ

คีตกวีแห่งท่วงทำนอง คีตาโร ก็แสดงญาณทัศนะผ่านบทบรรเลง เพื่อเยียวยา และบำบัด จุดอัปลักษณ์ด่างพร้อยและหม่นหมองในใจคน

คนผู้ดำรงอยู่ระหว่างสองฝั่งความขัดแย้ง ต่อความเชื่อและศรัทธาสุดโต่งคนละฝั่งขั้ว กลายเป็นคู่ปฏิปักษ์สงครามข้ามสหัสวรรษแห่งโลกาภิวัตน์ ต่อจากยุคสงครามเย็น

คีตาโร เสกเสียงสำเนียงใน ต่อทัศนะและปรัชญาความเชื่อ เสนอความสงบเย็นที่จักต้องเริ่มต้นต่อแต่ละปัจเจก สู่การเรียกร้องเพรียกหาสันติภาพ ผ่านรูปแบบดนตรีเพื่อให้มนุษย์ที่จ้องแต่จะห้ำหั่นกัน คลายความร้อนรุ่ม ลุสู่ความตื่นเบิกบาน งดงามแห่งใจ อิ่ม สงบ สู่รื่นรมย์สุนทรีย์บริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ ผ่านท่วงทำนองที่ช่ำชอง ตกผลึกในคีตศิลป์ อันเป็นดนตรีแห่งจิตวิญญาณบริสุทธิ์ลึกล้ำ

จุดเริ่มต้นของอัลบัม คีตาโร เดินทางไปยังนิวยอร์ก เพื่อร่วมรับรู้ในเหตุการณ์ 9/11/2001

ต่อจากนั้นเขาได้เริ่มค้นหาสุนทรียสัจ โดยดำดิ่งลงเข้าสู่ฌานในการต่อสานภารกิจ โดยกลับมาบ้านเกิด และเริ่มจาริกไปในดินแดนมาตุภูมิ บนเกาะชิโกะกุซึ่งมีวัดนิกายวัชรยานหลายสิบวัด ที่ก่อตั้งมาแต่อดีตพันกว่าปีก่อนโดยอริยสงฆ์นาม “คูไค” เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งแต่ละวัดก็มีสภาพสิ่งแวดล้อม สวยงาม สงบเย็นแบบโลกตะวันออกอันเป็นจิตวิญญาณร่วมกันอยู่

ท่ามกลางความสงบแห่งลานวัด และการจัดสวนแบบญี่ปุ่น ต่อกังวานเสียงระฆังที่เหง่งหง่าง ผ่านหลังคามหาวิหาร สู่ขจีแมกไม้ ระยอดขุนเขาที่หิมะปกคลุม เรี่ยระไอหมอก แล้วกลั่นหยาดหยดใส หลอมรวมเป็นสายธารใหญ่ เป็นธรรมชาติ ที่เหมาะแก่การภาวนา พิจารณาดิ่งลึกลงในจิตอันเป็นแรงบันดาลใจ ต่อจิตที่เป็นภาวะหนึ่งเดียวกับธรรมชาตินั้น และต่อการรังสรรค์ผลงานศิลป์

คีตาโร ใช้เวลาเสกสรรนับสิบปี ผ่านภวังค์สัมผัสแห่งศิลปิน ทำการบันทึกเสียงธรรมชาติยิ่งใหญ่ กำซาบดำดิ่งใจสู่บทเพลงสร้างสรรค์ ในระดับฌานสันติแห่งปัจเจก ล้ำลึก

และในปีนี้ The Sacred Journey of Ku-Kai Vol.4 (2010) คีตาโร รังสรรค์คอนเซ็ปต์ อัลบัมแห่งสันติภาพและความรัก ถึงชุดที่ 4

จากประสบการณ์แห่งสำนึกตามรูปแบบปรัชญาตะวันออก โดยย้ำตระหนักและรับรู้ว่าผู้อื่นนั้นร่วมเป็นชีวิต เป็นจิตวิญญาณ คีตาโรเผยแผ่ความรู้สึกนี้ผ่านบทเพลง โดยเปี่ยมรู้สึกของความเป็นพี่น้องก็จะเพิ่มพูนสูงขึ้น ด้วยการมองข้ามการแบ่งแยกสีผิว เพศและศาสนา

ต่อการแลกเปลี่ยนความเคารพและความรักพื้นฐานแรกในใจคน อันจะกลายเป็นพื้นฐานของปฏิสัมพันธ์ เผื่อแผ่เมตตาจิตข้องแวะกับคุณสมบัติที่ดีของมนุษย์ร่วมโลก หมายถึงการไม่เบียดเบียน และไม่อยากให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์อีกต่อไป

ต่อเทศกาลแห่ง “ทาน ศีล และภาวนา” วัตรปฏิบัติขั้นสูงสุดแห่งพุทธมามกะ อีกวิถีแห่งสุนทรียโสตาต่อรับรู้สึกแผ่วผ่าน พริ้มพลิ้ว แล้วดิ่งภวังค์ไปกับดนตรีของ คีตาโร จะทำให้ท่านรู้สึกว่า...

“...การเดินทางภายในตื่นขึ้น
เมื่อบทเพลงแห่งการรำลึกถึงความทรงจำเริ่มต้น,
ผองเราต่างแหวกว่ายหลุดหายไปในมหาสมุทรแห่งความรัก
ประคองจิตให้มั่นคงไว้...แล้วเดินไปสู่หนทางของความสงบงามภายใน,

หยดน้ำตากลายเป็นไข่มุกในความเงียบสงบ
ต่อกาลเวลาที่ผ่านไป...

บทเพลงแห่งการทรงจำระลึกถึงขับขานผ่านขับแว่ว ในท่วงทำนองที่ไม่มีขีดจำกัด นิรันดร์...”


 




The Sacred Journey of Ku-Kai Vol.4 (2010)

(เกี่ยวกับพระคูไค) แรงบันดาลใจที่คีตาโรเดินทางไปสักการะ และรังสรรค์อัลบัมถึง 4 ชุด คูไค เกิดในปี ค.ศ.774 ในตระกูลขุนนางแห่งเกาะชิโกกุ ในวัยเด็ก บิดาของเขาเริ่มตกอับ ขณะที่มารดาเป็นผู้มีการศึกษาสูง และเก่งในเรื่องการแต่งโคลงกลอน คูไคคงได้รับส่วนที่ดีเด่นทั้งจากบิดาและมารดาของเขามาเป็นแน่ เขาจึงเป็นผู้ที่มีขัตติยะมานะแบบคนชั้นสูงของญี่ปุ่นตามยุคนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเขียนโคลงกลอนภาษาจีนอย่างมาก ทัศนะที่มีต่อพุทธศาสนา และต่อชีวิตของคูไคในเวลาต่อมา จึงค่อนข้างต่างไปจากพระอริยสงฆ์รูปอื่นๆ คือ คูไคมีวัตรปฏิบัตรที่แลเห็นและเน้นด้านที่เบิกบานหรรษาของชีวิต กว่าด้านที่เป็นความทุกข์ยากของชีวิต คูไคดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติ ของภูเขาและทะเล มากกว่าที่จะปฏิเสธความเป็นอยู่ของโลกใบนี้ในฐานะที่เป็นโลกียะ เพราะทัศนคติต่อชีวิตและธรรมชาติเช่นนี้ “ศาสนาพุทธของคูไค” จึงมุ่งเน้นบรรลุความเป็นพุทธะในชีวิตนี้ เป็นศาสนาพุทธที่มุ่งทำให้ตัวตนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลหรือธรรมกาย กล่าวคือ เป็นศาสนาพุทธ แห่ง “มิกเคียว” หรือ “วัชรยาน” แทนที่จะเป็นศาสนาพุทธแห่งเถรวาท หรือศาสนาพุทธแห่งเซน หรือศาสนาพุทธแห่งแดนสุขาวดี เหมือน อริยสงฆ์รูปอื่นในญี่ปุ่น

 

 

 

 

โดย: ประมวล ดาระดาษ

ที่มา: ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ 5 ตุลาคม 2553

Views: 266

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service