ฐานานุศักดิ์ คลี่คลายสถาปัตยกรรมไทย

 

ปัจจุบันพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยหันกลับมานิยมลักษณะสถาปัตยกรรมไทยซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบตามลักษณะของงานสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยเพื่อให้มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตไทยสมัยปัจจุบันโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัสดุและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างที่เราๆท่านๆแลเห็นที่พักประเภทรีสอร์ทระดับ5ดาวหรือที่อยู่อาศัยของคนมีกินระดับเศรษฐีจนถึงพอที่มีกำลังเงินสร้างเรือนได้ กระนั้นก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือรูปลักษณ์ของอาคารของสถาปัตยกรรมไทยนั้น มีขนบในเรื่องของ“ฐานานุศักดิ์”แต่การนำลักษณะดังกล่าวไปปรับประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมนั้นจึงเกิดคำถามข้อสงสัย


คำว่า “ฐานานุศักดิ์” เกิดจากศัพท์ 3 คำเข้าไว้ด้วยกัน คือ ฐาน + อนุ + ศักดิ์ โดย “ฐาน” หรือฐานะ แปลว่า ตำแหน่งหน้าที่หรือลำดับความเป็นอยู่ในสังคม “อนุ” เป็นคำประกอบหน้าศัพท์บาลี มีความหมายว่า ตาม และ “ศักดิ์” แปลว่า กำลังความสามารถ อำนาจหรือฐานะในสังคม

ดังนั้นคำว่า ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย จึงควรหมายถึงการแสดงฐานะและตำแหน่งหน้าที่ของบุคคลให้ปรากฏในสังคมโดยอาศัยรูปแบบและลักษณะศิลปะทางสถาปัตยกรรมไทยเป็นเครื่องบ่งชี้ (หนังสือ “ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย” สำนักสถาปัตยกรรรม กรมศิลปากร 2551 โสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม – เอื้อเฟื้อ 20 ก.ย. 2553)

ฐานานุศักดิ์ในสถาปัตยกรรมไทย ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนมาแต่สมัยอยุธยา ดังความในกฏมนเทียรบาล มีว่า

“พระเจ้าลูกเธอกินเมือง ขี่พระยานุมาศ กลีบบัว

มีกรมผู้ชาย ผู้หญิง มีหอพระ มีพระที่นั่งออกโรง”

คำว่า หอพระ และ พระที่นั่งออกโรง สถานที่อันเป็นสถาปัตยกรรมทั้ง 2 ประเภท เป็นเครื่องแสดงพระอิสริยศักดิ์เฉพาะเจ้าลูกเธอที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 

 

หากไล่เรียงงานสถาปัตยกรรมจามฐานานุศักดิ์ที่เห็นได้ชัดคือ ที่อยู่อาศัยของบุคคลชนชั้นต่างๆ เช่น พระราชมนเทียรที่ประทับของพระมหากษัตริย์ วังของเจ้าฟ้า วังพระองค์เจ้า และวังของหม่อมและเจ้านายทั่วไป ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์ แน่งน้อย ศักดิ์ศรี รวบรวมและวิเคราะห์ในหนังสือมรดกสถาปัตยกรรม กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในที่นี้ขอยกมาเป็นเพียงสังเขปตัวอย่าง

พระราชมนเทียร เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เปรียบได้กับเรือนของสามัญชน แต่มีการจัดระเบียบใช้สอยและเพิ่มขนาดให้กว้างมากกว่าเรือนสามัญ ทรงของหลังคาจะซ้อนหลายชั้นเพื่อแสดงถึงพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ การเปลี่ยนระดับเช่นนี้ถือเป็นการแสดงฐานะสังคมเช่นกัน

 

นอกจากนั้น หน้าบันของพระที่นั่งองค์ต่างๆ ในหมู่พระมหามนเทียรจะแกะสลักไม้เป็นรูปเทวดาประจำทิศ ส่วนสถาปัตยกรรมสำหรับพระราชวงศ์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 -3 ลักษณะของวัง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ระบุไว้ในหนังสือ “ตำนานวังเก่า” (คัดย่อ)

วังคือ บริเวณที่อยู่ของเจ้านายตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ถ้าเป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า พระราชวัง ซึ่งประดิษฐานพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระที่นั่งต่างๆ มีคติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทวราช เปรียบดั่งพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประทับอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ นามของพระที่นั่งหลายองค์จึงตั้งขึ้นให้รับกับองค์พระอินทร์ เช่น พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ เป็นตัน

วังหม่อมเจ้าหรือเจ้านายทั่วไป มักสร้างเป็นอาคารทรงไทย มีหอหน้าบันและหอขวางแทนท้องพระโรง ตำหนักที่ประทับเป็นเรือนฝากระดานแบบลูกฟักปะกนทาสีดินแดง หลังคาติดปั้นลมและตัวเหงา ทาสีดินแดงเช่นเดียวกับตัวเรือน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เหมือนกับเรือนขุนนางทุกประการ ยกเว้นแต่ขุนนางจะปล่อยตัวเรือนและปั้นลมให้เป็นสีเนื้อไม้ธรรมชาติเท่านั้น

 

 

ที่ร่ายมาเพียงแค่สังเขป ซึ่งเรื่องฐานานุศักดิ์ในสถาปัตยกรรมไทยนั้นในช่วงเวลาหนึ่งอาจจะหายไปจากความสำนึกรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ ทั้งนี้คงเป็นเพราะอิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมภายนอกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างเชี่ยวกราก ทำให้คนที่มีกำลังพอสร้างเรือนได้หันไปนิยมสร้างเรือนแบบใหม่

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยหันกลับมานิยมลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบตามลักษณะของงานสถาปัต ยกรรมไทยร่วมสมัย เพื่อให้มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตไทยสมัยปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัสดุและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างที่เราๆ ท่านๆ แลเห็นที่พักประเภทรีสอร์ทระดับ 5 ดาว หรือที่อยู่อาศัยของคนมีกินระดับเศรษฐีจนถึงพอที่มีกำลังเงินสร้างเรือนได้

กระนั้นก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ รูปลักษณ์ของอาคารของสถาปัตยกรรมไทยนั้น มีขนบในเรื่องของ “ฐานานุศักดิ์” แต่การนำลักษณะดังกล่าวไปปรับประ ยุกต์ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมนั้น จึงเกิดคำถามข้อสงสัยในเรื่องการใช้องค์ประกอบต่างๆ เกี่ยวกับฐานานุศักดิ์สถาปัตยกรรม มีอยู่มากมาย อาทิ

เราสามารถเอาคันทวยมาประดับที่บ้านพักอาศัยหรือรีสอร์ทได้หรือไม่

เราสามารถนำช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งมาประดับที่อาคารประเภทอื่นที่ไม่ใช่อาคารทางศาสนาได้หรือไม่

เคยได้ยินมาว่า มีการห้ามไม่ให้เอาเครื่องยอดไปไว้บนหลังคาพระอุโบสถหรือพระวิหารจริงหรือไม่ และที่มาของความเชื่อนี้เป็นอย่างไร

ถ้าเราบริจาคปัจจัยสร้างพระอุโบสถหรือศาลาที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยสักหลัง เราจะสามารถเอาชื่อเราไปประดับอยู่ที่ส่วนของหน้าบันได้หรือไม่

“ช่อฟ้าสามเศียร” คืออะไร สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่

เราสามารถเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยไว้ที่ผนังบ้านหรือผนังห้องอื่นๆ ได้หรือไม่

เราสามารถนำ “นาคเบือน” มาประดับในส่วนใดบ้าง

เราสามารถเอาบัวหัวเสาแบบไทยมาประดับที่อาคารประเภทอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาคารทางศาสนาได้หรือไม่

เราสามารถนำกระจกสีมาประดับใช้กับอาคารประเภทอื่นได้หรือไม่

เราสามารถเอาลวดลายต่างๆ ที่ประดับอยู่ภายในพระอุโบสถมาทำวอลเปอร์เพื่อประดับบ้านได้หรือไม่

เราสามารถออกแบบให้มีเจดีย์หรือพระปรางค์ภายในบ้านพักหรือในรีสอร์ทได้หรือไม่

เราสามารถนำรูปแบบและองค์ประกอบของวัดหรือวังมาใช้กับอาคารพักอาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรมหรือรีสอร์ทได้หรือไม่

เราสามารถนำสัตว์หิมพานต์มาประดับตกแต่งกับอาคารประเภทอื่น นอกเหนือไปจากสถาปัตยกรรมไทยได้หรือไม่

เราสามารถนำเอาลายรดน้ำ ลายฉลุปิดทอง รวมถึงรูปแบบงานต่างๆ ของช่างสิบหมู่มาใช้กับอาคารทั่วไปได้หรือไม่

เราสามารถสร้างอาคารเลียนแบบพระที่นั่งต่างๆ มาประดับไว้ในบริเวณบ้านหรือพื้นที่ส่วนตัวได้หรือไม่

เราสามารถก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้เลียนแบบวังได้หรือไม่

ฯลฯ

จากคำถามและข้อสงสัยต่างๆ “สามารถทำได้หรือไม่” ที่ร่ายมาสังเขปนั้นหนังสือ “ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย” ได้สรุปภาพรวมไว้ดังนี้

คำตอบ “สามารถทำได้” ในงานสถาปัตยกรรมไทยไม่ว่าจะใช้กับวัด วัง หรืองานสถาปัตยกรรมไทยประเภทอื่นๆ ก็ตาม ถ้ามองในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว องค์ประ กอบทั้งหมดที่ได้กล่าวไปต่างก็เป็นเพียงรูปแบบการประดับตกแต่งอาคารรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่าในอดีตประเทศไทยเราถือระบบฐานานุศักดิ์อย่างเคร่งครัด เพื่อแสดงการลดหลั่นของสถานภาพทางสังคมให้สะท้อนออกมาที่ตัวสถาปัตยกรรม เช่น เรือนของเจ้าพระยากับเรือนของชาวบ้าน แต่ในปัจจุบันระบบดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปหลายร้อยปีแล้ว ไม่ได้มีการถือฐานานุศักดิ์เช่นเดิม อีกทั้งจารีตและข้อบังคับต่างๆ ก็ถูกยกเลิกไปด้วย

ดังนั้นเราจึงสามารถนำองค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นไปใช้งานได้ เพียงแต่สิ่งที่ควรจะต้องนำมาพิจารณาให้ถ้วนที่ก่อนที่จะนำไปใช้ก็คือ “ความเหมาะสม” การใช้งานดังกล่าวนั้น “สมควร” หรือ “ไม่สมควร” ซึ่งรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมไทยนั้นสอบถามได้ที่สำนักสถาปัตยกรรรม กรมศิลปากร

จึงขอสรุปเป็นคำตอบสั้นๆ จะนำองค์ประกอบต่างๆ ไปใช้ได้นั้น นอกจากต้องใช้ “เหมาะสม” แล้ว ยังต้องตาม “กาลเทศะ” อีกด้วย

 

 

 


โดย: เนติ โชติช่วงนิธิ
ที่มา: สยามรัฐ  28 กันยายน 2553

Views: 2394

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service