มาถึงเซี่ยงไฮ้ตอนเย็น เดินทางเข้าเมืองรถติดไม่แพ้กรุงเทพฯ ถึงเมืองตอนพลบค่ำตึกสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ เปิดไฟสว่างไสว เห็นความเจริญทางวัตถุ แต่ขณะเดียวกันเซี่ยงไฮ้ก็ยังไม่ละทิ้งธรรมชาติ ระหว่างทางก็มีต้นไม้เขียวหนาตา อาคารพักอาศัยเรียงรายอย่างมีระเบียบคล้ายทหารกำลังเข้าแถว แม้จะมีขนส่งมวลชนหลายแบบเช่นรถ monorail รถเมล์ มีแม้กระทั่งช่องทางพิเศษสำหรับรถจักรยาน แต่การจราจรในเมืองก็อยู่ในสภาพที่แย่มาก ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่กี่ปี เมืองนี้จะเปลี่ยนหน้าตาไปได้ขนาดนี้ เห็นแล้วอดคิดถืงกรุงเทพฯไม่ได้ เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ กี่ปีๆก็ไม่เห็นมีอะไรดีขื้น

 



คนกรุงเทพฯจะมีอะไรสักอย่างก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน อย่างรถเมล์ซี่งเป็นขนส่งมวลชนขั้นพื้นฐานที่สุดและสำหรับคนทุกระดับกลับเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯโหยหา ไม่ใช่ว่าเราไม่มีนะ ใครมีอะไรเรามีหมดแต่ห่วยกว่าเขาทุกอย่าง รถเมล์ในกรุงเทพฯ ไม่ต่างอะไรไปจากผู้ร้ายที่คอยปล้นความสุขของคนกรุงเทพฯ จะไม่ให้เรียกว่าผู้ร้ายได้ยังไง ลองดูสภาพรถที่เก่าแสนเก่า สกปรกโสโครก แถมยังผลิตควันดำได้มากพอๆกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม

ส่วนคนขับนั้น จริงๆแล้วไม่ค่อยอยากพูดถึงพวก "มัน" เท่าไรนักเพราะคนพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีสำนีกของการอยู่ร่วมกันในสังคม รถเมล์เขาให้วิ่งชิดซ้ายกูก็จะวิ่งมันทุกช่อง ขับรถไม่มีกฏกติกามารยาทอะไรเลย ใจก็ดำไม่เคยเอื้อเฟื้อทั้งคนเดินถนนทั้งรถอื่นๆ ไม่เคยนึกสักนิดว่าพอตัวเองเลิกงาน ลงจากรถเมล์คันใหญ่ เดินทางกลับบ้าน ก็ต้องใช้ถนนเหมือนกับคนอื่นๆ ถือว่าคันใหญ่เลยขับตามใจชอบ สร้างความเดือดร้อนลำบากให้กับคนที่ต้องใช้ถนน


ลองคิดดูเล่นๆว่าหากเราสามารถเอารถเมล์ห่วยๆกับคนขับแย่ๆออกไปให้พ้นจากถนนได้ รถคงหายติดไปครึ่งเมือง กรุงเทพฯต้องน่าอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ เมื่อเร็วๆนี้พอมีความหวังอยู่บ้าง ได้ยินข่าวว่าจะมีรถเมล์ใหม่ 4000 คัน แต่ตอนนี้เงียบไปแล้ว เข้าใจว่ายังเลาะกระดูกออกไม่หมด แต่เชื่อเถอะ ต่อให้มีรถเมล์ใหม่แต่ถ้าพวก "มัน" ยังขับอยู่ รถก็ยังคงติดเหมือนเดิม จะให้ดีต้องเอาคนใหม่ที่มีสำนึกของการอยู่ร่วมกันในสังคมมาขับแทน



วันต่อมาตื่นแต่เช้าไปเที่ยวงาน Shanghai World Expo 2010 ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับโลก มีผู้เข้าร่วมงาน 192 ประเทศและ 49 องค์การระหว่างประเทศ เป็นงานที่จัดติดต่อหมุนเวียนกันมานานแล้วโดยงานครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงลอนดอนเมื่อปี พ.ศ.2394 ในปีนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพได้จัดงานที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ภายใต้หัวเรื่อง "Better Life Better Living" มีสัญญลักษณ์ของงานเป็นรูปคนสามคนยืนจับมือกัน เพื่อสื่อถึงการอยู่ร่วมกันของคนในโลก สัญญลักษณ์นี้มาจากตัวอักษรจีนที่แปลว่า "โลก" ส่วนตัวนำโชค ( mascot ) ชื่อว่า haibao แปลว่า "สมบัติแห่งท้องทะเล" มาจากตัวอักษรจีนคำว่า"คน" อันสื่อความหมายถึงจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ ส่วนสถานที่จัดงานซึ่งมีเนื้อที่ 5.28 ตารางกิโลเมตร นั้นใช้พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ Huangpu ระหว่างสะพาน Nanpu กับสะพาน Lupu การออกแบบอาคารทั้งหมดคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม





แม้ว่าจะมาถึงงานตั้งแต่เช้าก่อนเปิดหลายชั่วโมง แต่คนก็มารอหน้างานกันเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวมาจากทุกสารทิศ ส่วนใหญ่มาเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างก็มีสัญญลักษณ์เฉพาะของกลุ่ม เช่นพวกเสื้อแดง พวกหมวกเหลือง พวกธงฟ้า เป็นต้น พยายามสร้างจุดเด่นให้กับกลุ่มของตัวเองเพื่อจะได้จำกันได้ ตามกันได้ ไม่หลงกัน


อาศัยว่าเจ้านายเป็นผู้มากด้วยบารมี การเข้าชมแต่ละศาลา (pavilion) จึงไม่ต้องเข้าแถวรอเป็นเวลานานมากๆเหมือนคนอื่นพอมาถึงแต่ละศาลาตามเวลานัดหมายที่ทำอย่างเป็นระบบ ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาพาลัดแถวเข้าไป อายแสนอายแต่ก็ไม่กล้าพูดมาก กลัวตกงาน ที่แรกที่ไปดูคือ ศาลาจีนซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่สีแดงสะดุดตารูปมงกุฏสูง 63 เมตร สร้างได้ยิ่งใหญ่สมกับเป็นเจ้าภาพ คนของเจ้านายมาพาไปที่ช่อง VIPเพื่อที่จะได้เข้าไปข้างในได้โดยไม่ต้องต่อแถว ต่อมาเมื่อไปเข้าศาลาอื่นก็พบว่ามีช่องพวกนี้อยู่ทุกศาลา หน้าช่อง VIP ของศาลาจีนมีคนมารออยู่มากเหลือเกิน ทุกคนล้วนแล้วแต่ดูเส้นใหญ่กันทั้งนั้น รออยู่ไม่นานคนของเจ้านายก็เบ่งพาเข้าได้ ตลอดทั้งวันดูได้ 5 ศาลา คือ ศาลาจีน ศาลาโมรอคโค ศาลาไทย ศาลาสเปนและศาลาเบลเยี่ยม ทุกศาลาที่เข้าไปดูเป็นศาลาที่คนของเจ้านายคัดสรรมาอย่างดีแล้วว่าน่าสนใจ เสียดายที่เวลามีน้อยเลยเข้าดูได้แค่ 5 ศาลา




มา World Expo ครั้งนี้ได้แง่คิดหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการจัดวางผังงานที่เป็นระบบ การจัดระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ การประชาสัมพันธ์ให้คนสนใจมาชมงาน ความร่วมมือร่วมใจกันของบรรดาประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เข้าร่วมจัดงาน ที่ศาลาไทยมีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งเด็กนักเรียนและข้าราชการรุ่นใหม่ที่มาประจำอยู่ที่ศาลา ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าเป็นโอกาสดีในชีวิตที่ได้มาทำงานตรงนี้ มีข่าวว่าเมื่อตอนที่นายกรัฐมนตรีของไทยมาเยี่ยมศาลาไทยได้กล่าวว่าประเทศไทยอยากเป็นเจ้าภาพจัดงานแบบนี้บ้าง โห กะอีแค่จะซื้อหรือจะเช่ารถเมล์ 4000 คันก็ยังทำไม่ได้แล้วจะไปทำงานระดับโลกได้ยังไง ไล่จับไอ้เหลี่ยมต่อไปเถอะ ไม่ต้องไปคิดทำอะไรทั้งนั้น

 



 



พยายามมองหาโอกาสที่ไทยจะเป็นแบบจีนหรือกรุงเทพฯจะเป็นแบบเซี่ยงไฮ้บ้าง ในแง่ของคน คนของเขาไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพอะไรมากมายนักเพราะไม่ว่าจะเป็นมารยาทบนท้องถนนหรือการเข้าแถว บ้านเราว่าแย่แล้วแต่จีนนั้นแย่ยิ่งกว่าเรามาก ไม่มีวินัยและก็ไม่เคารพสิทธิของบุคคลอื่นซื่งแตกต่างจากผู้คนในอีกซีกโลกหนึ่งเป็นอย่างมาก.


แต่ในแง่โอกาส เขาน่าจะมีมากกว่าเรา การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าทำ การที่ทั้งเมืองและประเทศของเขารุดหน้าไปไกลมากๆในช่วงเวลาไม่กี่ปีก็เพราะเขามีการวางระบบที่ดีโดยผู้นำที่ดี กล้าตัดสินใจที่แม้จะกระทบต่อประชาชนบางคนบางกลุ่ม แต่ผลที่ออกมาก็คือเมืองและประเทศชาติได้ประโยชน์

ก็คงต้องรอกันต่อไปว่าเมื่อไหร่เราจะโชคดี ได้ผู้นำที่ดี กล้าคิด กล้าทำ และเปิดโอกาสให้"ประชาชนมาก่อน"จริงๆเสียที




คงสงสัยว่าทำไมมา World Expo โม้ว่าเข้า 5 ศาลา แล้วไม่เห็นเล่าเลยว่าพบเห็นอะไรบ้าง ก็บอกไปแล้วไงว่าตามเจ้านายมา แล้วก็ค่อนข้างโชคร้ายที่เจ้านายดันเป็นคนที่ขอแค่มาเท่านั้น มาให้ได้รู้ว่ามา เดินรีบๆเข้าไปถ่ายรูปพอเอาไปอวดโม้กับใครๆได้ว่า ข้ามาแล้ว เห็นอยู่นานหน่อยก็ที่ศาลาไทย คงต้องการให้มีคนเห็นมากๆจะได้ช่วยยืนยันว่า ข้ามาจริง

 

 

 

โดย: อายตนะ

ที่มา: มติชน  20 กันยายน 2553

Views: 63

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service