สถาปัตยกรรมมัสยิดเก่าพบว่าในช่วงแรกๆใช้ไม้เป็นหลักในท้องถิ่นก่อนที่จะพัฒนาขึ้นไปสู่การใช้วัสดุที่มั่นคงถาวรเช่นอิฐหรือคอนกรีตอย่างไรก็ดีในงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ แยกรูปแบบอาคารมัสยิดเป็น 2 ประเภท
มัสยิด และอาคารประกอบศาสนกิจในศาสนาอิสลามของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล ในความงดงามคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอาคารไม้ หลังคาจั่วทรงไทย หลัวคาปั้นหยา หลังคาทรงกระโจม ยังสามารถพบเห็นในบางตำบลของพื้นที่ โดย “คนใน” ชุมชนช่วยกันอนุรักษ์ รักษาไว้เป็นสมบัติในพื้นถิ่น
ผู้เขียน ได้ไปยืนชมมัสยิดควนลังงา หลังเก่า (มัสยิด ภาษาอาหรับ รากศัพท์ว่า สถานที่นมัสการหรือบูชา) มาแล้วที่ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ คราวร่วมงานชมงานหัตถกรรมแม่บ้านไทยมุสลิมเมื่อปีกลาย ซึ่งอาคารมัสยิดเก่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคาจั่วทรงไทย (ลืมถามคนท้องถิ่นสร้างขึ้นสมัยใด) แล้วถ่ายรูปไว้ เผื่อว่าจะได้มาใช้ประกอบเนื้อเรื่องมัสยิดสถาปัตยกรรม แล้ววันเวลาทำให้ล่วงลืมไปโดยปริยาย กระทั่งมานึกขึ้นได้
การนำเสนอเรื่องสถาปัตยกรรมมัสยิดในพื้นที่ชายแดนใต้ นำข้อมูลจากโครงการศึกษาวิจัย “มัสยิดและอาคารประกอบศาสนกิจในศาสนาอิสลามก่อน พ.ศ. 2475” ของนักโบราณคดี 2 ท่าน น.ส.ภัคพดี อยู่คงดี และ น.ส.พรทิพย์ พันธุโกวิท เขียนและพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารสัมมนาวิจัย วิจักขณ์ (2550) กรมศิลปากร ซึ่งขออนุญาตนำเสนอแบบฉบับกระชับพื้นที่
งานวิจัยชิ้นนี้ มุ่งเน้นที่ศึกษาพัฒนาการของการก่อสร้างและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะด้านงานสถาปัตยกรรมในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาก่อนหน้านี้มากนัก
ผลของการสำรวจเก็บข้อมูลในเชิงปริมาณอาคาร ทั้งที่เป็นมัสยิด ศาลาละหมาด/นมาช (บาลาเซาะฮ์) ที่ทำการก่อสร้างก่อนปี พ.ศ. 2475 ปัตตานีมี 31 แห่ง ยะลามี 17 แห่ง นราธิวาสมี 4 แห่ง และสตูลมี 47 แห่ง และปี พ.ศ. 2476 เรื่อยขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน มีการก่อสร้างอาคารมัสยิดในแต่ละพื้นที่จังหวัดจำนวนเพิ่มขึ้น (สถิติ 2543 มี 3906 แห่ง ปัจจุบันไม่ทราบตัวเลขชัด แต่ประมาณการเกิน 4,000 แห่ง)
กระนั้นก็ตาม ผลจากการสำรวจและวิเคราะห์ศึกษาอาคารมัสยิดในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ พบว่า ศูนย์รวมของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในไทยคือ จังหวัดปัต ตานี ซึ่งตามประวัติศาสตร์เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการค้า การเมือง การปกครอง เป็นระยะเวลานาน มีเมืองบริวารอยู่โดยรอบซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตยะลาและนราธิ วาส ทั้งจากการสำรวจจึงพบด้วยว่า มัสยิดที่มีอายุการก่อสร้างมานานตั้งอยู่ภายในเมืองเหล่านี้ หรือตำแหน่งที่เคยเป็นที่ตั้งของเมืองเก่ามาก่อน
ส่วนในพื้นที่สตูลนั้น เป็นชุมชนหรือหมู่บ้านชายฝั่งทะเล อันดามันทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลจากเมืองศูนย์กลางที่รับนับถือศาสนาอิสลามเช่นกัน นั่นคือเมืองไทรบุรี ทั้งยังเห็นได้ว่าปัตตานีและสตูลต่างก็ได้รับอิทธิพลทางความคิด ความเชื่อทางศาสนาจากตอนใต้ปลายแหลมลายูแผ่ขึ้นมาทั้งสิ้น
ในสถาปัตยกรรมมัสยิดเก่า พบว่าในช่วงแรกๆ ใช้ไม้เป็นหลักในท้องถิ่น เช่น ไม้ตะเคียน ไม้สยาแดง เป็นต้น ก่อนที่จะพัฒนาขึ้นไปสู่การใช้วัสดุที่มั่นคงถาวร เช่น อิฐ หรือคอนกรีต อย่างไรก็ดีในงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ แยกรูปแบบอาคารมัสยิดเป็น 2 ประเภท
รูปแบบที่ 1 อาคารไม้ หลังคาจั่วทรงไทย ทั้งที่เป็นอาคารโถง ไม่ยกพื้น และเรือนยกพื้น ฝาไม้ปะกน หลังคาจั่วลดชั้น ปลายปั้นลมทั้งสองข้างมีตัวเหงา อาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทยแบบภาคกลาง ได้แก่ บาลาเซาะฮ์อาโห ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มัสยิดปิยามุมังหลังที่ 1 ในพื้นที่ตำบลเดียวกัน มัสยิดควนลังงา (นัจมุดดีน) หลังที่ 1 ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
เมื่อพิจารณามัสยิดทั้ง 3 แห่ง กับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองหรือชุมชนโบราณ พบว่าที่ตั้งของบาลาเซาะฮ์อาโห มัสยิดปิยามุมัง มีความสัมพันธ์กับเมืองยะหริ่ง (เก่า) ซึ่งเป็นชื่อหัวเมืองมลายู และมัสยิดควนลังงามีความสัมพันธ์กับเมืองป่าบอน-ป่าลาม(เก่า)ที่ปรากฏรายชื่อเมืองในจารึกวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่3ว่า “ปะหลำ” (หรืออำเภอมะกรูดก่อนที่จะย้ายที่ตั้ง และเปลี่ยนชื่อเป็นโคกโพธิ์ในปัจจุบัน)
ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งของเมืองโบราณและมัสยิดเก่า ยืนยันได้ว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ขึ้นไปจนถึงสมัยอยุธยาปลาย มีอาคารมัสยิดที่เป็นไม้แบบเรือนไทย ใช้เป็นอาคารประกอบศาสนกิจ ทั้งนี้โดยได้รับอิทธิพลจากภาคกลางลงไป จัดเป็นมัสยิดที่มีรูปแบบเก่า กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 23 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 หรือคริสศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย
ถัดมาระยะที่ 2 อาคารไม้ยกพื้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาปั้นหยา ลักษณะเด่นของอาคารคือหลังคาที่มีสันหลังคาสอบเข้า จากปลายด้านข้างเข้าหาศูนย์กลาง (hipped) บนฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำให้เกิดเป็นมุมป้านบนหลังคาสองมุม เกิดเป็นเส้นสันหลังคาห้าเส้น เป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก ตัวอย่างอาคารรูปแบบนี้ในปัตตานี ได้แก่ มัสยิดตาแกะกือดา ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง สุเหร่าสะดาวา ต.สะดาวา อ.ยะรัง
นอกจากนี้มีรูปแบบ หลังคาปั้นหยาซ้อนสองชั้น เช่น บาลาเซาะฮ์คลองดาเต็ง ต.ดอน อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี มัสยิดดารุลยาดีดี ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และในจังหวัดเดียวกัน มัสยิดดะโละมาเนาะ (วาดิลฮุสเซ็น) ต.ลุโบะซาวอ อ.บาเจาะ มัสยิดที่มีการพัฒนารูปแบบมีรายละเอียดโดดเด่นที่สุด โดยเพิ่มรายละเอียดตกแต่งด้วยลายไม้ฉลุที่ละเอียดงดงาม มีองค์ประ กอบของมัสยิดที่สมบูรณ์หลังหนึ่ง
ลักษณะอาคารหลังคาปั้นหยานี้ เป็นอิทธิพลหลังจากที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 (คริสศตวรรษที่16) ต่อมาสามารถยึดดินแดนแถบนี้เป็นอาณานิคม เริ่มตั้งแต่โปรตุเกส ยึดเมืองมะละกาในปี พ.ศ. 2054 (ค.ศ.1511) ตามมาด้วยฮอลันดาและอังกฤษ มีผลให้ดิน แดนปลายคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะกลายเป็นดินแดนของชาติตะวันตก และเริ่มรับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิต ซึ่งปรากฏหลักฐานในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือนอยู่ในลักษณะยกพื้น หลังคาปั้นหยา และถ่ายทอดสู่อาคารที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาด้วยในระยะเวลาต่อมา
อาคารศาสนสถานประเภท ก่ออิฐประกอบไม้ หลังคาทรงกระโจม ส่วนใหญ่ไม่มีฐานหรือยกพื้นเล็กน้อย มีการวางผังโดยใช้เสาสี่ต้นเป็นแกนกลางของอาคาร หลังคาก่อสอบเข้าหาศูนย์กลาง (hipped) ลดชั้นลงมาตามระยะของช่องแถวเสา ทำให้เกิดเป็นหลังคาลดสองชั้น คล้ายกระโจม
มัสยิดมำบัง (หลังเก่า) อ.เมือง จ.สตูล เป็นต้นแบบ เข้าใจว่าจะก่อสร้างขึ้นพร้อมๆ กับการก่อ ตั้งเมืองสตูลในคราวแยกออกจากไทรบุรี ประมาณ พ.ศ. 2390 อย่างไรก็ดีมัสยิดนี้ได้ถูกรื้อ ปรับปรุงเป็นมัสยิดกลางประจำจังหวัด กระนั้นก็ยังมีมัสยิดในคราวไล่เลี่ยสืบทอดรูปแบบเดียวกันให้เห็นอยู่ คือมัสยิดอุได ต.อุไดเจริญ อ.ควนกาหลง มัสยิดบ้านวังประจัน ต.วังประจัน อ.ควนโดน มัสยิดตะโละใส (หลังเก่า) ต.ปากน้ำ อ.ละงู
ส่วนที่ปัตตานีและใกล้เคียงนั้นยังมีหลักฐานให้เห็น มัสยิดท่ายาลอ (ริฏรานียะห์) ต.ตุยง อ.หนองจิก และมัสยิดบือแนนากอ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา โดยรวมรูปแบบโครงสร้างน่าจะมีเค้ามาจากอาคารมัสยิดอากุง (Agung) เมืองเดมัก ในชวาภาคกลางอินโดนีเซีย สร้างในปี พ.ศ. 2017 (ค.ศ. 1474)
อีกรูปแบบอาคาร ก่ออิฐฐานเตี้ย รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาปั้นหยา นิยมมาตั้งแต่ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 พบเห็นได้ในปัตตา นี มัสยิดสลินดงบายู ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี มัสยิดบานา (นูรุลอิสลาม) ต.บานา อ.เมือง มัสยิดจะบังติกอ ต.จะบังติกอ อ.เมือง
เช่นกัน หลังคาปั้นหยาปลายจั่วมนิลา (จั่วมนิลา ชาวมลายูท้องถิ่นนิยมเรียก “บลานอ” ภาษาถิ่นที่ใช้เรียกชาวฮอลันดา) ได้รับอิทธิพลมาจากฮอลันดาผ่านอิน โดนีเซีย คงแพร่หลายเข้ามาในไทยประ มาณต้นพุทธ
ศตวรรษที่ 25 พบเห็นได้ในปัตตานีเช่นกัน สุเหร่าบราโอ ต.ประจัน อ.ยะรัง มัสยิดควนลังงา (นัดมุจดีน) หลังที่ 2 ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ มัสยิดปิยามุมังหลังที่ 2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง ซึ่งพัฒนาสูงสุดเป็นจั่วมะนิลาแฝด เป็นต้น
งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ สรุปตอนท้าย การรับรูปแบบของอาคารก่ออิฐที่เป็นรูปแบบตามหลักศาสนา เพื่อนมาซร่วมกันในวันศุกร์ และลดฐานะอาคารไม้ให้เป็นอาคารประกอบศาสนกิจประจำวัน หรือการรับรูปแบบของอาคารที่มีโดมเป็นมัสยิดเหล่านี้เกิดขึ้นภายหลังที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และรัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติอิสลามขึ้นในปี พ.ศ. 2490 และได้จัดสรรงบ ประมาณเพื่อก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัด เช่นที่มัสยิดกลาง ประจำจังหวัดปัตตานี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. .2505 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามประเพณีนิยมของชาวมุสลิมในโลกสากล อาคารก่ออิฐถือปูนหรือคอนกรีตที่มั่นคง หลังคาโดม
อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้เสนอแนะหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ช่วยกันอนุรักษ์รักษาสภาพอาคารมัสยิด สถาปัตยกรรมความเป็นของแท้ดั้งเดิมไว้ อันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ที่ตั้งมั่นของศาสนาอิสลามในสยาม (ไทย) ประเทศมานานกว่า 400 ปี
ก่อนที่หลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจะสูญหายไปในอนาคต
โดย: บูรพา โชติช่วง
ที่มา: สยามรัฐ 27 สิงหาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by