กรินทร์ กลิ่นขจร ชวนหลบฝนแวะแกลอรี่ชมความงามของชุมชนสามแพร่ง

 


หลังจากที่ได้รับโอกาสอันอบอุ่นจากชุมชนสามแพร่ง ได้แก่ แพร่งสรรพศาสตร์ แพร่งภูธร และแพร่งนรา ให้นำนักศึกษาสถาปัตย์ ชั้น ปี 1 และ 5 เข้าไปเยี่ยมเยือน ตลอดจนสัมผัสชีวิตผู้คน วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับชีวิตและสภาพแวดล้อมผ่านแบบฝึกหัด “การวาดเส้นทางสถาปัตยกรรม”,“โฟโตโม (การทำแบบจำลองจากภาพถ่าย)” และ “โฟโตเทรซ (การแกะรอยภาพถ่าย)” ซึ่งเป็นการฝึกการมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตรงหน้า เรียนรู้ แล้วถ่ายทอดสิ่งที่เห็นนั้นออกมาให้ผู้คนเข้าใจได้ 

ระหว่างนี้ จึงถึงคราวที่ อ.กรินทร์ กลิ่นขจร (จากภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เคยได้รับทุนไปศึกษาด้านการวางผังเมือง / URBAN PLANNING / CITY PLANNING ณ UNIVERSITY OF MICHIGAN ประเทศสหรัฐรัฐอเมริกา และเป็นผู้แปล "วะ-บิ-ซะ-บิ” ผลงานเขียนสำหรับศิลปิน นักออกแบบ กวี&นักปรัชญา ของ Leonard Koren มาให้เราได้อ่านกัน) 

รวมถึงคณาจารย์ผู้สอนด้านการวาดเส้นคือ รศ.วัชรี วัชรสินธุ์ และ ผศ.ธิติ ตริตระการ ร่วมกันนำผลงานของนักศึกษาทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นความงามของชีวิตในชุมชนสามแพร่ง มาจัดแสดงเป็น นิทรรศการ “ชีวิตงามที่สามแพร่ง” ให้คนทั่วไปและชาวสามแพร่งได้ชม ณ People Space แกลเลอรี่เล็กๆ ย่านแพร่งภูธร ที่มีผลงานศิลปะที่น่าสนใจมาให้ชมกันอย่างสม่ำเสมอ 

 

 




นิทรรศการประกอบด้วยสามส่วน โดยส่วนแรกคือ “ภาพวาดเส้นทางสถาปัตยกรรม” ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนนี้หลายคนอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะ การวาดเส้นทางสถาปัตยกรรม (Architectural Delineation) คือการเก็บข้อมูลและเรียนรู้สถาปัตยกรรมผ่านการเขียน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการฝึกฝนสายตา สมอง และมือ เพื่อมองให้เห็นสิ่งที่ประทับใจแล้วเก็บด้วยความรู้สึก จดจำให้ได้ เรียนรู้ แล้วถ่ายทอดผ่านการเขียนออกไปให้ผู้คนเข้าใจ 

แต่อีกสองส่วนของนิทรรศการคือ “โฟโตโม และ โฟโตเทรซ” ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 5 ที่กำลังจะจบการศึกษา คืออะไรนั้น อ.กรินทร์ ช่วยคลายความสงสัยว่า 

โฟโตโม (Fotomo = Foto + Model) อ่านว่า โฟ-โต-โหมะ คือการทำแบบจำลองด้วยภาพถ่าย โดยเป็นการนำเอาภาพถ่ายของฉากในโลกความจริงมาตัด จัดวาง และประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นภาพตัดแปะสามมิติ ซึ่งเทคนิคนี้ คิมิโอะ อิโตซากิ (Kimio Itozaki) นักถ่ายภาพชาวญี่ปุ่นผู้มีมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ว่าด้วยชีวิตและศิลปะ เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นนักศึกษาสถาปัตย์ ลาดกระบัง ชั้นปีที่ 5 เริ่มต้นทำแบบฝึกหัดโฟโตโมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2551 โดยเลือกทำโฟโตโมของย่านไหนก็ได้ตามความสนใจของตน 

สำหรับการทำโฟโตโมครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2552 จนนำมาสู่การนำผลงงานมาจัดแสดงในนิทรรศการ “ชีวิตงามที่สามแพร่ง” เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาทั้งหมดได้ทดลองทำโฟโตโมในย่านเดียวกันนั่นคือย่านสามแพร่ง 

การนำโฟโตโมมาเป็นแบบฝึกหัดสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 5 ในครั้งนี้ อ.กรินทร์กล่าวว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสชีวิตผู้คนและสถาปัตยกรรมในย่านต่าง ๆ ร่วมกันเป็นทีม ฝึกสังเกตชีวิตประจำวันผ่านภาพรวมและรายละเอียดทั้งหลายที่มีอยู่ตามท้องถนนทั่วไป ฝึกมองให้เห็นสิ่งที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาซึ่งอาจจะคิดไปเองล่วงหน้าว่าเห็นแล้วหรือรู้แล้ว ฝึกมองให้เห็นความสร้างสรรค์ของผู้คนในชีวิตประจำวัน เก็บข้อมูล เรียนรู้และถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนเข้าใจได้ 

“เนื่องจากโฟโตโมคือการนำเอาของจริงมาย่อเป็นแบบจำลองที่เล็กลง การเก็บข้อมูลเพื่อทำโฟโตโมทำให้นักศึกษาต้องลงสัมผัสชีวิตชุมชนจริง ๆ มองให้เห็นและบันทึกผ่านการถ่ายภาพบรรยากาศโดยรวม บรรดาอาคารแต่ละด้านของถนน วัตถุต่าง ๆ ยานพาหนะและผู้คนที่ผ่านไปมา และรายละเอียดที่ยิบย่อยลงไป 

บางครั้งนักศึกษายังอาจต้องไปเก็บข้อมูลเพิ่ม อาจต้องไปแล้วไปอีกเพื่อเก็บสิ่งที่อาจมองข้ามไป แล้วกลับมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นแบบจำลองสามมิติของฉากชีวิตเมือง อย่างที่มองเห็นและรู้สึกเหมือนว่าได้ไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ซึ่งต้องอาศัยการแก้ปัญหาและการสร้างสรรค์ร่วมกันเป็นอย่างมาก นักศึกษาจะต้องใช้ทักษะแทบทั้งหมดที่เรียนรู้มาเป็นเวลาเกือบห้าปีในโรงเรียนสถาปัตยกรรมเพื่อทำงานฝีมือกระดาษโฟโตโมร่วมกันโดยอ้างอิงขนาดสัดส่วนของมนุษย์เป็นสำคัญ” 

ขณะที่ โฟโตเทรซ (Fototrace) คือการแกะรอยภาพถ่ายที่บันทึกความสนใจหรือความประทับใจของผู้ถ่ายภาพระหว่างการสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในย่านต่าง ๆ โดยเริ่มจากนำกระดาษไขทาบลงบนภาพถ่ายต้นฉบับที่เลือกมาแล้วติดเทปไม่ให้เลื่อนออกจากกัน จากนั้นจึงใช้ปากกาตัดเส้นสีดำลากไปตามความต่อเนื่องและความแตกต่างของรูปร่าง แสงเงา และลวดลายที่มีอยู่ในภาพถ่ายนั้นทั้งหมด โดยปราศจากการซอยเส้นลงน้ำหนักอ่อนแก่และไม่ถมดำ เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่เห็นออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ได้จนถึงที่สุด 

“การเขียนทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ได้โดยผ่านการมองเห็น ไม่ว่าจะผ่านประสบการณ์การเห็นและการสังเกตของตนเอง หรือผ่านการบันทึกด้วยการเขียนจากประสบการณ์ผู้อื่นก็ตาม หลังจากเขียนรูปเสร็จแล้วนักศึกษาจะได้พิจารณากระบวนการตั้งแต่การถ่ายภาพระหว่างการลงพื้นที่จนเขียนรูปเสร็จโดยตลอดว่าเห็นอะไรบ้าง จากนั้นจึงเขียนคำบรรยายประกอบภาพเพื่อเรียนรู้และสร้างสมดุลระหว่างการเขียนรูปกับการเขียนหนังสือให้เป็นเนื้อเดียวกัน ตลอดจนถ่ายทอดให้ผู้อื่นเห็นตามได้ว่าผู้แกะรอยนั้นเห็นอะไรบ้าง และนี่คือกระบวนการที่พยายามจะส่งเสริมให้นักศึกษาเห็น คิด พูด และทำตรงกัน โดยไม่ขัดแย้งกันเอง เห็นอะไรคิดอย่างนั้น คิดอะไรพูดอย่างนั้น พูดอะไรทำอย่างนั้น 

นอกจากนี้ ผลงานโฟโตเทรซของนักศึกษา 5 ชิ้น ในนิทรรศการ ยังได้รับความเอื้อเฟื้อเป็นพิเศษในการลงสีโดยศิลปินรับเชิญ ทรงวิทย์ สี่กิติกุล ผู้เขียนหนังสือ “โลกของเรา” และ “ที่นี่มีชีวิต” อีกด้วย” 

 



จากเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้นิทรรศการ “ชีวิตงามที่สามแพร่ง” ถูกเลื่อนมาหลายครั้งหลายครา กระทั่งได้ฤกษ์สะดวกเปิดนิทรรศการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา และจะเปิดแสดงไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2553 เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 11.00 -19.00 น. ซึ่งผู้ที่สนใจไปชมสามารถโทรไปสอบถามได้ที่ โทร 082-785-5594 Email:people.space@yahoo.com หรือ peoplespace.bangkok@gmail.com 

การเดินทางไปชมนิทรรศการ จากสี่แยกคอกวัว เดินตรงไปทางศาลเจ้าพ่อเสือ ประมาณ 300 เมตรจะเห็น ถ.แพร่งภูธร อยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้าไปในแพร่ง เดินตรงไปนิดหน่อยแล้วเลี้ยวซ้าย มองไปสุดทางจะเห็น People Space ตั้งอยู่ตรงมุมซ้าย 

 
อ.กรินทร์ กลิ่นขจร 
-------------------------


@@ทำไม อ.กรินทร์ จึงสนใจชุมชนสามแพร่ง 

ผมเคยมาเดินชมงาน “วันงามที่สามแพร่ง ครั้งที่ 2” เมื่อราวสิบปีที่แล้ว จากนั้นก็มาเดินเล่นที่สามแพร่ง และกินข้าวกินขนมที่สามแพร่งอยู่เนือง ๆ ได้ติดตามมาร่วมชมเทศกาลชุมชนดนตรีศิลปะ “บ้านในฝัน สันติสุขทุกดวงใจ” ซึ่งเกิดความร่วมมือระหว่างนักเรียนจาก 10 โรงเรียน กับวงโฮปแฟมมิลี่ กลุ่มดินสอสี และชุมชนแพร่งภูธร ตั้งแต่ครั้งแรกที่จัด ติดตามกิจกรรมนี้ในปีต่อ ๆ มา และประทับใจมาก ผมยังฝันว่าอยากเห็นกิจกรรม “บ้านในฝัน” มาจัดที่แพร่งภูธรอีกมาก ๆ 

ย่านสามแพร่งอาหารอร่อย ตึกแถวเก่าสวยงาม ร้านรวง สงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวาย สวนร่มรื่น ผู้คนอัธยาศัยดี ยังรักษาสิ่งดีงามของชุมชนไว้ได้มาก ในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2551 ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ ก็ได้จัดกิจกรรม “เยือนมุมสงบ หลบเสียงกรุงเทพฯ ครั้งที่ 6 : ชวนเพลินเดินสามแพร่ง” โดย รศ. ประทุมพร วัชรเสถียร กรุณาเป็นวิทยากรนำชมย่านสามแพร่งซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมากครับ 

@@ส่วนตัว อ.กรินทร์ ประทับใจชุมชนแห่งนี้ในด้านไหน,เพราะอะไร 

สามแพร่งเป็นย่านประวัติศาสตร์มีชีวิตซึ่งผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 สามแพร่งก็เป็นย่านการค้าสมัยใหม่ใจกลางพระนครที่เจริญที่สุด สิ่งที่สำคัญมากประการหนึ่งก็คือการเกิดธรรมเนียมการสร้างวังแบบใหม่ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การสร้างวังพร้อมกับการสร้างตึกแถวให้ผู้คนเช่าบริเวณหน้าวังหรือรอบวังเพื่อหารายได้ ซึ่งเห็นได้ชัดในย่านสามแพร่งจากตึกแถวหน้าวังของกรมพระนราธิปฯ กับกรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ และหลังจากกรมหมื่นภูธเรศฯ สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ได้ทรงซื้อวังของกรมหมื่นภูธเรศฯ และโปรดให้สร้างตึกแถวให้คนเช่าขึ้นแทนในเวลาไม่นานนัก 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงโปรดให้สร้างตึกแถวควบคู่ไปกับถนนที่ตัดขึ้นด้วยเช่นกัน ย่านสามแพร่งจึงมีตึกแถวยุคแรก ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ล้อมรอบ สามแพร่งเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างวังกับบ้าน จากการที่มีเรือนแพของชาวบ้านริมฝั่งเจ้าพระยาอยู่หน้าพระบรมมหาราชวังและวัดสำคัญ ๆ สู่การมีตึกแถวที่ชาวต่างประเทศและชาวบ้านมาเช่าเปิดห้างร้านและอยู่อาศัยรอบวัง การสร้างตึกแถวล้อมวังเป็นกระแสใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้และไม่ใช่เรื่องเสียหาย 

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บริเวณรอบสามแพร่งกลายเป็นที่ตั้งหน่วยงานราชการสำคัญ ๆ ย่านนี้จึงมีร้านอาหารอร่อยนานาชนิดไว้บริการข้าราชการทั้งหลาย แต่เมื่อหน่วยงานของกระทรวงต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบเริ่มทยอยย้ายออกจากกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ความคึกคักและรายได้ของห้างร้านในย่านสามแพร่งจึงลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดี การรักษาเสน่ห์ความเป็นร้านอาหารที่สืบทอดความอร่อยแบบเดิม กับความเป็นร้านขายสินค้าและบริการเฉพาะทาง คือเหตุผลหนึ่งซึ่งเมื่อรวมเข้ากับการริเริ่มอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโดยชาวชุมชนนี้เองจึงทำให้ร้านเหล่านี้ยังสามารถดำรงอยู่และปรับสมดุลสู่การทำมาหาเลี้ยงชีวิตอย่างพอเพียงครับ 

ทุกวันนี้สามแพร่งยังคงเป็นแหล่งของกินรสเด็ด ทั้งร้านเก่าที่อยู่คู่ย่านมานานหลายชั่วอายุคนและร้านใหม่ที่เข้ามาเปิดร่วมอยู่ภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาหารเชลล์ชวนชิม เปิบพิสดาร ของหวานกินเล่น และของกินอีกมากมาย ซึ่งอาหารในปัจจุบันหลายจานก็สอดคล้องกับรายการอาหารที่มีขายในย่านนี้เมื่อร้อยปีที่แล้ว 

ย่านประวัติศาสตร์มีชีวิตอันรุ่มรวยเสน่ห์นี้ แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรม แต่ก็มีร่องรอยประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นท่ามกลางหมู่สถาปัตยกรรมอายุกว่าร้อยปี ถึงแม้จะมิใช่ของดั้งเดิมทุกอย่าง แต่ก็รักษาของดั้งเดิมไว้ได้มาก นอกจากนี้ก็ยังมีความริเริ่มใหม่ ๆ เข้ามาอยู่ร่วมเป็นเพื่อนบ้านกับชาวแพร่ง อาทิ บางกอกฟอรั่ม โรงแรมเดอะภูธร และพีเพิลสเปซแกลเลอรี่อีกด้วย ความริเริ่มเหล่านี้สร้างสีสันใหม่ ๆ และทำให้มีผู้คนใหม่ ๆ เข้ามาเยี่ยมเยือนสามแพร่งมากขึ้น 

ยามใดที่เรามองเมืองและสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เห็นสถาปัตยกรรมเป็นแค่ตึกรามบ้านช่อง และเมืองก็คือตึกรามบ้านช่องกับสิ่งก่อสร้างทั้งหลายมารวมกัน เราก็จะปฏิบัติกับเมืองและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเรามองเห็นเมืองและสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก มีผู้คนมากมาย สรรพชีวิตใหญ่น้อย และธรรมชาติอยู่ร่วมกันในนั้น เราก็จะปฏิบัติกับเมืองและสถาปัตยกรรมอีกแบบหนึ่ง โดยพื้นฐานที่สุดแล้ว สิ่งที่เรียกว่า “เมือง” ที่ประกอบขึ้นด้วยอาคารสิ่งปลูกสร้างและผู้คนตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชพรรณและสรรพสัตว์อื่น ๆ อีกไม่น้อย เมืองจึงเป็นถิ่นฐานที่มีชีวิตจิตใจและมีจิตวิญญาณสอดแทรกอยู่แทบจะทุกอณู 

ในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้นสถาปนิกไม่ได้สร้างงานศิลปะเพื่อตนเอง หรือศิลปะเพื่อศิลปะ ทว่าออกแบบและสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างหรือสถาปัตยกรรมเพื่อผู้คนและชีวิต ด้วยเหตุนี้ สถาปนิกจึงจำเป็นที่จะต้องสัมผัส มองให้เห็นถึงสิ่งที่มีอยู่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะชีวิตที่ดำรงอยู่ในสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมที่สถาปนิกจะออกแบบ เปิดตาเปิดใจให้มองเห็นชีวิต เอาใจใส่ อ่อนไหวและอ่อนโยนต่อชีวิต เห็นคุณค่าและความงามของชีวิตที่มีอยู่ดำรงอยู่ต่อหน้าต่อตาของตน มิเช่นนั้นแล้ว การทำงานของสถาปนิกก็คงจะเปี่ยมไปด้วยความรุนแรงและไม่ต่างจากอาชญากรรมสักเท่าใดนัก ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม 

 




@@สิ่งที่ผู้ชมและชาวชุมชนสามแพร่งจะได้จากนิทรรศการนี้ 

นักศึกษาสถาปัตย์ ลาดกระบัง ปี 1 & ปี 5 ได้รับโอกาสอันอบอุ่นจากชุมชนสามแพร่งให้เข้ามาเยี่ยมเยือน สัมผัสชีวิตผู้คน วัฒนธรรม อาหาร และสถาปัตยกรรม เพื่อเรียนรู้สถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับชีวิตและสภาพแวดล้อม ฝึกการมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตรงหน้า เรียนรู้ แล้วถ่ายทอดสิ่งที่เห็นและเรียนรู้ออกมาให้ผู้คนเข้าใจได้ เกิดเป็นผลงาน “ศิลปะ” ซึ่งแสดงให้เห็นความงามของชีวิตในชุมชนที่เหมาะจะนำไปแสดงให้ผู้คนนอกชุมชนเห็นภาพสามแพร่งได้อย่างชัดเจนขึ้น และบางทีคนในชุมชนก็อาจมองข้ามไป 

ผมหวังว่าการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเสวนา การฉายหนัง ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ระหว่างการจัดนิทรรศการในครั้งนี้อาจจุดประกายให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ แก่ผู้ชมและผู้คนในชุมชนสามแพร่งได้บ้าง 

@@อยากฝากอะไรถึงชาวชุมชนสามแพร่ง 

อยากจะชวนชาวชุมชนสามแพร่งมาร่วมชมนิทรรศการ มาร่วมกิจกรรมและแบ่งปันมุมมองอันหลากหลายกับนักศึกษาและผู้เข้าชมนิทรรศการจากภายนอก ซึ่งอาจก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อย่านสามแพร่งในอนาคตครับ 

@@ยังมีชุมชนแห่งไหนอีกบ้างที่อยากนำนักศึกษาลงพื้นที่ 

กิจกรรมการเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการทดลองให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดแล้วนำมาจัดนิทรรศการในย่านเดียวกันเป็นครั้งแรก ตอนนี้ผมก็เริ่มรู้จักกับน้อง ๆ ชมรมเกสรลำพูที่บางลำพูครับ บางลำพูเป็นย่านที่น่าสนใจมาก เหมาะแก่การเรียนรู้ของนักศึกษาสถาปัตย์ ซึ่งเทอมที่แล้วก็ได้พานักศึกษาปีหนึ่งมาเรียนรู้เรื่องสวนและผู้คนผ่านการเขียนรูปที่สวนสันติไชยปราการ และเมื่อสองปีก่อนก็มีนักศึกษาที่เป็นศิษย์เก่าวัดบวรนิเวศทำโฟโตโมย่านบางลำพูซึ่งทำได้ดีมาก ๆ 
…… 
อย่างก็ตาม นอกจากความสนใจในการเรียนรู้ของนักศึกษาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้กิจกรรมเล็กๆแต่งดงาม เช่นนี้ เดินหน้าได้ อ.กรินทร์ กล่าวว่าคือความสนใจและความสมัครใจของชุมชนนั่นเอง 

 

 


 
นักศึกษาสถาปัตย์ ชั้น ปี 1 และ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
-------------------------




ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2553 

Views: 1286

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service