กูรูโฆษณาแนะวัยโจ๋ “ผลงานเจ๋ง ต้องฉีกกรอบ อย่าตามเทรนด์”

ธรรมชาติของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมอย่างหนึ่ง มักทำอะไรตามๆกันจนกลายเป็นกระแสหลัก แม้บางเรื่องเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็คงไม่ใช่กับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้ความสร้างสรรค์อย่างงานโฆษณา ที่หากทำตามกระแสเหมือนๆกัน ก็จะเกิดเป็นความ “เฝือ” และ “เกร่อ” กลายเป็นการจำกัดกรอบความคิดไปอย่างน่าเสียดาย 


 
นายนิกรม กูลโฆษะ และนายวิทวัส ชัยปราณี



นายวิทวัส ชัยปราณี นายกสมาคมธุรกิจโฆษณา และ นายนิกรม กูลโฆษะ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก สองผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณามานาน ได้ให้เคล็ดลับ-แนวคิดการทำงานโฆษณาแก่นิสิตนักศึกษารุ่นใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ 

เริ่มที่นายกสมาคมโฆษณา ที่เล่าย้อนประวัติของรูปแบบงานโฆษณาว่า ยุคเริ่มแรกก็มักเป็นรูปแบบของโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไร และมักขายคุณสมบัติเกินจริงเอาไว้ก่อน หรือที่เรียกว่า โฆษณากันปาวๆ จนกระทั่งเริ่มมียุคของการโฆษณาเน้นภาพลักษณ์ ทำให้ดูดีเอาไว้ก่อน แต่มาถึงยุคปัจจุบันการโฆษณาที่ดูดีเพียงภาพลักษณ์ ไม่สามารถใช้ได้ผลเช่นเดิม เพราะผู้บริโภคฉลาดขึ้น ทิศทางของการเสพโฆษณาจึงต้องการการตอบโจทย์ชัดเจน 

นายนิกรม กล่าวเสริมต่อไปว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์จึงต้องพยายามหาสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง งานครีเอทีฟก็ต้องคิดมุมมองใหม่ๆเสมอ 

“ตลาดในปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงความสวยงามของภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ซื้อของไปแล้วต้องใช้ประโยชน์ได้ด้วย การโฆษณาในยุคนี้ลูกค้าจึงชอบให้บอกตรงๆ มีอะไรที่โดดเด่นเป็นข้อดีก็บอกมาให้หมด” 


 
งานโฆษณาของ "ร.ร.สอนคาราเต้"



เมื่อพูดถึงคำว่า “เทรนด์” หรือแนวโน้ม – กระแสของสิ่งต่างๆ อาจเป็นประโยชน์ในบางเรื่อง แต่สำหรับวงการโฆษณาแล้ว นายกสมาคมโฆษณาอย่างนายวิทวัส เผยว่า ไม่นิยมใช้คำคำนี้ 

“ผมไม่ชอบใช้คำว่าเทรนด์กับการโฆษณา เพราะมันจะทำให้จับทางถูก คิดดูว่าในปีหนึ่งมีโฆษณามากกว่า 12,000 ผลงาน ซึ่งเราไม่มีทางที่จะจดจำได้ทั้งหมด แต่ใครที่ฉีกออกไปจากเทรนด์ คนนั้นต่างหากที่โดดเด่น โดยธรรมชาติของงานโฆษณาจะเป็นวัฏจักร ไม่ตลกก็ซึ้ง ไม่ซึ้งก็เศร้า ก็จะวนเวียนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราอยากโดดเด่นก็ต้องฉีกอารมณ์ออกไปจากความนิยมตอนนั้น ถ้ามีคนทำตลกกันมามาก เราก็ต้องไปทำโฆษณาซึ้งๆ เพราะถ้าไปทำตลกตามๆกันหมดก็กลายเป็นความเฝือ” 

มือโปรด้านโฆษณายังแนะต่อไปว่า ความแตกต่างไม่เพียงแค่ความคิดของชิ้นงาน แต่รวมถึงวิธีการสื่อสารที่ต้องแตกต่างออกไป เพราะยุคปัจจุบันมีสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแค่โทรทัศน์วิทยุเป็นสื่อหลักเหมือนเดิม แต่สื่อที่โตขึ้นมีทั้งอินเทอร์เน็ต สื่ออีเวนท์ ฯลฯ ดังนั้นการทำโฆษณา จึงอย่ามองแค่สื่อเดียว พร้อมยกตัวอย่างผลงานโฆษณารถยนต์BMW ที่จ้างผู้กำกับภาพยนตร์มาสร้างความแตกต่างให้กับการโฆษณา และโฆษณาผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น 


 
งานโฆษณาของ บ.ส่งพัสดุชื่อดัง



เมื่อมองภาพวงการโฆษณาของไทยในระดับสากล ผู้คร่ำหวอดวงการโฆษณาเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา วงการโฆษณาของไทยติดเข้าสู่อันดับโลกได้อย่างน่าภูมิใจ 

“เป็นเรื่องโชคดีที่ประเทศไทยของเรามีโปรดักชั่น เฮ้าส์ ราคาย่อมเยาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โฆษณาเมืองนอกตัวหนึ่งอาจใช้งบประมาณสูงถึง 40-50 ล้านบาท แต่เมืองไทยใช้งบประมาณแค่ 3-4ล้านก็ทำได้แล้ว ทำให้เมืองไทยมีปริมาณโฆษณาผลิตออกมาได้มากกว่า เมื่อปริมาณมาก โอกาสที่จะเกิดก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จนแวดวงโฆษณาไทย กวาดรางวัลระดับโลกมาได้มากมาย มือหนึ่งในวงการโฆษณา ก็เป็นคนไทย โปรดักชั่น เฮ้าส์งานโฆษณาระดับโลก ก็อยู่ที่เมืองไทย ฝีมือด้านโฆษณาของประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงติด ranking ในอันดับสูงของโลกมาโดยตลอด เรียกว่าไม่แพ้ประเทศดังๆอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือญี่ปุ่นเลย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่นักโฆษณากดดัน เพราะมุขโฆษณาต่างๆที่เราผลิตออกมา อีกไม่นาน จีนก็เอาไปใช้ อินเดียก็เอาไปใช้ ดังนั้นเราจึงต้องคิดอะไรใหม่ๆตลอดเวลา” นายกสมาคมธุรกิจโฆษณา เผยข้อมูล 


 
โฆษณามูลนิธิอนุรักษ์ป่า



พร้อมกันนี้ ทั้งคู่ยังแนะเทคนิคการสร้างผลงานโฆษณาเพิ่มความน่าสนใจ โดยย้ำว่าอย่าไปยึดติดกับคำว่า “เทรนด์” เพราะสักวันหนึ่งก็จะเกิดเป็นความนิ่ง 

“ในระดับโลก โฆษณาไทยอาจจะโดดเด่น ส่วนหนึ่งเพราะฝรั่งอาจไม่คุ้นเคย แต่ถ้าหากเรายึดกับเทรนด์เดิมๆ ก็จะกลายเป็นการสร้างกรอบให้กับตัวเอง คนที่ทำงานโฆษณาจึงต้องสร้างเทคนิคใหม่ๆ ทำลายความจำเจ อาจจะใช้หลายๆวิธีมารวมกัน บางคนอาจใช้ mind map หรือแผนที่ความคิด จับมาเชื่อมโยงกัน บางคนอาจจะใช้ทำงานตามทฤษฎีทุกประเภทจากโจทย์เดียว ทำมาหลายๆแบบ แล้วค่อยมาเลือกผลงานที่ชอบมากที่สุด เพราะการทำโฆษณาก็ต้องทำมาจากไอเดียเริ่มต้นก่อน ขอให้คิดออกมาให้หลากหลายมากที่สุด มองจากมุมมองหลายๆมุม แล้วค่อยมาแตกว่าอยากจะเสนอออกไปในรูปแบบสื่อประเภทไหน” นายนิกรม กล่าว 

ด้านนายวิทวัส แนะเทคนิคด้านการสร้างประสบการณ์ร่วมในงานโฆษณากับผู้ชม โดยกล่าวถึงพฤติกรรมการเสพงานโฆษณาของคนทั่วไปว่า เมื่อดูแบบเดิมๆก็จะเกิดความเบื่อ ดังนั้นหากลองให้ผู้เสพงานโฆษณาได้มีประสบการณ์ร่วมไปกับผลิตภัณฑ์ หรือมีกิจกรรมร่วมก็จะเป็นการโฆษณาที่สร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อย 

“อาจจะทำโฆษณาแบ่งเป็นตอนๆ แล้วตอนจบก็ให้ผู้ชมโหวตกันเข้ามาว่าอยากให้จบแบบไหน คนก็จะเกิดการติดตามและมีประสบการณ์ร่วมโดยตรงกับโฆษณาชิ้นนั้น หรือในต่างประเทศมีการทำโฆษณาทอฟฟี่ยี่ห้อหนึ่ง ที่ทำสตอรเบอร์รี่ลูกใหญ่ให้ค่อยๆขยายโตขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็ให้ผู้ชมทายผลว่า มันจะแตกวันไหน เวลาใด ใครทายถูกก็มีรางวัลให้ ซึ่งได้ผลมากเพราะทำให้มีคนไปลงทะเบียนร่วมทายผล บางคนไปนั่งเฝ้าดู จนกระทั่งวันที่มันระเบิดจริงๆ ก็มีคนไปรอกันเป็นจำนวนมาก แถมพอระเบิดออกมาก็กลายเป็นทอฟฟี่ออกมาอีก ลูกค้าก็จะได้รับประสบการณ์การมีส่วนร่วมในโฆษณาชิ้นนี้ได้มากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ” 


 
โฆษณารณรงค์งดใช้ความเร็วในเขตโรงเรียน



นายกสมาคมธุรกิจโฆษณา ยังแนะนำขั้นตอน 3 ข้อง่ายๆในการผลิตผลงาน คือ รู้จักกลยุทธ์ หาไอเดีย และลงมือปฏิบัติ 

“ขั้นตอนในการผลิตงานโฆษณาสักชิ้นมีหลักง่ายๆ 3 วิธี คือ 1.กลยุทธ์ เราต้องรู้ว่า Who - What – How หมายถึงรู้ว่าพูดกับใคร เป็นชายหรือหญิง อายุเท่าไหร่ จากนั้นต้องรู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร สารที่จะส่งถึงคืออะไร เมื่อรู้แล้วก็คิดว่าจะผ่านการใช้สื่อใดออกไป 2.หาไอเดีย หรือความคิด ที่มาจากข้อแรก ดูปัญหาภายในของกลุ่มเป้าหมายว่า คือ อะไร เช่นผู้หญิงอ้วน-ผอม มีปัญหาอะไร เมื่อทราบปัญหา ความคิดก็จะออกมา ก่อนจะปิดท้ายด้วย 3.การลงมือปฏิบัติ หรือ execution ที่จะต้องโฟกัสไปที่ไอเดียในข้อ 2 อย่าให้หลุด หรือแตกประเด็นออกไปเป็นอย่างอื่น ต้องพยายามจับประเด็นปัญหานั้นให้อยู่” 

เคล็ดลับส่งท้ายอีกอย่างที่กูรูคนนี้แนะนำ คือ การสนใจคนอื่น สนใจสิ่งรอบตัว อย่าสนใจเพียงเรื่องของตัวเอง หรือเฉพาะสิ่งที่ชอบเท่านั้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายในความคิด ที่สำคัญ นักคิดนักโฆษณาควรจะมี Book of Idea หรือสมุดจดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น เอามาอ่านก็จะต่อยอดความคิดได้หลากหลายมากขึ้น 


 
โฆษณาท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น



หลังจากได้ข้อคิดดีๆจากคนที่อยู่ในวงการวิชาชีพไปแล้ว ด้านนักศึกษา ม.กรุงเทพ ที่เรียนในสายนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาอย่าง ธีรพงศ์ วิชิตะคง เปิดเผยถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการคิดงานว่า ผลงานส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมาจากสื่อต่างๆ สิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการได้พูดคุยกับผู้คนที่เจอก็สามารถเก็บมาเป็นข้อมูลได้ เพราะการเรียนวิชาโฆษณาสัดส่วนจะออกไปในการเรียนรู้แนวความคิดก่อน แล้วนำมาปฏิบัติให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหน เหมาะกับบุคคลใด สถานที่ไหน แล้วค่อยนำมาลงสู่สตอรี่บอร์ด ดังนั้น การพยายามหาไอเดียความแปลก สิ่งใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ 

สอดคล้องกับที่ สักรรจ์ สุทิน นักศึกษาด้านการโฆษณาอีกคนบอก ว่าเมื่อได้โจทย์ของงานมาแล้ว ก็ต้องรู้จัก ทำการศึกษาผลิตภัณฑ์ว่าเกี่ยวกับอะไร แล้วหามุมมองใหม่ๆเพิ่มเติมเข้าไป โดยคนที่เรียนด้านนี้ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนเรื่องทักษะด้านภาษา ศิลปะ คอมพิวเตอร์ ก็อาจมีส่วนบ้าง เพราะจะทำให้งานมีความสมบูรณ์มากกว่าเดิม 

ส่วน ณัฐวัฒน์ เตชวณิชชวาล นักศึกษาหนุ่มเอกโฆษณา จาก ม.กรุงเทพอีกราย ให้แง่คิดว่า การคิดงานแต่ละครั้ง หากเรารู้จักสินค้าไม่มากพอ หรืออาจจะมีประสบการณ์น้อย ก็จะทำให้ไม่สามารถคิดอะไรแปลกใหม่ได้มากพอ หรือคิดแล้วคนอื่นก็อาจจะคิดซ้ำตรงกัน 

“การทำงานโฆษณาจึงไม่ควรเจอในสิ่งที่จำเจ แต่ต้องพยายามหามุมมองอีกด้านมาประยุกต์ใช้ การเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการทำผลงาน ต้องเปิดกว้างทั้งทฤษฎี และการปฏิบัติ คิดให้กว้าง ไม่ต้องจำกัด ให้คิดมาก่อน ค่อยมาว่ากันอีกที แล้วจะได้ความคิดใหม่ๆเพิ่ม แต่ก็ต้องรับฟังในสิ่งที่อาจารย์แนะนำด้วย แม้เราอาจะไม่เห็นด้วย ก็แล้วค่อยๆนำข้อแนะนำนั้นไปประยุกต์ให้แตกต่างกว่าเดิม ก็จะทำให้ผลงานมีความสมดุลมากขึ้น นอกจากนี้หากมีโอกาสได้ส่งผลงานประกวดเวทีต่างๆ ก็จะทำให้ได้เปิดมุมมองความคิดของคนอื่นบ้าง ว่าเขาคิดกันอย่างไร” 

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่สนใจอยากปล่อยของ ปล่อยพลังความคิดด้านการโฆษณา Life on Campus คาบข่าวมาฝากว่า ผลิตภัณฑ์น้ำผัก SAPPE’ กำลังจัดกิจกรรมมองหานักโฆษณาไอเดียเด็ดไม่จำกัดรูปแบบ ... รีบรวมทีมเพื่อนๆให้ครบ 3 คน แล้วลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่ www.sappe.com




หน้าแรก Campus | Lecture นอกชั้น 
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2553

Views: 75

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service