Maradona by Kusturica วันที่ "พระเจ้า" สารภาพบาป

 

เวลาดูหนังอัตชีวประวัติของคนดังๆ ทั้งหลาย นอกเหนือไปจากการได้มองเห็นเส้นทางภาพรวมของชีวิตพวกเขาแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งผมรู้สึกสนใจในหนังกลุ่มนี้เป็นพิเศษก็คือ ผู้กำกับ (แน่นอน ย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของประวัติหรือญาติๆ ก่อน ในกรณีที่คนดังนั้นๆ เสียชีวิตไปแล้ว) จะนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาเหล่าคนดังออกมาอย่างไร 

โดยส่วนตัว ผมชอบ Ray (เรื่องราวของศิลปินแจ๊ส "เรย์ ชาร์ลส์") เพราะหนังไม่ได้มองข้ามด้านที่มืดมัวในชีวิตของเขา และเล่ามันออกมาควบคู่ไปกับภาพของความเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ผมชอบ The Motorcycle Diaries (ส่วนเสี้ยวชีวิตของ "เช เกวารา") เพราะมันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนักปฏิวัตินั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว แต่ในฐานะคนหนุ่มคนหนึ่ง เขาก็เหมือนคนในวัยกำดัดทั่วๆ ไปที่เปี่ยมไปด้วยความคิดฝันและความรู้สึกที่จะรักใครสักคน 

และไม่มากไม่มาย ผมก็ชอบ Maradona By Kusturica ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกันนั้นเท่าไรนัก 

หลักๆ นั้น หนังพูดถึงใคร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะเพียงแค่เห็นคำว่า "Maradona" ในชื่อหนัง คนที่คลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลก็คงเดากันได้แล้วว่านี่คงเป็นเรื่องราวของ "ดิเอโก้ มาราโดนา" อย่างไม่อาจเป็นอื่นไปได้แน่นอน 

หนังกำกับโดย "เอมีร์ คุสตูริกา" ผู้กำกับที่กล่าวได้ว่ามีสไตล์ที่จัดจ้านมากที่สุดคนหนึ่ง แถมยังเคยทำหนังได้รางวัลปาล์มทองคำ (เปรียบไป ก็คงคล้ายๆ กับออสการ์ของหนังนอกกระแส) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้วถึง 2 สมัย หนังใช้วิธีการถ่ายทำในลักษณะสารคดี ด้วยการตามติดสัมภาษณ์อดีตนักฟุตบอลซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง "ดิเอโก้ มาราโดนา" ในวัยกลางคน 

 
"Maradona by Kusturica", Emir Kusturica 
-----------------------------------------


สิ่งที่คนดูจะได้เห็นตลอดทั้งเรื่องก็คือ ภาพของคุสตูริก้าที่จัดวางตัวเองเป็นเหมือนกับไกด์ทัวร์ พาผู้ชมเข้าไปเจาะเบื้องลึกเบื้องหลังของราชันย์แห่งลูกหนังคนนี้ ตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับผู้ใกล้ชิด, ญาติสนิทจนถึงคนในครอบครัว, เดินทางจากอาร์เจนติน่าไปยังเมืองเนเปิลส์, จากคิวบาถึงบาร์เซโลน่า, สัมภาษณ์นักเตะชื่อก้อง (ไลโอเนล เมสซี และ เคลาดิโอ คานิกเกีย) ไปจนถึงการพูดคุยกับ ฟิเดล คาสโตร 

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมทั้งหมดจะดูเหมือน "สารคดี" อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทว่าหนังสารคดีเรื่องนี้กลับดูได้แบบไม่น่าเบื่อเลย ตลอดเวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งที่คุสตูริก้าพาคนดูเดินเข้าไปในชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของมาราโดนา หนังก็มีการสอดแทรกสิ่งละอันพันละน้อยเข้ามาเหมือนเป็นจุดพักสายตาเป็นระยะๆ เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือภาพฟุตเทจเหตุการณ์เก่าๆ ที่ทำหน้าที่เหมือนจ๊อกซอว์ต่อภาพชีวิตของอดีตนักเตะผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้นในความรู้สึกของคนดู 

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์อย่างมากมายของงานชิ้นนี้ก็คือ การได้เห็นมาราโดนาในมาดของผู้ชายวัยกลางคน...ผู้ชายวัยกลางคนที่ผ่านพ้นเรื่องราวอันหลากหลาย แล้วย้อนกลับไปมองสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ และที่สำคัญก็คือ มีอารมณ์ขัน 

ผมว่าความรู้สึกประทับใจที่คนดูจะได้รับแน่ๆ จากการดูหนังเรื่องนี้ ก็คงหนีไม่พ้นบุคลิกตลอดจนถ้อยคำการพูดการจาของมาราโดนาที่ไม่ว่าจะหยิบยกเรื่องไหนขึ้นมาพูด มันก็ยิ่งหนุนส่งภาพของความเป็นนักคิดของเขาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งหมดมันสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้เก่งแค่เวลาสวมสตัทช์แล้ววิ่งลงไปไล่ลูกฟุตบอลบนสนามหญ้าเพียงเท่านั้น แต่ในทุก "สนาม" ของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่สนามการเมือง เขาก็มีทัศนะความคิดที่แหลมคมหล่นออกมาให้เราได้ยินเสมอๆ 

 
Maradona accanto a Kusturica nel documentario Maradona by Kusturica 
----------------------------------------------------


ในบางแง่มุม ผมอยากจะเรียกเขาว่าเป็น "ศิลปินลูกหนัง" เพราะนอกเหนือจากจะเป็นคนที่เสพศิลปวัฒนธรรมแล้วพูดถึงมันอย่างคนที่เข้าถึงแล้ว (อย่างตอนที่เขาเปรียบเทียบตัวเองเหมือนกับตัวละครของโรเบิร์ต เดอ นีโร ในหนังเรื่อง Raging Bull นั้น ต้องซูฮกเลยว่าเจ๋งมาก เพราะดูเหมือนจะเข้าอกเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้จริงๆ) ผมคิดว่าลักษณะการใช้ชีวิตตลอดจนความคิดความอ่านของเขาในแทบทุกเรื่องยังดูมีกลิ่นอายของความ "ขบถ" ในแบบศิลปินปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด 



แน่นอนครับว่า หนังยังคงไม่หลงลืมการนำเสนอ "ภาพลักษณ์" ของอดีตนักเตะคนนี้ที่ได้รับการขนานนามและยกย่องจากแฟนบอลเขาว่าเปรียบเสมือน "พระเจ้า" แห่งวงการลูกหนัง ไม่นับรวมโบสถ์ที่ตั้งชื่อว่า "มาราโดนา" ตามชื่อของเขา หลายๆ ฉาก หนังให้ตัวละครที่สวมชุดเหมือนคนร้องเพลงในโบสถ์ร้องชื่อเขา (ดีเอโก้) เป็นเพลง ราวกับเป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เราได้ยินได้ฟังในโบสถ์จริงๆ 

แต่ก็อย่างที่บอก ว่าถ้าราชาแห่งลูกหนังคนนี้ จะได้รับการบูชาในฐานะ "พระเจ้าแห่งวงการลูกหนัง" สิ่งที่เราจะได้เห็นในหนังต่อไปนี้ ก็คงเป็นภาพของ "พระเจ้า" ที่กำลังสารภาพบาป พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงความผิดพลาดในชีวิตที่ผ่านมา แต่ทว่าไม่เสียดายเสียใจ ไม่ฟูมฟาย แต่ทว่าเข้าอกเข้าใจและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน 

ฉากที่ผมชอบมากที่สุดในหนัง ถ้าไม่นับรวมตอนที่ราชาลูกหนังบอกเล่าช่วงยากๆ ในชีวิตวัยเด็กที่ต้องเล่นฟุตบอลกันท่ามกลางความมืดแล้ว ก็น่าจะเป็นตอนที่ราโดนาเดินออกมาจากรถแล้วเจอนักกีตาร์สองคนร้องเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อเขา 

ภาพของหนังที่ฉายไปบนใบหน้าของอดีตนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ที่แสดงสีหน้าคล้ายจะยิ้มปลื้มใจและคล้ายคนจะร้องไห้ไปในขณะเดียวกันนั้น...ลึกๆ แล้ว ผมอยากรู้ว่าผู้ชายวัยกลางคนนี้กำลังคิดถึงอะไรอยู่? 

อดีตที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง? เส้นทางชีวิตที่ผ่านพ้น? ความสำเร็จหรือล้มเหลว? 

แต่ไม่ว่าผู้ชายวัยกลางคนร่างท้วมคนดังกล่าวจะคิดถึงอะไร แต่มันก็เป็นฉากที่ทำให้ "ผู้ชายธรรมดาๆ" (แถมร่างเล็ก) อย่างผม รู้สึกน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาซะดื้อๆ 




คอลัมน์ : Film 
ผู้เขียน : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา 
ที่มา: ผู้จัดการ 360 องศา 4 มิถุนายน 2553 

Views: 26

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service