เพื่อนๆ ของศิลปะที่เรารู้จัก

โดย : อารยา ราษฎร์จำเริญสุข 

"...ระหว่าง 'งานศิลปะ' กับ 'คนทำงานศิลปะ'...คนทำงานศิลปะมักจะตายก่อนอยู่แล้ว..." 

เมื่อเราย่างก้าวไปในสายทางแห่งศิลปะ ไม่ว่าในฐานะคนทำงานศิลปะหรือผู้สนใจงานศิลปะ ถ้าไม่เพียงจดจ่อความสนใจของเราที่ชิ้นงาน แล้วล่วงเข้าไปสู่รายละเอียดตัวงาน โดยเฉพาะที่ตามองเห็นมากเกินไปนั้น เราคงพบชั้นของความหมายของสิ่งซึ่งผูกพันกับศิลปะเป็นระลอก 

ชั้นของความหมายที่ราวกับระลอกคลื่นริมทะเลที่เราเดินเลาะหาด มาสัมผัสเท้าเรานุ่มๆเนียน จนเราไม่รู้ตัวว่าในการข้องเกี่ยวกับศิลปะมีเรื่องบางเรื่องที่เราเข้าไปประชิดมากบางทีตกหลุมตกร่องไม่ไปไหนไกล บางทีเคลื่อนไปจากหน่วยหนึ่งสู่อีกหน่วยหนึ่งโดยไม่รู้ตัว บางเรื่องก็อยู่ด้วยกันจนชิน เช่นการวิจารณ์กับศิลปะ ศาสตร์แห่งการตีความ การแปลภาษา ชินจนนึกไปว่าเป็นเนื้อเดียวกัน บางเรื่องพยายามนึกว่าเข้ามาสู่ตัวเราเมื่อไหร่ก็นึกไม่ออก ยังดีที่รู้ตัว ฉุกคิดทบทวน เช่นประเด็น เพศสภาพ โลกาภิวัตน์ ศิลปะสำหรับสังคม 

แล้วความเชื่อเล่า...เราไม่ได้เข้าวัดอย่างใครเขาทำไมใกล้ชิดกับศาสนาในงานศิลปะมากเหลือเกิน นั่นจิตวิเคราะห์ก็ยังไม่ได้ไปปรึกษาหาหมอเลยทำไมจึงคุ้นเคยกันผ่านการมองดูพระจันทร์ที่จมน้ำ ฝีแปรงบนผืนผ้าใบ แม่สีที่คาดเส้นดำนำเราไปรู้จักกับบางแง่มุม ยังไม่รู้สมดุลในใจตัวเลยแต่ไปรู้สมดุลในงานนามธรรมเข้าโน่น ศาสตร์บางศาสตร์ที่อาจมีทฤษฎีข้อมูลการศึกษาแข็งๆ แจกแจงจนเราไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับคนซึ่งใช้จินตนาการอย่างเราแต่ก็มาคุ้นเคยกันในระดับหนึ่งอย่างสัญศาสตร์ 

และโน่นปรัชญาที่ว่าลุ่มลึกนักหนาพิจารณาชีวิตและความเป็นไปละเอียดนักทำไมจึงสนิทสนมกับผลงานซึ่งชี้ชวนให้พิศวงด้วยตา แล้วโดยเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามสำนวนภาษาที่เราใช้ในการพูดถึงศิลปะมีศัพท์ทางมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ปะปนอยู่กับสำนวนที่คุ้นอยู่เดิม คลุกปนกันจนเราชักจะชินแล้วรับมาใช้ 

ถ้าศิลปะเป็นเพื่อนสนิทกับเรา ศิลปะก็ได้แนะนำเพื่อนที่ศิลปะคุ้นเคยให้กับเรา ทำความรู้จักเคยคุ้นจนมารู้ตัวเราก็พบว่า เรามีเพื่อนที่ผ่านการแนะนำของศิลปะมากเหลือเกิน จนเกือบเกินการทำความเข้าใจของเรา 

เพื่อนรายแรกของศิลปะที่เคยสนิทสนมกับศิลปะมากนักจนคนไม่คิดว่าจะมีวันที่บาดหมางกันได้บ้าง แล้วเราก็หลงเชื่อว่าทั้งสองสนิทกันจริงๆ จนทุกครั้งที่เห็นศิลปะก็ต้องเห็นเพื่อนของศิลปะรายนี้ เธอชื่อ 'ความงาม' ซึ่งบางครั้งบางคราวเธอก็แสดงตัวได้แค่ความสวยอย่างที่ตาเห็น ไม่ลงลึกถึงในใจ ไม่รู้ว่าศิลปะไม่อนุญาตให้เธอก้าวไกลไปกว่านี้หรือไร แต่เสร็จแล้วในแวดวงวิชาการ เธอก็เปลี่ยนชื่อ และอาจจะเปลี่ยนความหมายให้ทั้งกว้างและลึกไปกว่าเดิมว่า 'สุนทรีย์' ซึ่งในที่สุดบางครั้งก็ชวนเพื่อนที่ชื่อ 'ความนึกคิด' มาด้วย สุนทรีย์บอกศิลปะว่า สามารถอยู่ร่วมกันได้กับความนึกคิดไม่ใช่แค่อยากจะปรากฏตัวให้เป็นที่สนใจเฉยๆ สุนทรีย์ใจดีกับความรู้สึกมานานแล้ว 

เพื่อนของศิลปะรายที่สองชื่อ 'การวิจารณ์' มีบุคลิกที่เราคลางแคลงใจ เพราะเหมือนจะสนิทกับการจู่โจม อคติ การรบกวนใจ แต่ก็มีเพื่อนที่ชื่อเหตุและผลอยู่ด้วย ก็เรายังไม่ทันตั้งตัวเลย อุตส่าห์ตั้งใจวาดรูปมา เพื่อนของศิลปะที่ชื่อการวิจารณ์ก็เปิดช่องให้กับคนอื่นเข้ามาแสดงทัศนะจัดการกับงานที่เราคิดว่าดีแล้ว ก็แล้วทำไมยังคงมีปัญหาโน่นนี่อยู่อีก แต่เพื่อนศิลปะที่ชื่อการวิจารณ์ก็บอกว่าเขาก็คุ้นนะกับจินตนาการ หมายถึงผ่านเขาก็สามารถช่วยให้คนคิดต่อ นึกต่อไปได้ ไม่ใช่แค่หยุดที่การปะทะและเครื่องเคราที่ยกมาอ้างอย่างเดียว (หรือสองอย่าง) 

กลุ่มเพื่อนของศิลปะอีกกลุ่มมาเนียนมาก ไม่รู้ว่าถูกแนะนำให้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มากันเป็นพรรคเป็นพวกเลยที่เสียงดังโฉ่งฉ่างกว่าใคร ชื่อ ‘เชิงสังคม’ เป็นผู้ชาย นายนี่กล้าแสดงออก อาจเป็นเพราะสังคมมีพื้นที่กว้าง เชิงสังคมจึงเคลื่อนไหวสูง เสียงดัง และมีคนรู้จักมากกว่าเจ้าอื่นๆ ในกลุ่ม ‘นางสาวเพศสภาพ’ เป็นอีกหนึ่งในกลุ่ม มีนิสัยชอบเรียกร้องอะไรๆ จากมุมมองที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียหรือเสียเปรียบ บางครั้งก็เปรียบเทียบ เปรียบไปเปรียบมาอาจเลยไปเปรียบกับเพื่อนในกลุ่มคือนายเชิงสังคมเข้า 

เพื่อนในกลุ่มนี้ที่น่าจะตั้งชื่อกลุ่มว่า 'ประเด็นศิลป์' นั้นกว้างขวางเข้าไหนเข้านั่นได้กับกลุ่มมนุษย์ไม่ใช่สัตว์ คือไม่ค่อยเห็นยุ่งเกี่ยวกับสัตว์เท่ากับมนุษย์ ชื่อเต็มว่า 'มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์' ซึ่งมีแต่สังคมมนุษย์ที่บางแง่มุมอาจละม้ายคล้ายสังคมสัตว์มากขึ้นทุกที กลุ่มนี้เข้ามาให้แนวคิดกับเพื่อนศิลปะที่แน่นอนพกพาเอาศัพท์แสงมามากมาย แต่ละศัพท์แสงก็จะมีตรารับรองว่าใครเป็นคนคิด ช่วยให้ศิลปะเพื่อนเรามีคำอ้างมากขึ้นกว่าในแวดวงตัวเอง ตอนนี้เลยข้ามไปไกลไปเชื่อมศาสตร์โน้นนี้ 

เมื่อศิลปะมีเพื่อนมากอย่างนี้ ที่ก็ยังมีที่ไม่ได้พูดถึงเล่าให้ฟังอีกมาก แต่เราสงสัยว่าศิลปะมีเพื่อนมากจนอาจไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวศิลปะเอง เขาว่ากันว่าเพื่อนศิลปะที่ชื่อ 'ออกแบบ' จะมีชื่อฝรั่งว่า 'มีเดีย ดีไซน์' หรือ 'ดีไซน์' เฉยๆ ที่เกิดในสถาบันเดียวกันในเมืองนอกที่รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย บัดนี้เพื่อนที่ชื่อว่าออกแบบนี้ ด้วยเหตุที่เอาไปใช้ได้ในชีวิตจริงมากกว่าศิลปะ ก็เลยทำให้ศิลปะตกงาน หมายถึงปิดสาขาวิชาไป หรือยุบรวมไปตกใต้ออกแบบก็มี แม้ว่าเพื่อนที่ชื่อ 'ออกแบบ' จะออกฤทธิ์ในเมืองนอกที่ทำให้เพื่อนของศิลปะที่เป็นคนตกงาน แต่ศิลปะก็ไม่ว่าอะไร เพราะยังมีเพื่อนใหม่ชื่อ ‘กิจสามัญ’ สนิทชิดเชื้อจนเชิญกันเข้ามาทำกับข้าวกินกันในหอศิลป์ มาเชือดไก่ไม่ใช่ให้ลิงดูแต่ให้คนดู คนจึงถูกเปรียบเป็นลิงไปด้วยกิจศิลปะอย่างไม่รู้ตัวเองเลย 

เล่าสู่กันฟังว่าศิลปะที่วางตัวประหลาดๆในสายตาของคนทั่วไปเขาไม่ใช่อยู่สันโดษ เอ๋อไปวันๆ มีเพื่อนมากอยู่เหมือนกัน บางครั้งเพื่อนก็มีบทบาทเหนือศิลปะ ทั้งในชีวิตจริงและในเนื้อหาศิลปะ บางครั้งช่วยเสริม บางครั้งยื้อยุด 

ในฐานะที่เรารักศิลป์ ก็เลยมองดูเพื่อนด้วยสายตาที่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าระหว่าง 'งานศิลปะ' กับ 'คนทำงานศิลปะ'...คนทำงานศิลปะมักจะตายก่อนอยู่แล้ว 


โดย : อารยา ราษฎร์จำเริญสุข 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ Life Style : ศิลปวัฒนธรรม 
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 

Views: 8

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service