คอลัมนิสต์ของมติชนสุดสัปดาห์นามว่า คำ ผกา เขียนเรื่องคลั่ง (ลงพิมพ์ในฉบับประจำวันที่ 20-26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 หน้า 91) เสียงดังโครมครามครื้นเครงมาก ผมอ่านแล้วมีอาการคลั่งคล้อยตาม"หล่อน"ไปด้วยทุกอย่าง จะขออนุญาตคัดตัวอย่างบางตอน(ปรับย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก) มาดังนี้
"เรื่องการศึกษาเราก็เก่งมาก เพราะเรามีนักเรียนได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการทุกปี ทั้งๆที่ประเทศเราจนแสนจน และระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าอับอาย มันคือการประจานความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่อยู่ในสังคมของเรา มันคือการประจาน mentality ของประเทศเราที่รักแต่จะทำในเรื่องฉิบหายไม่ว่า ขอให้ได้หน้า ก็แล้วกัน- - - - - - -
Mentality ของประเทศไทยก็เหมือน mentality ของคนไทยที่ชอบอวดเกียรติยศกันที่ฝาผนังบ้าน ทั้งรูปรับปริญญา ปริญญาบัตร- - - - - - -
บรรดาผู้เข้าประกวดมิสเบลเยียม 2010 (ประเทศเบลเยียม) แต่งรัดเครื่องเลียนแบบนางนพมาศลอยกระทงที่ภูเก็ต เมื่อคืนวันศุกร์ (20 พฤศจิกายน) ที่ผ่านมา (ภาพจากบางกอกโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552 หน้า 1) เป็นตัวอย่างของการศึกษา "ห่วยแตก" ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมแห่งชาติของไทย ที่มีแต่เรื่องราวปลอมๆ แต่งขึ้นหลอกขายให้ได้ดอลลาร์จากนักท่องเที่ยวไปวันหนึ่งๆเท่านั้น
---------------------------------------
เราชอบติดรูปลูกรับปริญญาที่ฝาผนังบ้าน แต่เราไม่ชอบถามว่าปริญญานั้นได้สร้างประโยชน์ใดๆให้กับตนเอง ครอบครัว สังคม
ปริญญาบัตรคือความรู้ คือปัญญา หรือเป็นแค่เกียรติยศไว้ปกปิดปมด้อยเหมือนอาการภูมิใจกับเหรียญทองโอลิมปิก ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ของเด็กไทยที่ช่วยปกปิดปมด้อยของประเทศที่เราก็รู้กันดีจริงๆ แล้วมันอุดมไปด้วยความห่วยแตกในทุกมิติ-อย่างสังคมไทย
จะให้ฉันลิสต์ไหมว่า มีอะไรห่วยบ้าง?
ระบบการศึกษา?-ห่วย- - - - - - -
ระบบการขนส่งมวลชน-ห่วยแตก (ด่าเรื่องนี้มาสิบปีไม่มีตก)
คุณภาพชีวิต-ห่วย
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน-ห่วย
รายการโทรทัศน์-ซุปเปอร์ห่วย
คุณภาพของพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสาธารณะ ห้องสมุดประชาชน หรืออะไรอื่นๆที่จะก่อให้เกิดการพัฒนา รสนิยม อารมณ์ จิตใจ-โครตรห่วย
เศรษฐกิจ-ดิ่งลงเหว คนรวยก็ร้วยรวย คนจนก็ตรากตรำกันไป คนชั้นกลางก็ตะเกียกตะกายไต่เต้าป่ายปีนบันไดความฝันกันไป ฯลฯ"
อันที่จริงแล้ว ระบบการศึกษาเกี่ยวข้องอย่างแยกจากกันไม่ได้กับห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, หอศิลป์, สวนสาธารณะ, ฯลฯ ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนารสนิยม อารมณ์ จิตใจ และอื่นๆ แต่คำ ผกา เห็นว่า"ห่วย"
ผมอยากยกเหตุผลมาเถียงอย่างคลั่งๆบ้าง แต่ไม่ได้ผล ไม่มีอะไรจะเถียง "หล่อน"ได้เลยสักเรื่องเดียว เพราะเป็นอย่างนั้นจริงมานานมากแล้ว
ว่าเฉพาะห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน บรรดาชุมชนท้องถิ่นกำลังอยากทำให้มีในท้องถิ่นของตน เพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่นนั้นๆ และความรู้อื่นๆตามแนวทาง"รู้เขา รู้เรา รู้โลก" ล้วนเป็นเรื่องดีวิเศษแน่
กศน. (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) กำลังขยายงานเปิด กศน. ตำบล ให้ทั่วประเทศ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้ และขจัดปัญหารู้หนังสือ อ่านได้ แต่ลืมหมดแล้ว เพราะไม่ได้ใช้อ่านเขียนเป็นประจำ (ข่าวสด ฉบับวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 หน้า 30)
ถ้า กศน. ดูแลห้องสมุดประชาชนให้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อชาวบ้าน อ่านข้อความสั้นๆง่ายๆสม่ำเสมอ ก็จะช่วยผ่อนคลายได้มาก ยิ่งทำพิพิธภัณฑ์เล็กๆจิ๋วๆแจ๋วๆใช้ทุนน้อยๆในห้องสมุดควบคู่กันไปก็ยิ่งมีคุณหนุนเนื่องเป็นอเนกอนันต์
แต่ปัญหาคือต้นแบบห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่ คำ ผกา บอกว่า "โคตรห่วย" (ซึ่งผมเถียงไม่ได้) แล้วเราจะไปทางไหนกันดีล่ะ?
ผมเห็นว่า กศน. ต้องหาแนวทางอย่างใหม่พัฒนาห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์แบบ"บ้านๆ" จะได้พ้นจากต้นแบบ "ห่วยแตก"ของราชการด้านนี้
ที่มา:
มติชน
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
คอลัมน์ สยามประเทศไทย