Anish Kapoor รูปลักษณ์หลุดโลก

 
Shooting into the Corner (2008-09)
.............................................


Anish Kapoor คือศิลปินต่างชาติ ที่ได้รับการกล่าวถึง และมีอิทธิพลเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 1980 มาจนถึงปัจจุบัน


กว่าสามสิบปีที่ผ่านมา Anish Kapoor คือศิลปินต่างชาติ ที่ได้รับการกล่าวถึง และมีอิทธิพลเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 1980 มาจนถึงปัจจุบัน การทำงานที่เกี่ยวข้องกับรูปทรง ที่ว่าง สี และวัสดุนั้น เขาทำได้อย่างลุ่มลึก ทรงพลัง ซึ่งมันก็ส่งผลต่องานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันอีกด้วย


ประติมากรชาวอังกฤษ เชื้อสายอินเดียและอิรักผู้นี้ เกิดปีค.ศ.1954 ที่เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย เขาได้เริ่มเรียนที่ Doon School ตั้งอยู่ที่ Dehra Dun ในอินเดีย และเริ่มย้ายไปที่อังกฤษเมื่อปีค.ศ.1972 โดยเริ่มศึกษาศิลปะแห่งแรกที่ The Hornsey College of Art และต่อมาที่ Chelsea School of Art Design


แรงบันดาลใจที่เป็นพลังขับเคลื่อนมาจากเสียงสะท้อนของเทพนิยายที่เมื่อเขากลับไปยังอินเดีย วัสดุจากธรรมชาติ เช่น หินทราย หินอ่อน กระดานชนวน ซึ่งเต็มไปด้วยผงสีที่มีความสดใส สว่าง ส่งผลให้งานมีความรู้สึกสดชื่นและมีพลัง ในช่วงทศวรรษที่ 90 เขาสนใจในเรื่องความไร้น้ำหนักของสิ่งที่คล้ายก้าน ลำต้น เช่นงานที่โด่งดัง 'Marsyas' เป็นประติมากรรมจัดวางที่ Turbine Hall, Tate modern ปี 2002 ปัจจุบันเขายังคงทำงานในลอนดอน และยังคงท่องเที่ยวในอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งความรู้และแรงบันดาลใจของเขาซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างฝั่ง ตะวันออกและตะวันตก โดยมีบุคคลที่มีอิทธิพลในงานของเขาคือ Mantegna, Beuys, Barnett Newman และ Yves Klein

 
Svayambh(2007)
.............................



นิทรรศการของ Anish Kapoor ซึ่งไม่มีชื่อนิทรรศการ จัดขึ้นที่ Royal Academy of Arts ซึ่งแค่นี้ก็บ่งบอกถึงตัวตนและชื่อเสียงของเขาได้เป็นอย่างดี งานชิ้นแรกซึ่งหลายคนคงรู้จักหรือเคยเห็นเป็นอย่างดี กับงานในชุดที่ชื่อว่า 'Pigment works' ซึ่งมีหลายชิ้นงานด้วยกัน แต่จะขอหยิบยกงานที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ 'As if to Celebrate, I Discovered a Mountain Blooming with Red Flowers' (1981) ซึ่ง Kapoor สร้างงานชิ้นนี้ในงาน 'British Sculpture 20th Century' ที่ Whitechapel Art Gallery ในปี 1981 - 1982


 
As if to Celebrate, I Discovered a Mountain Blooming with Red Flowers (1981)
...................................



ผลงานประกอบด้วยงาน 3 ส่วน ซึ่งมาจากองค์ประกอบทางเรขาคณิต ที่อิงมาจากยอดเขา 3 ยอดของวัดในศาสนาฮินดู หรือความหมายเปรียบอีกนัยคือส่วนของร่างกาย งาน 2 ชิ้นที่มีรูปทรงคล้ายถ้วย 2 ใบสีแดง เปรียบได้กับกลีบของดอกไม้ หรืออีกนัยหนึ่งคือหน้าอกของผู้หญิง ส่วนอันเล็กสีเหลือง เปรียบเหมือนกับเรือที่มีความเคลื่อนไหว ชื่อของประติมากรรมนี้มาจากที่มา 2 ส่วน ส่วนแรก 'As if to Celebrate..' มาจากบทกลอนไฮกุ ซึ่งเป็นบทกลอนที่เขาอ่านขณะนั่งรถไฟ ส่วนที่ 2 เกี่ยวข้องกับ เทพนิยายของฮินดู ที่เกี่ยวกับเทวีฮินดูที่เกิดมาจากภูเขาที่ร้อนเหมือนไฟ งานของเขามีการอิงถึงนัยของการมีอยู่ในรูปทรงของธรรมชาติ ที่มีความเกี่ยวข้องกันของที่ว่าง รูปทรง และความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน

 
Yellow (1999)
........................



'Yellow (1999)' คืองานที่เป็นฉากหลังของงานชิ้นแรกที่ กล่าวมา งานนี้ Kapoor ใช้สีเพื่อให้สื่อความหมายถึงความเพ้อฝัน ในขนาดที่ใหญ่มากเหมือนเป็นภูมิสถาปัตยกรรมที่ล่องลอย ท่ามกลางวิญญาณและพื้นผิว ตลอดจนมันยังแสดงถึงความคงอยู่ของมนุษย์ อีกทั้งหลักเหตุผลของความขัดแย้งระหว่างการนูนเข้าและเว้าออกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง นักปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 18 ได้ค้นพบว่า เรามักจะยำเกรงหรือเกรงกลัวต่อสภาวะการเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติและขนาด เฉกเช่นเดียวกับภูเขาหรือธารน้ำแข็ง ดังเช่นงานชิ้นนี้ ที่ Kapoor เปรียบเหมือนการจุ่มตัวเองลงไปในท้องทุ่งกว้างของสี ใช้ประสบการณ์กับความรู้สึกนั้นเพื่อให้เกิดความเคารพของงานศิลปะเช่นเดียว กับความรู้สึกถึงการเคารพธรรมชาติ


งานที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมมากที่สุดเห็นจะเป็นงานชิ้นนี้ 'Shooting into the Corner' (2008-09) งานชิ้นนี้จัดแสดงครั้งแรกที่เวียนนาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเมืองที่ Freud ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชื่อดังเคยอาศัย การใช้หลักจิตวิทยาหลายครั้งเฝ้าวิเคราะห์ถึงจิตของมนุษย์ จวบจนมาถึงปืนใหญ่ที่เตรียมจะยิงขี้ผึ้งสีแดงออกมาทุกๆ 20 นาที ใน Weston Room ด้วยน้ำหนักของก้อนสีแต่ละก้อนกว่า 20 ปอนด์ ด้วยความเร็ว 50 ไมล์ต่อชั่วโมง จะถูกยิงลงบนกำแพงเบื้องหน้าอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะจบนิทรรศการซึ่งต้องใช้ขี้ผึ้งถึง 30 ตัน


เขาได้เปรียบว่า งานนี้เป็นเหมือนกล่องใส่แหวนของเจ้าสาวในพิธีกรรมการสมรสที่เป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องปกติ อย่างการที่เจ้าบ่าวกำลังเตรียมตัวเผชิญหน้ากับเจ้าสาวในสถานการณ์ที่เป็นดังตัวละครในจักรภพ เฉกเช่นงานของ Marcel Duchamp กับงาน Stripped Bare by Her Bachelors, Even( The large glass) งานนี้ยังเป็นทั้งงานประติมากรรมและงานจิตรกรรม ซึ่งการกระทำของปืนใหญ่เปรียบเหมือนเป็นฝีแปรงอย่างรุนแรงดังเช่นงานของ Jackson Pollock


ศิลปิน Kapoor ได้กล่าวว่า “ความรุนแรงนั้นเป็นเครื่องหมายที่ปรากฏให้เห็นในงานของเขาแต่หลังจากนั้น แล้ว เราจะพบเห็นความงดงามบังเกิดขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยจากความรุนแรงนั้น”


มาจนงานที่ใช้ขี้ผึ้งสีแดงเป็นสื่อเหมือนกัน กับงานที่ชื่อว่า 'Svayambh(2007)' งานชิ้นนี้เหมือนเป็นกระดูกสันหลังของนิทรรศการนี้เลยก็ว่าได้เพราะว่าใช้ พื้นที่จัดแสดงถึงห้าห้องแสดง เครื่องอัดขี้ผึ้งขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เหมือนคอยจัดรูปทรงให้กับขี้ผึ้งเพื่อสร้างรูปทรงอะไรบางอย่าง ขี้ผึ้งสีแดงกว่าสามสิบตันถูกบังคับรูปทรงตามเครื่องจักรให้ผ่านประตูโค้งไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า จนขี้ผึ้งนั้นสามารถสร้างรูปทรงเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่มหึมาตามทรงโค้งของประตูห้องนิทรรศการ


ชื่อของงานนี้มาจากภาษาสันสกฤต โดยมีความหมายว่าการถือกำเนิดด้วยตัวเอง เหมือนเป็นการบ่งบอกว่า งานนี้ใช้ตัวของอาคารเป็นตัวกำหนดรูปร่างของงานประติมากรรมที่เขาสร้างขึ้น เฉกเช่นสมัย Renaissance ที่ทำขี้ผึ้งหล่อแม่พิมพ์ เพื่อสร้างประติมากรรมจาก Bronze นั่นเอง


“I have often said that I have nothing to say as an Artist” ผมมักจะพูดบ่อยๆว่า ไม่มีอะไรที่จะกล่าว เฉกเช่น การเป็นแค่ศิลปินคนหนึ่งเท่านั้น จากคำพูด Anish Kapoor การไม่รู้ที่จะกล่าวอะไร ก็สื่อถึงเป็นนัยยะ ถึงงานของเขามากกว่าการค้นหาความหมายจากคำพูดของศิลปิน เพียงเท่านี้เราก็สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เขาสื่อสารทางกายภาพและจิตวิทยา ซึ่งจะนำพาให้ผู้ชมที่อยู่ในโลกแห่งนี้ เข้าไปค้นหาภาษา บทกวี ที่มีอยู่ในงานศิลปะในอีกโลกหนึ่งของเขา โลกที่ไร้ตัวตนของความเป็นมนุษย์

 

 

 

โดย : ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์

ที่มา : bangkokbiznews 21 ธันวาคม 2553  

Views: 315

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service