'Yellow (1999)' คืองานที่เป็นฉากหลังของงานชิ้นแรกที่ กล่าวมา งานนี้ Kapoor ใช้สีเพื่อให้สื่อความหมายถึงความเพ้อฝัน ในขนาดที่ใหญ่มากเหมือนเป็นภูมิสถาปัตยกรรมที่ล่องลอย ท่ามกลางวิญญาณและพื้นผิว ตลอดจนมันยังแสดงถึงความคงอยู่ของมนุษย์ อีกทั้งหลักเหตุผลของความขัดแย้งระหว่างการนูนเข้าและเว้าออกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง นักปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 18 ได้ค้นพบว่า เรามักจะยำเกรงหรือเกรงกลัวต่อสภาวะการเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติและขนาด เฉกเช่นเดียวกับภูเขาหรือธารน้ำแข็ง ดังเช่นงานชิ้นนี้ ที่ Kapoor เปรียบเหมือนการจุ่มตัวเองลงไปในท้องทุ่งกว้างของสี ใช้ประสบการณ์กับความรู้สึกนั้นเพื่อให้เกิดความเคารพของงานศิลปะเช่นเดียว กับความรู้สึกถึงการเคารพธรรมชาติ
งานที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมมากที่สุดเห็นจะเป็นงานชิ้นนี้ 'Shooting into the Corner' (2008-09) งานชิ้นนี้จัดแสดงครั้งแรกที่เวียนนาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเมืองที่ Freud ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชื่อดังเคยอาศัย การใช้หลักจิตวิทยาหลายครั้งเฝ้าวิเคราะห์ถึงจิตของมนุษย์ จวบจนมาถึงปืนใหญ่ที่เตรียมจะยิงขี้ผึ้งสีแดงออกมาทุกๆ 20 นาที ใน Weston Room ด้วยน้ำหนักของก้อนสีแต่ละก้อนกว่า 20 ปอนด์ ด้วยความเร็ว 50 ไมล์ต่อชั่วโมง จะถูกยิงลงบนกำแพงเบื้องหน้าอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะจบนิทรรศการซึ่งต้องใช้ขี้ผึ้งถึง 30 ตัน
เขาได้เปรียบว่า งานนี้เป็นเหมือนกล่องใส่แหวนของเจ้าสาวในพิธีกรรมการสมรสที่เป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องปกติ อย่างการที่เจ้าบ่าวกำลังเตรียมตัวเผชิญหน้ากับเจ้าสาวในสถานการณ์ที่เป็นดังตัวละครในจักรภพ เฉกเช่นงานของ Marcel Duchamp กับงาน Stripped Bare by Her Bachelors, Even( The large glass) งานนี้ยังเป็นทั้งงานประติมากรรมและงานจิตรกรรม ซึ่งการกระทำของปืนใหญ่เปรียบเหมือนเป็นฝีแปรงอย่างรุนแรงดังเช่นงานของ Jackson Pollock
ศิลปิน Kapoor ได้กล่าวว่า “ความรุนแรงนั้นเป็นเครื่องหมายที่ปรากฏให้เห็นในงานของเขาแต่หลังจากนั้น แล้ว เราจะพบเห็นความงดงามบังเกิดขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยจากความรุนแรงนั้น”
มาจนงานที่ใช้ขี้ผึ้งสีแดงเป็นสื่อเหมือนกัน กับงานที่ชื่อว่า 'Svayambh(2007)' งานชิ้นนี้เหมือนเป็นกระดูกสันหลังของนิทรรศการนี้เลยก็ว่าได้เพราะว่าใช้ พื้นที่จัดแสดงถึงห้าห้องแสดง เครื่องอัดขี้ผึ้งขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เหมือนคอยจัดรูปทรงให้กับขี้ผึ้งเพื่อสร้างรูปทรงอะไรบางอย่าง ขี้ผึ้งสีแดงกว่าสามสิบตันถูกบังคับรูปทรงตามเครื่องจักรให้ผ่านประตูโค้งไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า จนขี้ผึ้งนั้นสามารถสร้างรูปทรงเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่มหึมาตามทรงโค้งของประตูห้องนิทรรศการ
ชื่อของงานนี้มาจากภาษาสันสกฤต โดยมีความหมายว่าการถือกำเนิดด้วยตัวเอง เหมือนเป็นการบ่งบอกว่า งานนี้ใช้ตัวของอาคารเป็นตัวกำหนดรูปร่างของงานประติมากรรมที่เขาสร้างขึ้น เฉกเช่นสมัย Renaissance ที่ทำขี้ผึ้งหล่อแม่พิมพ์ เพื่อสร้างประติมากรรมจาก Bronze นั่นเอง
“I have often said that I have nothing to say as an Artist” ผมมักจะพูดบ่อยๆว่า ไม่มีอะไรที่จะกล่าว เฉกเช่น การเป็นแค่ศิลปินคนหนึ่งเท่านั้น จากคำพูด Anish Kapoor การไม่รู้ที่จะกล่าวอะไร ก็สื่อถึงเป็นนัยยะ ถึงงานของเขามากกว่าการค้นหาความหมายจากคำพูดของศิลปิน เพียงเท่านี้เราก็สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เขาสื่อสารทางกายภาพและจิตวิทยา ซึ่งจะนำพาให้ผู้ชมที่อยู่ในโลกแห่งนี้ เข้าไปค้นหาภาษา บทกวี ที่มีอยู่ในงานศิลปะในอีกโลกหนึ่งของเขา โลกที่ไร้ตัวตนของความเป็นมนุษย์
โดย : ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์
ที่มา : bangkokbiznews 21 ธันวาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by