ร้านศิลปะของผม

ร้านศิลปะ

.....บรรยากาศภายในร้าน ที่ศิลปะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอารยะ ฟุ้งไปด้วยจินตนาการ

คละคลุ้งด้วยกลิ่นเทียนหอมระหาย กับเพลง เวิล์ดมิวสิก มีเสียงน้ำไหล แล้วมวลหมู่ต้นไม้แปลกตา

ที่ดูเขียวชะอุ่มพุ่มไสว ......ภายในมีภาพวาด และงานประติมากรรมที่งดงาม

จับใจ แสดงถึงภูมิปัญญาของมนุษย์ที่จะสื่อสารถึงกัน ถ่ายทอดความรู้สึกลึกๆ บางอย่างที่เป็นความรู้สึกเฉพาะ

มีของชำร่วยจำหน่าย มีโปสการ์ด หรือสมุดบันทึกฝีมือศิลปิน สูจิบัตรการแสดงผลงาน

ของศิลปินซักคน มีคนคอยพูดคุย ให้ความรู้กับผู้คน ถึงเรื่องราวศิลปะ

มีมุมนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือของทางร้าน ผู้คนเดินเข้า-ออก แต่ไม่มากนัก

มีเหล่าศิลปินแวะเวียนมาเพื่อพูดคุยกัน และ เพื่อถ่ายทอดความกระจ่างชัดของตัวศิลปะเอง

กับผู้คนที่สนใจ(ใครไม่สนใจก็ช่างมัน)

ภายในมีแส่งสว่างพอเพียงในการเสพศิลปะ

มีชั้นลอยไว้เหมือนห้องทำเวิร์กช้อปกัน

เปิดกันตั้งแต่เช้าจนค่ำ เย็นย่ำมีซอฟท์ดริ๊งให้ดื่มดำในดีกรีของกระแสศิลป์

อาจมีถกเถียงหรือโต้แย้งกันในบทสนทนา ทว่า พอรุ่งขึ้นของวัน

กระบวนการสร้างสรรค์ก็เดินทางต่อ

เด็กเล็กๆ เดินจูงพ่อแม่ เพื่ออยากเข้ามาที่ร้านนี้

เด็กวัยรุ่นที่หลงทางก็แวะเวียนมาหาความหมายและแรงบันดาลใจ

คุณตาคุณยายอาจจะงงๆ กับสิ่งใหม่ วัฒนธรรมใหม่เช่นนี้ แต่ก็ยินดียอมรับไม่ปฎิเสธ

ผมวาดฝันไว้ว่าอยากจะเห็นร้านแบบนั้นเข้าสักวัน

แล้วภาพนั้นก็อยู่ในจินตนาการของผม และฝังแน่นอยู่อย่างนั้น เนิ่นนาน และนาน

ผมยังไม่เคยเจอบรรยากาศแบบนั้นเอาซะเลย

มันเป็นภาพในอุดมคติของผม ในโลกที่หมุนเร็วไปด้วยเทคโนโลยี

ผมคิดว่า ผมจะสามารถสร้างบรรยากาศแบบนั้นได้เองหรือไม่?

ตอนที่ผมเรียนศิลปะนั้น จังหวัดนี้ยังไม่ค่อยมี ความเป็นศิลปะร่วมสมัยกันสักเท่าไหร่

ผมถามอาจารย์ท่านนึงว่า

"อาจารย์ครับ ทำไมขอนแก่นเราไม่มีหอศิลป์อะ"

อาจารย์ตอบว่า

"เธออยากให้มีไหมหละ"

"อยากครับ"

อาจารย์ตอบกลับอย่างรวดเร็วทันควัน

"เธอก็ทำเองเลยซิ"

"เธอมีเงินไหม"

ผมตอบแบบไม่ต้องใช้สมองซีกไหนคิดเลยว่า

"ไม่มีครับ"

อาจารย์มองตาผม แล้วพูดว่า

"ถ้าไม่มีก็ไปหามา หาได้แล้วบอกด้วย ครูจะช่วยทำ"

ผมมองหน้าอาจารย์ แล้วรู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้ ว่า อาจารย์พูดจริง

ในขณะนั้น หรือ ในขณะนี้ สถานการณ์ไม่ต่างกันมาก

จังหวัดนี้ มีหอศิลปะวัฒนธรรม ในมหาวิทยาลัยแล้ว

แต่บรรยากาศก็ดูเคร่งขรึมเกินไป ดูจริงจัง ขลังๆ จนดูเหมือนจะร้างผู้คน

เมื่อก่อนนั้น เคยมีร้านศิลปะ ขายของที่เป็นศิลปะ วัฒนธรรมอยู่ภายในหอศิลป์นั้น

ชื่อร้าน เล้าข้าว เปิดปฎิบัติการส่งความสุขมาหลายปี ด้วยบุคคลิกที่ชัดเจน

ของร้านผู้คนหลากหลายต่่างแวะเวียน เพื่อมาค้นหา

และแล้วกาลเวลาก็พาให้ร้านนี้หายไป หลายคนคงคิดถึง

ร้านศิลปะอื่นๆ ในขณะนั้นก็เป็นร้านที่ทำงานศิลปะเพื่อประกอบอาชีพกัน

แม้ในขณะนี้ก็เช่นกัน ไม่มีร้านไหนที่ใกล้เคียงร้านในจินตนาการของผมเลย

นอกจากร้านเล้าข้าว ที่ได้บรรยากาศของหอศิลป์ แต่ก็ยังต้องอยู่ในอาณัติของระบบราชการ

หลายปีก่อนนั้นผมก็ได้ไปแสวงหาหนทางทำมาหากินในต่างจังหวัด(ที่ไม่ใช่ขอนแก่นผมนับเป็น

ต่างจังหวัดหมด) ที่กทม.เอง ผมก็คุ้นเคยกับหอศิลป์ และร้านศิลปะที่มักจะเป็นร้านเหล้า

ซะส่วนมาก ผมยังไม่เจอร้านในจินตนาการเลยซักที่ นอกจากต้องทำให้เป็นห้องแสดงภาพ

หรือ แกลเลอรี่ ซึ่งแกลเลอรี่ในจังหวัดนี้ ก็คงจะอยู่ได้อย่างลำบากนัก

และ หลายปีต่อมา ผมมีโอกาสได้กลับบ้านบ่อยขึ้นๆ จาก 3เดือน/ครั้ง เป็นเดือนละครั้ง

เป็นเดือนละ 2 ครั้ง และ จนทุกสัปดาห์ต้องกลับ มันทำให้ผมอยากทำอะไรที่ขอนแก่นของผม

(ก็ของทุกคนนั่นหละครับ) ผมอยากแบ่งปันความคิด ประสบการณ์ ความรู้สึกของผม

ให้คนในจังหวัดนี้ ซึ่งไม่ใช่จังหวัดเล็กๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

ผมลาออกจากงาน พร้อมกับเงินก้อนเล็กๆ วันที่ต้องขนของกลับมาบ้าน กับวันที่

ผมมีเพียงกระเป๋าใบเดียวกับงานศิลปะ ประมาณ 30 ชิ้นของผมไปในตอนนั้น

ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมรับรู้มาว่า ไม่ว่าจะอย่างไร การได้กลับมาอยู่ในที่ที่เรา

มีที่หายใจอย่างเต็มปอด ไม่ต้องระแวงระวังสิ่งใดๆให้มากมายปวดสมองทั้งสองซีก

แล้วผมก็กลับขอนแก่นอย่างเต็มตัว ในวัยที่พอเหมาะจะสร้างสรรค์สิ่งที่ผมจินตนาการไว้

ผมไม่อยากกลับบ้านตอนที่อายุมากกว่านี้ แล้วเมืองขอนแก่นใหญ่โตกว่านี้ มีคนต่างถิ่น

เข้ามาทำมาหากินเยอะไปกว่านี้ กลับมาพร้อมกับเป็นคนแก่ที่นั่งดูเด็กๆทำอะไรๆกัน

ผมเดินมาถูกทางหละ

ผมทำร้านเล็กๆ กับคนรู้ใจ กลิ่นอายของเทียนหอมในร้านเล็กๆของผม และกลิ่นกาแฟ

ที่ผมนั่งจิบไป ขณะที่เพลงที่เปิดก็ระรื่นหู ผมมีความสุขมากในแต่ละวันของช่วงเวลานั้น

แม้ดูยอดรายได้ของตัวเลขในบัญชี แม้จะมีอยู่น้อยนิด แต่ผมก็มีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันไป

วันหนึ่ง แม่สาวคนนั้นก็นึกอยากเพ้นท์รองเท้าให้ตัวเองใส่ เธอขอให้ผมเพ้นท์ให้

แต่ผมขี้เกียจเพราะผมสนุกกับการวาดรูป และวางแผนเรื่องร้านอยู่ เธอก็เลยเพ้นท์มันซะเองเลย

แล้วหลายวันต่อมา ก็มีคนมาขอให้เธอเพ้นท์ให้ และเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ผมก็เลยเกิดความคิดต่อยอดว่าเราควรจะเพ้นท์รองเท้า ขายกันจริงๆ จังๆ แล้วหละ

นับจากวันนั้น ผมก็เริ่มเพ้นท์รองเท้า และ เพ้นท์มาหลายพันคู่แล้ว

การเพ้นท์รองเท้า หรือเพ้นท์เสื้อนั้นทำให้ผู้คนที่สวมใส่มันเกิดความมั่นใจ และ พึงพอใจ

จนผมบอกได้ว่า พวกเขามีความสุขกัน หลังร้านแรกๆ เล็กๆ ร้านนั้น แถวๆ หลัง มหาวิทยาลัย

ผมก็มีเหตุให้ต้องย้ายมาอยู่แถวโต้รุ่ง ซึ่งทำเลที่ผมได้ที่ตั้งร้านก็ไม่เป็นที่โดดเด่นใดๆ อยู่ลึกๆ

จนกลายเป็นร้านลับ ที่ลูกค้าของผม จะบอกกันปากต่อปาก

บางคนแวะมาที่ร้าน ก็จะเหมือนเดินมาท่ามกลางทะเลทราย แล้วเจอบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

ก็ไม่ปาน ผมสนุกกับการทำร้านเล็กๆ ร้านนี้มาก ฝันที่วาดไว้เมื่อครั้งนั้นจากเลือนๆ

ผมเริ่มเห็นหนทาง ทางที่จะนำศิลปะมาให้ผู้คนได้เดินเข้าเยี่ยมชม แวะมาทักทายกัน

อาจจะยังไม่รู้จักกันมากในวันนี้ แต่วันข้างหน้าผมเชื่อว่า เขาเหล่านั้น จะทำความคุ้นเคยกับศิลปะ

ได้มากขึ้น แม้ว่าร้านของผมจะไม่ใช่ร้านที่เป็นศิลปะสมบูรณ์แบบ แต่ผมก็ยังเชื่อเช่นนั้นอยู่

ผมเชื่อว่าร้านศิลปะเล็กๆ ของผม จะเป็นสะพานพาผู้คนจากอีกฟากฝั่งนึงของคนทั่วไป

ไปพบกับโลกของศิลปะของอีกฟากนึง ในไม่ช้าก็เร็ว ค่อยๆ ซึม ค่อยซับไปทีละน้อย ค่อยๆเดินๆ

หลายปีผ่าน ผมระหกระเหินย้ายร้านด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ผมไม่โทษใคร

เพราะโทษใครไม่ได้ แต่ผมก็ต้องยอมรับกับตัวเองเลยว่า ในจังหวัดนี้เริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้าง

ไม่ว่าจะเป็น งานอาร์ตเลน ที่จัดประจำทุกปีของคณะศิลปกรรมศาสตร์

หรือตลาดนัดบนถนนหน้าศูนย์ราชการ ที่เรียกตัวเองว่า ถนนคนเดิน

เหล่านี้ เป็นเพราะผู้คนเริ่มหันมาสนใจศิลปะ วัฒนธรรมของเราเพิ่มขึ้น

ผมไม่กังขาเลยว่า ผู้คนที่มากขึ้นนั้น จะเป็นผู้เสพศิลปะ อย่างมีรสนิยมหรือไม่

เพราะ ผมเข้าใจในเบื้องต้นของผู้คนขอนแก่น มนุษย์ขอนแก่นก็ยังมีพฤติกรรมการเลียนแบบ

แล้วมักจะคิดไปเองว่าตัวเองมี ทั้งๆ ที่ สิ่งที่มีอยู่ อาจจะไม่ใช่ก็ได้

ผมว่าผมไปยุ่งกับสังคมมากไปแล้ว

จนวันหนึ่งที่คนรู้ใจของผม ต้องเดินกันคนละที่ ยืนกันคนละจุด ผมก็ยังมีศิลปะนำทางอยู่

ไม่ว่าจะอย่างไร ผ่านมาแล้ว ๕ ปี กับร้านเล็กๆ ของผม ขนาดของมันก็ยังเล็กอยู่เหมือนเดิม

แม้ว่าบางช่วง มันจะเคยใหญ่มาบ้างก็ตาม ผมก็ยังอยากเห็นคนเดินเข้าออกร้านศิลปะของผม

ที่ยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมจินตนาการไว้ ถึงอาณาจักรศิลปะนั้น ด้วยเศรษฐกิจที่เป็นอยู่เช่นนี้

หลายคนบอกกับผมว่า ทำไม ไม่รวยซะทีวะ ผมตอบไปในใจว่า ผมก็รวยอยู่นี่ไง สร้างและส่ง

สิ่งที่ผู้คนได้ชื่นชม ได้รู้ถึงความสุข ศิลปะที่คุณสวมใส่มันได้ วันหนึ่งข้างหน้า ถ้าคุณอยากลึกซึ้งกับ

ศิลปะ คุณก็ไปต่อได้นะ มีมหาวิทยาลัย มีโรงเรียนสอนศิลปะตั้งหลายที่ เข้าไปที่หอศิลป์

เข้าไปดูคุณศิลปะกันหน่อย ไปดูว่า เค้าอยู่กันยังไง กินกันยังไง ดูแลกันและกันยังไง แล้ว

คุณศิลปะน่ะ ให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ร้านของผมเล็กมาก เล็กลงจากเดิม 2 เท่า แต่ผมมีพื้นที่พอเพียงสำหรับเป็นสตูดิโอสร้างความสุข

บางทีถ้าผมหาตัวเลขมาเพิ่มในบัญชีธนาคารผมมากกว่านี้ คุณก็อาจจะได้ชื่นชมกับ

ร้านในฝันของผมก็เป็นได้ ผมอยากบอกอาจารย์ท่านนั้นว่า อาจารย์ครับ จังหวัดเรามีหอศิลป์แล้วครับ

ผมได้หอศิลป์แล้ว แต่ผมอยากมีร้านศิลปะ ที่ผมฝันไว้อีกแล้วหละครับ และผมกำลังหาเงิน

เพื่อทำสิ่งนั้นอยู่

เพลงเวิล์ดมิวสิก จากเครื่อง แมกอินทอชของผมยังแว่วๆ พร้อมๆ กับเสียงรายงานข่าวน้ำท่วมของปีนี้อยู่ ผมไม่จิบกาแฟ เพราะว่าผมยังไม่อยากตื่น ผมยังอยากเดินทางในความฝันอยู่

ตื่นซะที เฮ้ยยยยย....


Views: 108

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

© 2009-2020   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service