เมื่อวันนั้นมาถึง...

"คนเรานี่มันก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริงๆ เหมือนจะสุขแต่ไม่สุข เหมือนจะทุกข์แต่ไม่ทุกข์ เหมือนจะพอใจแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด"...

สืบเนื่องมาจาก blog ที่ผมเขียนในครั้งก่อน ซึ่งทำให้ผมพบว่าหลายๆ คนมีความคิดเห็น หรือไม่ก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกันกับผม... หลายคนเพิ่งตัดสินใจได้ หลายคนเพิ่งออกจากงาน และหลายคนกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ... ดังนั้นวันนี้ขออนุญาตมาแชร์ความรู้สึกที่ผมได้พบมากับตัวเองเมื่อวันที่ผมกำลังจะก้าวเท้าออกจากบริษัทไปนะครับ

บริษัทผมก็เหมือนบริษัททั่วไปที่ไม่ใช่ว่าจะลาออกก็เดือนไปบอกหัวหน้าว่าจะลาออกแล้วนะแล้วก็เดินเชิดหน้าชูตาแบบกูไม่แคร์ออกไปง่ายๆ ตามกฎที่เขียนไว้คือต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน แต่เอาเข้าจริงก็ควรต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสักสองหรือสามเดือนตามมารยาท เพื่อให้มีโอกาสได้สะสางงานที่ค้างไว้อยู่และโอนงานให้คนอื่นต่อ

ในกรณีของผมคือแจ้งล่วงหน้าสองเดือน ผมแจ้งไปเมื่อเดือนแปดที่ผ่านมาและการลาออกมีผลปลายเดือนสิบ นั่นก็แปลว่าวันที่ทุกท่านได้อ่าน blog นี้ ผมอยู่ในสถานะไร้นายจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

ช่วงสองเดือนนั้นจะว่าช้ามันก็ช้านะ มันเป็นช่วงที่ผมอยู่ในสภาพกึ่งหยุดนิ่ง ไม่หลงเหลือแรงขับเคลื่อนในการทำงาน เหมือนเป็นรูปปั้นที่นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ ผมรู้สึกว่า progress ในการทำงานของผมมันเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่วันที่ผมเอ่ยปากขอลาออกออกไปและยิ่งนานวันมันยิ่งเหมือนจะไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปกว่านี้แต่กลับลดน้อยถอยลงจนเกือบเหลือแค่ศูนย์

ถ้าเป็นคนทั่วไปคงใช้เวลาที่เหลือนั่งชิล เคลียร์งานจุ๊กจิ๊กโน่นนี่นั่นในบริษัท รอให้คนแวะเวียนมาทักว่า "เอ๊ย แกจะออกแล้วนี่หว่า!" หรือวิ่งถ่ายรูปเล่นไปทั่วก็ว่าไป เพียงแต่ว่าช่วงเวลาสองเดือนนี้ผมไม่ได้นั่งอยู่ที่บริษัทของผมเหมือนปรกติอ่ะดิ... Project ที่ผมทำอยู่มันบังคับให้ผมต้องไปนั่งอยู่ที่ออฟฟิศของลูกค้าอีกที นั่นกลายเป็นว่าช่วงบั้นปลายชีวิตการทำงาน (กะแรก) ของผมมันไม่ได้มีเวลามานั่งไล่เลียงรำลึกความหลังกับเพื่อนๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน ไม่ได้มีเวลาเดินไปโน่นมานี่ทักทายคนในบริษัทหรือเพื่อบอกว่าผมกำลังจะลาออกแล้วนะ แต่ก็ทำไงได้ งานมันเป็นแบบนี้

โดยทั่วไปแล้วเวลาที่เรากำลังจะออกเนี่ยนะหัวหน้าก็มักจะไม่ให้งานเราเพิ่มแล้ว มีแต่จะให้สะสางงานตรงหน้าให้เสร็จแค่นั้นแหละ ดังนั้นงานของเรามันจะดูเหมือนลดลงฮวบฮาบและทำให้เรารู้สึกสบายกายสบายตัวในการทำงานมากขึ้น ตรงนี้แหละเป็นจุดแรกที่ความรู้สึกเสียดายมันจะเริ่มมาจู่โจมเรา... ด้วยเนื้องานที่ลดลงและมือของผมที่มันหยุดการทำงานไปแล้วมันก็เลยส่งผลให้สมองมันเลยมีเวลาไปคิดฟุ้งซ่าน... พอเดาออกไหมครับ

สมองมันจะเริ่มฉุกคิดว่า เอ๊ะ นี่กูกำลังคิดผิดอยู่หรือเปล่าวะเนี่ย? สิ่งที่เราตัดสินใจมันถูกต้องหรือเปล่าวะ?... ณ จุดนี้ใครที่หัวใจป้อแป้ก็อาจมีเป๋ไปบ้าง หรืออาจถึงขั้นฉีกใบลาออกทิ้งทีเดียว

หลายครั้งที่ผมปลอบตัวเองในใจว่าแกกำลังจะลาออกแล้วนี่หว่า กำลังจะได้พักแบบยาวๆ แบบที่แกอยากได้มานานก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวะ ผมกลับมาสู่คำถามที่ถามตัวเองในวันแรกอีกครั้งว่าตัวเองทำถูกแล้วใช่มั๊ย และนั่นก็เป็นที่มาของประโยคแรกที่ผมเขียนไว้ต้น blog นี้... ผมได้ข้อคิดว่าคนเรานี่มันช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ มันจะมีทางไหนไหมที่จะทำให้คนเราพอใจได้จริงๆ... ไม่มีทางอ่ะถ้าคนๆ นั้นยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเราๆ ของบางอย่างมันอาจทำให้เราพอใจได้ แต่มันไม่มีทางจีรังยั่งยืน วันนี้ผมอยากได้ไอโฟนสี่ผมก็ไปจ่ายตังค์ซื้อมา ผมก็พอใจของผมตั้งชื่อให้มันเลย "น้องไอสี่" ปีหน้าไอโฟนห้าออกผมก็จะเริ่มไม่พอใจน้องไอสี่ของผมแระ... ที่เป็นแบบนี้เพราะความรู้สึกคนมันเปลี่ยนแปลงหรือถูกกระทบกระเทือนได้ง่ายมากๆ

ผมกลับมาตั้งหลักกับตัวเอง ทำความเข้าใจชีวิตใหม่ และปลอบตัวเองว่าวันนี้มันเป็นเพราะความรู้สึกเราพาไป ไม่แน่ในอนาคตมัน (การลาออก) อาจจะเป็น critical point จุดนึงในชีวิตของเราก็เป็นไปได้

หนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้า effective date ผมแอบเข้าบริษัทไปวันเสาร์เพื่อไปเก็บข้าวของส่วนตัวออกจากโต๊ะทำงานของผม ถ่ายรูปโต๊ะทำงานไว้เป็นที่ระลึก ผมบอกตรงๆ นะ ตอนที่เก็บของอยู่น้ำตามันก็ไหลออกมา ออกมาโดยไม่ได้บังคับ ไม่ได้ดราม่า แต่มันออกมาเอง ดีนะที่ไม่มีใครอยู่วันนั้น

ในวันสุดท้ายของการทำงานผมจะต้องคืนของทุกสิ่งอย่างให้กับบริษัท... ณ วินาทีที่ผมมอบบัตรพนักงานคืนเจ้าหน้าที่ฝ่าย HR ผมและบริษัทก็จะกลายเป็นอื่นในทันที... ผมยังไม่ได้บอกลาหลายๆ คนในบริษัทเลย หรือว่าผมควรแอบหนีออกไปทั้งๆ อย่างนี้ดี ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้บอกพวกเค้าแต่เนิ่นๆ หลายคนคงยังไม่รู้ว่าผมกำลังจะจากไปแล้ว มันคงจะดีกว่าถ้าผมออกไปทั้งอย่างนี้ ผมเดินออกไปรอลิฟต์เพื่อไปยังแผนก HR... อีกครั้งที่ความรู้สึกมันถูกกระแทกด้วยความคิดที่ว่าคงต้องเสียใจวันหลังแน่ๆ ถ้าจากไปทั้งอย่างนี้ ประตูลิฟต์เปิดอ้าออกแต่เท้าของผมแทนที่จะเดินเข้าลิฟต์มันกลับเบี่ยงเข้าไปที่แผนกของผมแทน

และแล้วทุกอย่างมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมคิด นาทีที่ผมเข้าไปเพื่อบอกลา หลายคนรู้เรื่องและรอผมอยู่ ทุกที่ที่ผมเดินผ่านเต็มไปด้วยคำอวยพร บ้างก็มีบอกว่าเสียดายที่เพิ่งรู้ หรือบ้างก็เสียดายที่ผมตัดสินใจออกจริงๆ แต่สุดท้ายก็จบด้วยคำอวยพรและความหวังดี... ผมไม่รู้ว่าผมจะเสียใจในภายหลังแค่ไหนถ้าวันนี้ผมไม่ก้าวเท้ากลับเข้ามา รู้แต่ว่าวันนี้ผมดีใจ และดีใจจริงๆที่ได้เดินกลับเข้ามา อีกครั้งที่ความรู้สึกเสียดายแล่นกลับเข้ามาในใจผม แต่ว่าตอนนี้มันสายไปแล้ว ผมได้แต่รับคำอวยพรนั้นมาและหวังว่าในช่วงชีวิตขอให้ได้มีโอกาสอีกสักครั้งได้พบกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่แสนวิเศษเหล่านี้ในที่ได้ที่หนึ่ง เพียงแต่วันนี้มันเป็นวันบอกลา

ตอนผมกำลังเดินออกมา ยามที่หน้าประตูที่ผมเดินผ่านบ่อยๆ บอกกับผมว่า "โชคดีนะครับ คุณพี"................... พระเจ้าช่วย ยามยังรู้จักชื่อผมเลยอ่ะ ผมอึ้งไปพักหนึ่ง ทำไมตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ทำไมผมไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อพี่ยามแต่เค้ายังอุตส่าห์รู้จักชื่อผมด้วย ทำไมวะ ทำไมเวลาที่จะจากกันมันต้องเศร้าอย่างงี้ด้วยวะ ผมตอบกลับไป "ขอบคุณมากครับ ขอให้โชคดีเช่นกันครับ และหวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันใหม่" น้ำตาผมปริ่มแบบเก็บลึกๆ ไว้ในใจ

ผมเชื่อว่าวันนี้ผมไม่ได้คิดผิดแม้จะยังเสียใจลึกๆ ก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรชีวิตเรามันก็ต้องเดินต่อ หยุดไม่ได้แพียงแต่ต้องเดินหน้าไปในทางที่ยังไม่คุ้นเคย...

it's me... commonblack

Views: 321

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

Comment by Just Smile on March 19, 2011 at 9:36am

ของบางอย่างมันอาจทำให้เราพอใจได้ แต่มันไม่มีทางจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรจะทำให้คนเราพอใจได้จริงๆ..

ชอบตรงข้อคิดตรงนี้ค่ะ และคิดว่าจนถึงวันนี้คุณน่าจะได้เดินบนเส้นทางดีดีที่คุณเลือกไว้แล้ว เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^.^

Comment by Common Black on November 18, 2010 at 6:28pm
เกิดนานหรือยังครับ... ^^
Comment by Sunshine Manooratana on November 18, 2010 at 11:10am
แบบนี้ก็เคยเกิดกับผมนะ
Comment by Common Black on November 13, 2010 at 11:32pm
Thank you krub... ^^

© 2009-2022   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service