ทุกข์เกิดที่ใจ ให้ดับที่ใจ ตอนที่ 2

วันนี้ ขอเอาเรื่องที่เคย บันทึกไว้ ใน มัลติไพต์ ตัวเอง มาไว้ในนี้นะคะ

พอมาอ่านดูใหม่ ยังไม่ค่อยอยากเชื่อเลย ว่า นี่เราเขียนเหรอ (วะ)เนี่ย

เห็นด้วยเต็มที่เลยว่า คนเขียนกับ เรื่องที่เขียน ไม่จำเเป็นต้องมีบุคลิกเดียวกันน่ะ

...เราชอบเขียนเรื่องแนวค้นหาตัวเอง ออกธรรมมะนิดๆ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งที่ตัวจริงก็ไม่ได้มีสาระอะไรขนาดนั้น

มันคงเป็นเรื่องไกลตัวที่หาคนคุยด้วยยาก เลยออกมาเป็นเรื่องเขียนล่ะมั้ง

อ้อ เรื่องนี้ ไม่รู้ทำไม ตั้งใจให้ตัวดำเนินเรือ่งเป็นผู้ชาย

แต่ตัวจริง ไม่ช่ายนะ ^^

ตั้งแต่ผมจำความได้

แต่เล็กจนโต ...โลกของผมนั้น มีเพียงผมอยู่ผู้เดียว

....วันๆหนื่ง ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องทำอะไรมาก

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ผมใช้เวลาสนุกกับมันได้ยาวนาน

จะถือว่าเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตก็ว่าได้

นั่นก็คือ การเล่นเกมส์ครับ......

หนื่งในเกมส์ ที่ผมชอบมากนั้น มีชื่อว่า เกมส์ มองทะลุ

วิธีการก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ ล้ำๆ ใดๆทั้งสิ้น

เพียงแค่นั่งนิ่งๆ แล้วก็รอคอย ............

คอยจนกว่าสามัญสำนึกปรกติหายไป หรือก็คือ ภาวะที่ผมลืมไปว่า มีตัวผมอยู่ตรงนี้

คอยสักพัก ..........จนความคิด ต่างๆ ที่วุ่นวาย อยู่ตอนต้น มันหายไปเอง

นั่นถือเป็นการเริ่มต้นของเกมส์.....

เช่นในวันธรรมดาๆ วันหนื่ง ที่ผมไม่มีอะไรทำมากไปกว่า การหายใจเข้า และหายใจออก

(ซึ่งผมก็พอใจกับความว่างมากๆ เช่นนี้ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว)

แสงของวันใหม่ตกกระทบกับทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้า แล้วก็หักเหสู่สายตา เกิดการแปลงสัญญาณเข้าสู่สมอง

ซึ่งอนุญาต ให้รับรู้ได้ เฉพาะ สิ่งที่เรียกว่า การมองเห็น เท่านั้น

แน่นอนว่า ผมยังไม่เคยมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงเลย

ผมมอง ผู้อื่นด้วยสายตาตัวเอง

ผมมองทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยสายตาตัวเอง

แต่ไม่เคยสักครั้ง ที่ผม จะได้เห็นตัวจริง ของตัวเอง

ด้วยสายตาทั้งสองข้างนี้

ทุกครั้งที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ความจริงก็ถูกปิดตาย

สิ่งที่ตาเห็นนั้น ปิดบังผมเสมอ ด้วยภาพที่ทำให้เชื่ออย่างสนิทใจว่า ผมเห็นแล้ว

แต่ผมกลับไม่เคยมีความสุขกับการมองเห็นนั้นเลย

ผมไม่อยากมองเห็นหรอก ถ้ามันเป็น แค่สิ่งปลอมๆ ไม่เที่ยงแท้ และมีความทุกข์แผ่อยู่ในทุกกระบวนการ

.............เกมส์มองทะลุเริ่มขึ้น................

ภาพที่อยู่ใกล้ที่สุดหายไป ทีละสิ่ง สองสิ่ง จนถึงกำแพงบ้าน ผ่านชั้นอิฐ ทะลุไปที่ห้องของเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ทำให้ง่ายขึ้นที่จะมองทะลุต่อไป ตรงไปเรื่อยๆ จนสุดที่ถนนนอกเมือง สุดที่หาดทราย สุดที่ชายทะเล สุดที่เส้นขอบฟ้า

...............ที่เส้นขอบฟ้า ผมฝัน.............

...............ในความฝันนั้น ผมตื่น...............

เกมส์หยุดชะงัก ผมไม่สามารถ ข้ามผ่านเส้นขอบฟ้าไปได้..............

เส้นขอบฟ้าคืออะไรกันหนอ ?

เหตุใด จึง เป็นขอบเขตที่สมจริงเช่นนี้

ผมใช้ความพยายามวันแล้ววันเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนล่วงเข้าสู่ปี

แต่ไม่มีสักครั้งที่ ด่านขอบฟ้า เสมือนจริงนี้ถูกฝ่าไปได้

จนกระทั้งผมเริ่มท้อแท้ใจ ปล่อยวางความต้องการเอาชนะทั้งหมดไป

โดยไม่คิดจะสนใจอีกแล้ว ไม่แม้กระทั่ง หวนกลับไปเล่นเกมส์ แสนสนุกนั้นอีกครั้ง ...

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง คำตอบก็เฉลยตัวมันเอง อย่างแสนง่ายดาย

หรือชีวิตมักเป็นเช่นนี้ ยามเมื่อเราเริ่มที่จะนิ่งสงบ

สิ่งที่เราพยายามไขว่คว้าตามหามาตลอด ก็กลับมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า

เหมือนกับว่า เค้ารอเราอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

เพียงแค่เราปล่อยวาง ไม่อยากได้อยากมี เท่านั้นเอง

ติดเท่าไหร่ ก็ไม่รู้

หยุดคิด............ จึงจะรู้

ไม่มีทางเลย ที่เราจะให้หัวใจ.... มารับใช้สมอง

นอกจากว่า เรากำลังเสแสร้ง อย่างไม่รู้สึกตัว

...........สำหรับผมแล้ว คำตอบที่ชัดเจนนั้นก็คือ ...........

.................เส้นขอบฟ้าเกิด เพราะเหตุผลที่โลกนี้กลม และลอยอยู่ในจักรวาล

ผมลอยอยู่..............

ทุกสิ่งทุกอย่าง ลอยอยู่ตลอดเวลา

แต่ละรอยเท้าที่ฝากไว้บนผืนทราย ไม่ใช่ของจริง

รอยเท้าเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่า แรงดึงดูดนั้นมีอยู่จริง

คำว่า มีอยู่ กับคำว่า จริง นั้น มันคนละเรื่องกัน .........

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้มีมาแต่แรกแล้ว นั้นล่ะ คือ จริง

..............................................................................................................................

....................................หลายเดือนต่อมา ...............................................................

...............................................................................................................................

มาถึงบรรทัดนี้ ผมไม่ควรจะมีภาษาใด ถ่ายทอดออกมาอีกแล้ว

เพราะสิ่งต่างๆ มันบริสุทธิ์อยู่ในใจ ผมรู้ของผมคนเดียว

แต่ทุกวันนี้ผมอาศัยอยู่ในสังคม สังคมทำให้ผมเสียการทรงตัวอยู่เสมอ

เลยเป็นเหตุให้ผมต้องกลับมาจัดเสถียรภาพให้กับชีวิต เป็นระยะๆ เช่นนี้ ............

มันก็เหมือนอิเล็คตรอนในอะตอมล่ะครับ ที่อยู่ในสภาวะ ถูกกระตุ้น

แล้วก็กลับมาสมดุลอีก วนเวียนไปเรื่อยๆ ในอะตอมเล็กๆ ของมัน

ซึ่งมันอาจคิดว่า อะตอมที่มันอยู่นั้น คือโลกใบใหญ่มากๆ ก็เป็นได้)

....................................ในเวลานี้ ผมมีเรื่องราวบางอย่างจะถ่ายทอดครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ที่ผมหยุดเขียนไปนั้น

ผมคิดว่า ผมรู้คำตอบบางอย่าง ที่ทำให้ผมมีความสุขลึกๆ ในใจ ....และหลงใหลไปกับมัน

...................ที่เส้นขอบฟ้านั้นไม่เคยมีอยู่จริงหรอกครับ แต่มันคือ ขอบเขต ภายในใจต่างหาก

หากพยายามมองทะลุต่อไปก็ไม่มีทางสิ้นสุด ......

ที่ไหนล่ะ คือจุดสิ้นสุด ............สุดขอบโลก สุดขอบจักรวาล สุดขอบจินตนาการ

ระยะทางเป็นแสน เป็นล้านปีแสง นั้น มีอยู่จริงหรือ

หรือ ผมเพียงฝันไป

คำตอบบางอย่างที่ธรรมชาติเฉลยให้ผมนั่นก็คือ

สิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวตนของผม กับเส้นขอบฟ้านั่น คือสิ่งๆเดียวกัน

แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หรือไกลโพ้นไปไม่สิ้นสุด

รวมทั้งวิญญาณ ทุกๆ วิญญาณ ทั้งมวลสาร ทั้งพลังงาน

เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า .................... ความไร้แก่นสารอันเป็นนิรันด์...............

กว้างใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง

และขณะเดียวกัน ก็เล็กกว่า จุดที่เล็กที่สุด

ไร้ซึ่งขอบเขต ไร้ซึ่งเวลา

...................ผมเคย หลั่งน้ำตามากมายให้กับการค้นพบ สิ่งที่หลอมรวมอยู่ภายใน แม้เพียงชั่ววูบ .........

ผมตื่นขึ้นมากลางดึก

พร้อมกับใจเต้นแรง อย่างไม่รู้ตัว เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

เบา สบาย เหมือนก้อนหินทุกๆก้อน ในชีวิต ได้ละลายไปแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน ความกลัว ก็ทำหน้าที่ของมัน

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมมองเห็น ความกลัวอย่างชัดเจน

ผมไม่เคยมีตัวตน

คนที่ผมรักไม่เคยมี

ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต

ไม่เคยมีเวลาที่แท้จริงแม้เพียงเสี้ยววินาที

หรือแม้กระทั่งลมหายใจในขณะนี้ก็ตาม มันไม่เคยมีอยู่จริง

ผมร้องไห้ไม่หยุด ชั่วขณะนั้น

ผมกลัวที่จะ สร้างความผูกพัน กับสิ่งใดๆ ในโลกอีกต่อไป

โดยเฉพาะ ความรัก ความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความทุกข์ได้อย่างแนบเนียนที่สุด

ผมรู้สึกเหมือนการยืนอยู่ระหว่างทางแยก

และมีบางสิ่งที่เย็นจัด อยู่ในมือ

ในใจหนึ่งอยากจะยึดจับไว้ตลอดไป อยากจะให้ความเย็นนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ........

แต่อีกด้านหนึ่งของใจ กลับอยาก จะสลัดออกไปให้เร็วที่สุด .....

เพราะ กลัวว่า ในที่สุดแล้ว จะไม่มีอะไรเหลืออีกเลย ....

..............ผมไม่รู้ว่า ถ้าคุณเป็นผม ในขณะนั้น พวกคุณจะเลือกทางไหนกัน

แต่คราวนั้น...................

ผมเลือกที่จะตื่นขึ้นมาจากภวังค์

ผมกลับมาอยู่ในโลกปัจจุบัน อยู่กับกติกา

อยู่กับความคิดสายตา ของทุกผู้คน อยู่กับสิ่งสมมุติทั้งหลาย

น้ำาตาของผมอาจสูญเสีย ให้แก่ความขลาดกลัว

และความโง่เขลานั้น

โง่ที่ไม่กล้า

ไม่กล้าที่จะเลือก

ไม่เลือกที่จะลืม

สิ่งนี้ละมั่ง ที่ คนเราเรียกกันว่า

ความยึดมั่นถือมั่น

ในวัตถุ .....ในอัตตา

ในแววตาของ คนสำคัญในชีวิต...

..........ผมลืมคนที่ผมรักไม่ได้

แม้รู้ว่า ความรักนั้นย่อมเป็นทุกข์ ในสักวัน

แต่ผมก็ยอมเป็นคนโง่ ที่ติดกับความแนบเนียนนั้น เข้าแล้ว อย่างดิ้นไม่หลุด

...............ชีวิตของเรานั้นมีทางเลือกเสมอ

และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า มีผู้คนอีกมากมาย ที่เคยผ่านทางแยกแห่งนี้ ที่ผมเคยได้รู้จัก

โดยเฉพาะ การก้าวข้ามวัย

จากเด็กสู่วัยรุ่น จากวัยรุ่น สู่วัยผู้ใหญ่

ผมเชื่อว่า ธรรมชาติได้ประทานทางเลือกให้กับทุกผู้คน

ชีวิต มีทั้งที่ลิขิตไว้แล้ว และที่ยังล่องลอยอยู่

มีเส้นทางที่รอให้เราค้นพบ และเลือกเดิน

ผมเป็นคนประเภทที่มักไม่มีเหตุผลในการเลือกนัก

แล้วก็รู้สึกว่า ดีกว่าเป็นไหนๆ ที่ได้ใช้ ใจ ตัดสิน สิ่งที่ใจต้องการ

บางทีผมถึงกับ ยกย่องการตัดสินใจเช่นนั้นว่า คือ ปัญญา

แต่แค่ปัญญาอย่างเดียวยังไม่พอ ..............

เพราะสิ่งนี้จะมาเพียงผ่านๆ เท่านั้น

สิ่งที่ยากคือ ผมจะต้องตั้ง สติ ให้มีอยู่เสมอ ยามที่รู้สึกตัว

เผื่อว่า วันใด แสงสว่างแห่งปัญญาเช่นนี้ บังเกิดขึ้นอีก โดยไม่ตั้งตัว

ผมจะได้ใช้สติ จับมันไว้ได้ทัน

.......และแน่นอน ในขณะที่ ความรักนั้น ยังคงไม่มลายหายไป.......

Views: 161

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

Comment by RAYNUN on May 7, 2010 at 9:52am
Add MSN แล้วนะคะ ...
เรื่อง แบบนี้ เอ๋พอเขียนได้
แต่ จะให้คุย นี่ ไปไม่ค่อย เป็น จริงๆ ค่ะ - -"
ขอไร้สาระ บ้าง อาไร บ้าง แล้วกันนะ
Comment by Nattawutty on May 6, 2010 at 11:48am
เหอๆ กลืนไม่ยากหรอกครับ
แต่พอดีผมไม่ได้กลืน มันเหมือนกับกลิ่นที่คุ้นจมูกเฉยๆ
Comment by RAYNUN on May 6, 2010 at 10:58am
ขอบคุณ ค่ะ ที่ชอบ ^^
บทความกลืนยากๆ แบบนี้
Comment by Nattawutty on May 6, 2010 at 8:46am
ขออนุญาต บอก "รัก" บทความชิ้นนี้มาก
สภาวะรู้ก็เกิดดับ สภาวะไม่รู้ก็เกิดดับ
เรากำลังดั้นด้นอยู่วัฎสงสาร เวียนว่ายด้วยดวงตาอันมืดบอดแห่งอวิชชา
หยุดคิด............ จึงจะรู้
...............ที่เส้นขอบฟ้า ผมฝัน.............
...............ในความฝันนั้น ผมตื่น...............
ความไร้แก่นสารอันเป็นนิรันด์

แต่เราก็ต้องยอมรับสมมติ ว่ามันมีอยู่ เช่นเดียวกับ กายใจ เรานี้ที่มีอยู่
แม้ความมีอยู่กับความ "จริง" นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกตัดสินได้ด้วยอะไรเลย
ความเหมือน ระหว่าง มืด กับ เงียบ

ส่ิงที่ดีที่สุดคือ สติ
แต่จงระลึกอยู่เสมอว่า สติ ก็เกิดดับ

จิตส่งออกนอกเป็น "สมุทัย" ผลแห่งจิตส่งออกนอกเป็น "ทุกข์"
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น "มรรค" ผลแห่งจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น "นิโรธ"
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

นี่อีเมล์ผมนะ nattawutty@hotmail.com
ถ้าได้คุยก็ยินดีนะครับ

เจริญในธรรม

© 2009-2022   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service