ในบรรดาหนังสือสารคดีทั้งหมด หนังสือประเภทที่ผู้เขียนสนใจแต่ไม่กล้าซื้อที่สุดคือหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ เพราะหนังสือแนวนี้มักจะเป็นหนังสือภาพที่มีแต่ภาพกับคำบรรยายสั้น ๆ หรือไม่ก็เป็นหนังสือวิชาการที่อ่านยากและเต็มไปด้วยศัพท์แสงที่คนนอกวงการศิลปะต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมากกว่าจะเข้าใจ พอเข้าใจแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถมองงานศิลปะด้วยสายตาที่ต่างจากเดิมได้
ผู้เขียนต้องขอบคุณ คุณชูชาติ เมสันธสุวรรณ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ไลท์เฮาส์พับลิชชิ่ง ที่ได้มอบ The Story of Art โดย E.H. Gombrich ให้กับผู้เขียน ทำให้ได้รู้จักหนังสือศิลปะระดับขึ้นหิ้งที่ไม่ได้ขึ้นหิ้งเพราะเป็นหนังสือภาพที่สวยงามหรือหนังสือวิชาการที่เข้มข้น แต่เพราะเป็นหนังสือที่อธิบายศิลปะให้คนธรรมดาเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งแต่ติดดินที่สุด
ย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สำนักพิมพ์ไฟดอนจ้างนักประวัติศาสตร์ศิลปะนาม E.H. Gombrich ให้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะสำหรับคนหนุ่มสาว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือหนังสือที่ทำให้คนธรรมดา "เข้าถึง" ศิลปะได้ดีที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันได้รับการพิมพ์ซ้ำแล้วกว่า 16 ครั้ง ฉบับที่คุณชูชาติมอบให้กับผู้เขียนเป็นฉบับพกพา (pocket edition) ครั้งแรกที่เป็นปกอ่อน ตีพิมพ์ปี 2006 หนากว่า 1,000 หน้า ครึ่งแรกเป็นข้อเขียน ครึ่งหลังเป็นภาพถ่ายงานศิลปะหลายร้อยชิ้นที่ Gombrich ใช้เป็นตัวอย่างในเล่ม พิมพ์อย่างดีบนกระดาษอาร์ตสี่สี มีแถบกำมะหยี่คั่นหนังสือเย็บติดเล่ม 2 แถบ สวยงามน่าซื้อสะสมหรือฝากเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง
การที่ Gombrich ตั้งชื่อหนังสือว่า "The Story of Art" แทนที่จะเป็น "The History of Art" นั้น สะท้อนให้เห็นว่าเขาตั้งใจที่จะให้หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าประวัติศาสตร์ศิลปะ
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็บรรลุวัตถุประสงค์เหนือความคาดหมาย เพราะ The Story of Art เล่าเรื่องราวของศิลปะผ่านกาลเวลาว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตั้งแต่ยุคภาพวาดบน
ผนังถ้ำ สู่ยุครุ่งเรืองของอียิปต์โบราณ กรีซ เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวในเล่มจะเน้นหนักไปทางศิลปะของยุโรป บทที่เกี่ยวกับศิลปะในเอเชียและตะวันออกกลางก็น่าสนใจและสนุกไม่แพ้กัน ความที่แต่ละบทในหนังสือยาวไม่เกิน 20 หน้า และด้วยภาษาไร้พิธีรีตองและศัพท์แสงของ Gombrich ทำให้ The Story of Art เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ย่อยง่าย และพิสูจน์ความเชื่อของเขาว่าใคร ๆ ก็เพลิดเพลินกับศิลปะได้ ไม่เกี่ยวกับฐานะหรือระดับการศึกษาอย่างที่คนมักจะเข้าใจผิด
ผู้เขียนคิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะอธิบายความ "เจ๋ง" ของ The Story of Art ได้ดีเท่ากับตัวหนังสือที่ Gombrich เขียน เนื่องจากศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยากแก่การถ่ายทอดด้วยภาษา และผู้เขียนเองก็เขียนไม่เก่งพอที่จะอธิบายว่าหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร
บางตอนจากบทนำ -
"แท้ที่จริง "ศิลปะ" ไม่มีอยู่จริงหรอก มีแต่ศิลปินเท่านั้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกเขาคือคนที่หยิบดินหลากสีมาระบายโครงร่างหยาบ ๆ ของกระทิงบนผนังถ้ำ วันนี้บางคนซื้อสีและออกแบบโปสเตอร์ฝูงวัว พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะเรียกกิจกรรมเหล่านี้ว่าศิลปะ ตราบใดที่เราสำนึกอยู่เสมอว่าคำคำนี้อาจมีความหมายแตกต่างกันในแต่ละยุคและแต่ละสถานที่ และตราบใดที่เราตระหนักว่า "ศิลปะ" ในความหมายของศิลปะชั้นสูงนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะศิลปะชั้นสูงได้กลายมาเป็นปีศาจในจินตนาการและเครื่องรางของขลัง คุณอาจทำให้ศิลปินใจสลายด้วยการบอกเขาว่า สิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปนั้นดูค่อนข้างดีในตัวเอง เพียงแต่มันไม่ใช่ "ศิลปะ" และคุณก็อาจทำให้คนที่กำลังดื่มด่ำกับภาพวาดรู้สึกสับสน ด้วยการประกาศว่าสิ่งที่เขาชอบในภาพนั้นไม่ใช่ "ศิลปะ" แต่เป็นอะไรอื่นที่ไม่เหมือนกัน...อันที่จริง ผมไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรเลยที่ผิด เวลาที่คนบอกว่าชอบอนุสาวรีย์หรือภาพวาด"
ความแตกต่างระหว่าง "ฝีมือ" และ "ศิลปะ" -
"แน่นอน ข้อเท็จจริงที่ว่าอะไรสักอย่างทำยากไม่จำเป็นต้องเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันเป็นงานศิลปะ ไม่อย่างนั้นคนที่จำลองเรือขนาดจิ๋วใส่ขวดแก้วก็จะต้องเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่การพิสูจน์ฝีมือของชนพื้นเมืองควรคุ้มกันเราจากความเชื่อที่ว่างานของพวกเขาดูแปลกเพราะพวกเขาไม่อาจทำได้ดีกว่านี้ สิ่งที่พวกเขาแตกต่างจากเราไม่ใช่มาตรฐานช่าง แต่คือความคิด เราต้องตระหนักในข้อเท็จจริงดังกล่าวตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องราวของศิลปะนั้นไม่ใช่เรื่องราวของความก้าวหน้าทางเทคนิค หากเป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและเงื่อนไข (ว่าอะไรเป็นศิลปะและไม่เป็น)"
"โมนา ลิซา" ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดในโลก -
"...เราคุ้นเคยกับการเห็นภาพนี้บนไปรษณียบัตร และแม้แต่โฆษณา จนเราพบว่ามันยากมากที่จะมองภาพนี้ด้วยสายตาสดใหม่ ในฐานะภาพเขียนที่ผู้ชายจริง ๆ ถ่ายทอดผู้หญิงจริง ๆ ที่มีเลือดมีเนื้อ แต่เราควรลืมสิ่งที่เรารู้หรือเชื่อว่าเรารู้เกี่ยวกับภาพนี้ และมองมันราวกับว่าเราเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้เห็นมัน สิ่งที่กระทบใจเราก่อนเป็นอันดับแรกคือความมีชีวิตชีวาของลิซา เธอดูเหมือนจะกำลังมองเราอยู่จริง ๆ และมีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง...เธอดูเหมือนจะเยาะเย้ยเรา แต่บางครั้งเราก็ดูเหมือนจะเห็นความเศร้าเจืออยู่ในรอยยิ้ม ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนเรื่องลึกลับ และมันก็ลึกลับจริง ๆ-นี่คือผลของงานศิลปะชั้นยอด
อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าลีโอนาร์โดรู้ดีว่าเขาสร้างผลลัพธ์นี้ได้อย่างไรและด้วยวิธีการใด นักสังเกตธรรมชาติชั้นเซียนผู้นี้ รู้วิธีที่เราใช้ดวงตามากกว่าทุกคนที่มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขา ชัดเจนว่าเขามองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศิลปินเอาชนะธรรมชาติได้...งานชิ้นเอกของอัครศิลปินอิตาเลียนรุ่นควาตโตรเซ็นโตร (Quattrocentro) มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผู้คนที่พวกเขาวาดดูหยาบกระด้างแข็งทื่อ...ความยิ่งใหญ่และน่าทึ่งของพวกเขาในการลอกเลียนแบบธรรมชาติไม่ช่วยทำให้ผู้คนของพวกเขาดูเป็นผู้เป็นคนเลย ดูเหมือนอนุสาวรีย์มากกว่า อาจเป็นเพราะยิ่งเราพยายามลอกลายและรายละเอียดของผู้คนมากเพียงใด เราก็ยิ่งจินตนาการน้อยลงเรื่อย ๆ ว่า ผู้คนเหล่านี้เคลื่อนไหวและหายใจราวกับว่าศิลปินใช้เวทมนตร์แช่แข็งผู้คนไปชั่วนิรันดร์ เหมือนกับผู้คนในนิทานเรื่อง "เจ้าหญิงนิทรา"
ศิลปินจำนวนมากพยายามหาทางออกจากปัญหานี้ ยกตัวอย่างเช่น บ็อตติเชลลีพยายามเน้นเส้นผมสละสลวยและเสื้อผ้าพลิ้วไหวเวลาวาดคน...แต่มีเพียงลีโอนาร์โดเท่านั้นที่ค้นพบวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง จิตรกรจะต้องทิ้งช่องว่างให้คนดูได้เดา ถ้าไม่วาดเค้าโครงอย่างหนักแน่น ถ้าปล่อยเรือนร่างให้ดูกำกวมราวกับกำลังเลือนหายไปในแสงเงา คนดูก็จะไม่ต้องรู้สึกว่าภาพนั้นแห้งแล้งและแข็งทื่อ นี่คือสิ่งประดิษฐ์อันโด่งดังของลีโอนาร์โดซึ่งชาวอิตาเลียนเรียกว่า "ฟูมาโต" (sfumato)-การวาดเค้าโครงอย่างกำกวมและใช้สีสุขุมกลมกล่อม ทำให้รูปร่างกลืนเข้าหากัน และเปิดช่องว่างให้เราได้ใช้จินตนาการเสมอ"