The Soloist พื้นที่ว่างในชีวิต : ปรัชญาชีวิตจากศิลปินข้างถนน

เรื่อง > พล พะยาบ
ที่มา >
mars magazine > Rear Window > No.85

 

ภาพเบื้องหน้าของหนังเรื่องนี้คือเรื่องราวชีวิตของนักดนตรีผู้เปี่ยมพรสวรรค์แต่สติไม่ดี คล้ายกับเรื่อง Shine (1996) เพียงแต่เปลี่ยนจากเปียโนเป็นเชลโล และว่าด้วยมิตรภาพอันลึกซึ้งของผู้ชายสองคนซึ่งมีสถานะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

The Soloist (2009) เป็นหนังฟอร์มดีด้วยชื่อชั้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสองนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่างโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) และเจมี ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx) สมทบด้วยหญิงเก่งอย่างแคเทอรีน คีเนอร์ (Catherine Keener) สร้างจากเรื่องจริงจากงานเขียนของคอลัมนิสต์ชื่อดัง ที่สำคัญคือ หนังกำกับโดยโจ ไรต์ (Joe Wright) ซึ่งมีเครดิตสวยหรูจากผลงาน 2 เรื่องก่อนหน้านี้ คือ Pride & Prejudice (2005) และ Atonement (2007) 

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาดูจะไม่เข้าฟอร์มนักไม่ว่าด้านรายได้หรือคำวิจารณ์ ผู้กำกับไรต์นำพาหนังไปโดยขาดทิศทางและไร้จุดสนใจอย่างที่ควรจะเป็น ถึงอย่างนั้นหนังยังมีสิ่งดีๆ ที่ควรจดจำคือการแสดงของฟ็อกซ์ และดาวนีย์ จูเนียร์ โดยเฉพาะรายหลังซึ่งผมถือว่าเขาเยี่ยมที่สุดนับจากเรื่อง Chaplin เมื่อปี 1992 เลยทีเดียว 

เรื่องราวในหนังดัดแปลงจากเนื้อหาในคอลัมน์ของสตีฟ โลเปซ (Steve Lopez) ในหนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทมส์ ซึ่งเขียนต่อเนื่องเกี่ยวกับนาธาเนียล เอเยอร์ส (Nathaniel Ayers) นักดนตรีคลาสสิกซึ่งป่วยเป็นโรคจิตเภทและใช้ชีวิตร่อนเร่ข้างถนน เริ่มต้นเมื่อหนุ่มใหญ่อย่างโลเปซ (ดาวนีย์ จูเนียร์) คอลัมนิสต์ชื่อดังกำลังหาวัตถุดิบสำหรับเขียนคอลัมน์ชุดใหม่ แล้วบังเอิญได้พบกับเอเยอร์สขณะเล่นไวโอลินสองสายหน้ารูปปั้นเบโธเฟน 

เอเยอร์สในสภาพของชายจรจัดผิวดำเอาแต่พร่ำพูดเรื่องราวไร้แก่นสาร สวมใส่เสื้อผ้ารุงรัง และลากจูงรถเข็นสัมภาระอัดแน่น สะกิดความสนใจของโลเปซได้ เขาสืบประวัติจนรู้ว่าเอเยอร์สเคยเป็นเด็กมีพรสวรรค์ แสดงความสามารถในการเล่นเชลโลจนได้ทุนเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีชั้นดี แต่แล้วโรคร้ายก็เริ่มคุกคาม เขาได้ยินเสียงพูดก้องดังอยู่ในหัวบ่อยครั้ง กระทั่งกลายเป็นคนหวาดระแวงและไม่อาจใช้ชีวิตปกติในโลกแห่งความจริงได้อีก 

การเข้าไปทำความรู้จักกับเอเยอร์สอย่างใกล้ชิด ประกอบกับเสียงตอบรับจากผู้อ่านในทำนองเห็นอกเห็นใจในตัวนักดนตรีผู้ป่วยไข้ ทำให้โลเปซยิ่งรู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบและให้ความช่วยเหลือเอเยอร์สอย่างดีที่สุด เขาพาเอเยอร์สไปยังสถานสงเคราะห์ พาไปชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกรอบพิเศษ จัดหาครูมาให้ รวมทั้งหาบ้านให้อยู่ 

แต่ถึงอย่างไรความป่วยไข้ของเอเยอร์สนั้นยากจะเยียวยา และยิ่งโลเปซเข้าใกล้มากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่สามารถเข้าถึงเพื่อนใหม่คนนี้ได้เลย ราวกับว่าโลกอันแตกต่างของคนทั้งสองไม่อาจหมุนมาอยู่ในวงโคจรเดียวกัน 

ประเด็นแฝงใน The Soloist ที่สื่อผ่านความป่วยไข้ของเอเยอร์สและกระบวนการเข้าไปจัดการของโลเปซ คือการตกอยู่ในสังคมที่มีกฎกรอบ ค่านิยม หรือฉากหน้าบางอย่างควบคุมอยู่ตลอดเวลา ไล่ตั้งแต่สีผิวของตัวละครเอเยอร์สซึ่งทำให้เขากลายเป็นแกะดำในโรงเรียนดนตรี ทั้งยังขัดแย้งกับสถานะอันสูงส่งของดนตรีคลาสสิก เสียงพูดในเชิงชี้นำ-ออกคำสั่งที่ดังหลอนอยู่ในหัวขณะเล่นเชลโลจึงราวกับเป็นเสียงที่กดดัน และผลักไสให้เอเยอร์สต้องหลุดพ้นจากเส้นทางนักดนตรีคลาสสิกในที่สุด 

การเป็นคนจรจัดดูจะทำให้เอเยอร์สมีอิสระ เขาอยู่ในที่ที่อยากอยู่ ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เมื่อโลเปซเข้ามาจัดระเบียบชีวิตก็เหมือนเป็นการไล่ต้อนเอเยอร์สให้กลับเข้าไปอยู่ในกรอบอันน่าอึดอัด ไม่ต่างจากล้อมกรอบคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ที่จับเอาชีวิตของนักดนตรีผู้ป่วยไข้มาใส่ไว้ให้คนทั่วไปได้อ่าน 

เอเยอร์สถูกจับตา ถูกคาดหวัง และถูกปฏิบัติเพื่อให้กลับเข้าสู่ทิศทางอันเป็นปกติตามความเข้าใจของคนทั่วไป หนังสื่อผ่านทางเดินแคบๆ อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา ซึ่งเอเยอร์สจำต้องฝืนทนอยู่ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยเยียวยาความป่วยไข้หรือทำให้ชีวิตเป็นปกติขึ้นเลย ซ้ำร้ายกรอบจำกัดอันคับแคบนั้นยิ่งกดดันจนในที่สุดก็ระเบิดออกมา 

ถึงตรงนี้เรื่องราวของเอเยอร์สได้สะท้อนกลับไปยังโลเปซ ว่าการที่เขาให้ความช่วยเหลือเอเยอร์ส มอบโอกาสในการพลิกฟื้นชีวิต แท้แล้วโลเปซต่างหากที่กำลังหาทางพลิกฟื้นชีวิตตนเอง 

หนังให้แบ็กกราวด์ว่าโลเปซเป็นหนุ่มใหญ่ผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวหลังจากแยกทางกับภรรยา ขณะที่ลูกชายคนเดียวก็เลือกอยู่กับแม่ ความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้ช่วยชดเชยให้โลเปซรู้สึกปริ่มเต็มขึ้นได้ ตกดึกได้แต่จิบเหล้า-ฟังเพลงตามลำพังในบ้านหลังใหญ่ท่ามกลางกล่องลังวางซ้อนระเกะระกะ หันไปมองสนามหญ้าหน้าบ้านก็เห็นแต่รอยพรุนด้วยฝีมือของแร็กคูนที่ลอบเข้ามาขุดหาไส้เดือนกิน 

'บ้าน' ของคอลัมนิสต์ชื่อดังจึงห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์เพียบพร้อม ซ้ำยังขาดส่วนสำคัญที่สุดคือความอบอุ่น 

หลังจากขี่จักรยานล้มจนบาดเจ็บหลายจุด โลเปซจึงได้พบชายจรจัดอย่างเอเยอร์สขณะที่ตนเองอยู่ในสภาพสะบักสะบอม มีบาดแผลขนาดใหญ่บนใบหน้า การพบกันของคนสองคน ซึ่งพกพาบาดแผลเต็มร่างกายและจิตใจ จึงเป็นจุดเริ่มที่โลเปซจะฉวยเอาเอเยอร์สเป็นดั่งตัวแทนชุบชู และชดเชยสิ่งที่เขาไม่อาจทำได้กับตนเอง 

เริ่มจากการให้ที่พักพิงที่เหมาะสม ให้สังคมและมิตรภาพเพื่อไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ให้อพาร์ตเมนต์เป็นบ้านพักอาศัย และให้โอกาสได้อยู่ใกล้คนที่รัก หลายสิ่งที่มอบให้คือสิ่งที่โลเปซเองขาดพร่อง เหมือนเขาคาดหวังว่าหากเอเยอร์สสามารถปริ่มเต็มได้ด้วยความช่วยเหลือของเขา สิ่งที่จะย้อนกลับคืนมาก็น่าจะเป็นความรู้สึกว่าได้ชดเชยความขาดพร่องของตนเอง 

ปัญหาคือยิ่งโลเปซเติมให้เอเยอร์ส ปริมาณความขาดพร่องกลับไม่ได้ลดลง เพราะเขาลืมคิดไปว่าพื้นที่ว่างในชีวิตที่ปรารถนาการเติมเต็มของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือความต้องการในชีวิตของคนเราไม่มีทางลอกแบบมาเหมือนกันได้ 

ถึงจุดหนึ่งโลเปซจึงยิ่งมองว่าตนเองล้มเหลวไม่เป็นท่า และจมดิ่งสู่วิกฤตวัยกลางคนแบบถาวร 

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วหนังมีทางออกให้กับโลเปซ ว่าเขาควรจะคิดและทำอย่างไรต่อไปให้ดีที่สุดทั้งต่อตนเองและเอเยอร์ส เขามอบระยะห่าง ให้การตัดสินใจ ให้ความเป็นเพื่อนโดยไม่มองไปที่ความแตกต่างเหลื่อมล้ำ 

เรียนรู้ว่าบางครั้งพื้นที่ว่างในชีวิตก็ทำให้เราผ่อนคลายและใกล้ชิดกันได้มากขึ้น 

Views: 946

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service