จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 50 ปี ก่อน จนถึงในปี พ.ศ. 2553 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังจะมีอายุครบ 50 ปี ในวันที่ 24 ส.ค. ที่จะถึงนี้ ตลอดระยะเวลาที่ได้ก่อตั้งเป็นสถาบันการศึกษามาได้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดแรงงานไปแล้วมากกว่า 5 หมื่นคน
ซึ่งเนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาสถาบัน 50 ปี ทางสถาบันฯ จึงเตรียมจัดนิทรรศการทางวิชาการขึ้นในระหว่างวันที่ 24-27 ส.ค.นี้ หลังจากที่ได้จัดครั้งล่าสุดไปเมื่อ พ.ศ. 2549
งานนิทรรศการทางวิชาการครั้งนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Innovative Society” หรือพระจอมเกล้าลาดกระบังสรรค์สร้างสังคมนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลอง และเผยแพร่ผลงานวิจัย และนวัตกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น ๆ ซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์และนักศึกษามาแสดงกว่า 1,000 ชิ้น
โดยงานวิจัยและนวัตกรรมที่น่าสนใจของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อาทิ “เฟอร์นิ เจอร์สำหรับเด็กพิการทางสมอง” ผลงานของนายนิพิฐพนธ์ ภูริชบุญทรัพย์ ปัจจุบันจบการศึกษาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเฟอร์นิเจอร์สำหรับ เด็กพิการทางสมองไม่เคยมีมากก่อนในไทยซึ่งเก้าอี้สำหรับเด็กพิการทางสมองชิ้นนี้จึงเป็นงานที่มุ่งเน้นช่วยเหลือสังคม และเป็นการแบ่งเบาภาระครอบครัวของผู้พิการ โดยออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานและพฤติกรรมของคนไทย มีความสวยงามและสามารถรองรับสรีระต่าง ๆ ของผู้พิการให้สามารถนั่งในท่าที่สบายมากที่สุด โครงสร้างหลักทั้งหมดเป็นพลาสติกที่ฉีดล้างทำความสะอาดได้ โครงสร้างรองเป็นโพลีเอสเตอร์ หุ้มด้วยฟองน้ำวางอยู่ส่วนบน และมีหมอนประคองศีรษะ เพื่อไม่ให้ศีรษะอยู่ผิดรูป รวมถึงมีสายรัดไม่ให้เด็กตกจากเก้าอี้
อีกหนึ่งผลงานคือ “เก้าอี้สตูล” ของ นายศิรวัชร รังสฤษฎ์โยธิน นักศึกษาชั้นปี 5 ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม โดยผลงานชิ้นนี้เป็นการนำจุดเด่นของการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น (origami) มาใช้ โดยรูปทรงเกิดจากจุด เส้นและระนาบมาต่อกัน จุดเด่นอยู่ที่บริเวณ ขา และที่นั่งมีการออกแบบให้เป็นสามเหลี่ยม เกิดมุมหลอกตา ทำให้ดูบางในการมองแต่ละด้าน ในส่วนของที่นั่งมีการกดตัวทำให้เกิดมุม ที่เปลี่ยนไปทำให้เห็นรอยต่อระหว่างชิ้นงาน ได้ชัดเจน เก้าอี้รับน้ำหนักได้ประมาณ 100 กิโลกรัม โครงสร้างและวัสดุเป็นไม้อัดหนาเพียง 4 มิลลิเมตร ฝังอยู่ตรงกลางเนื้อไม้ โดยให้ชิ้นส่วนและเดือยทำมุม 90 องศาต่อกัน ชิ้นส่วนหลัก คือ ที่นั่งและขา มีรูปทรง ขนาด ความหนา และวัสดุเดียวกันหมดทำให้ง่ายต่อการผลิต งานชิ้นนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบเฟอร์นิเจอร์นานาชาติ 2010 ที่สิงคโปร์
สำหรับผลงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์จะเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิศวกรรม อาทิ “การประยุกต์ใช้งานอินเวอร์เตอร์หลายระดับสำหรับไมโครกริด” ที่มีข้อดี คือทำให้สูญเสียพลังงานน้อย ประสิทธิภาพสูง เหมาะกับการใช้งานระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก และผลงาน “อินเวอร์เตอร์หลายระดับสำหรับการแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะ ในระบบ ส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า 400 โวลต์” ซึ่ง เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้สำหรับเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ เหมือนไฟฟ้าที่ได้จากปลั๊กไฟตามผนังบ้าน นอกจากนี้ยังมีบทบาทกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อส่งออก เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องยูพีเอสจากปัจจุบันไทยต้องนำเข้าอินเวอร์เตอร์จากต่างประเทศ เพราะผลิตได้เองจำนวนน้อย
ด้านวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี ก็มีผลงานวิจัยมาแสดง คือ “เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกเม็ดสีนาโนโดยใช้สีย้อมจากพืชท้องถิ่น” มีหลักการทำงานคล้ายกับกระบวนการ สังเคราะห์แสงของพืช อาศัยความสามารถในการดูดกลืนแสงของสีย้อมแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่ง่าย ราคาถูกกว่าเซลล์แสงอาทิตย์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำซิลิกอนหลายเท่า และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพืชที่สามารถนำมาสกัดเป็นตัวดูดกลืนแสง คือ ดอกของกระเจี๊ยบแดง ลูกผักปรัง ลูกหมากเม่าสุก กะหล่ำปลีสีม่วง ฯลฯ ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น
อีกหนึ่งผลงานคือ “การพัฒนาเส้นไหมไทย โดยกรรมวิธีการเลี้ยงตัวหนอนไหม กินใบหม่อนที่มีการผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์” โดยเป็นการผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์เข้ากับใบหม่อนแล้ว นำไปให้หนอนไหมกิน ซึ่งจะทำให้เส้นไหม ดิบที่ได้มีความแข็งแรงและเงางามขึ้น ถือ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงอย่างมาก อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ รถแบบยืนได้อย่างเดียว (เซ็กเวย์) มีต้นทุนการผลิตเพียง 7 หมื่น บาท ขณะที่ของนำเข้ามีราคาสูงถึง 4 แสนบาท หรือจะเป็นแผ่นยางพาราที่ได้จากการผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ช่วยให้แผ่นยาง พาราปลอดจากเชื้อรา และแว่นตาป้องกัน หลับใน ฯลฯ
รศ.ดร.กิตติ ตีรเศรษฐ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย จะเน้นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะชุมชนและท้องถิ่น อาทิ แผ่นยางพาราที่ได้จากการผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ที่เกษตรกรที่ปลูกยางพารา จะสนใจกันมากเพราะสามารถตอบโจทย์กับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ผลงานหลายชิ้นก็มีโอกาสที่จะนำไปต่อยอดหรือพัฒนา ในเชิงพาณิชย์ได้ ผู้ที่สนใจทั้ง นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป รวมถึงภาคอุตสาห กรรม สามารถเข้าไปหาความรู้และชมผลงานที่สถาบันฯ ได้ในระหว่างวันที่ 24-27 ส.ค.นี้.
โดย: จิราวัฒน์ จารุพันธ์
ที่มา: เดลินิวส์ 06 กรกฎาคม 2553
Tags:
-
▶ Reply to This