ใกล้สินปีเป็นช่วงที่ผู้สันทัดกรณีในแผ่นฟิล์ม ออกมาวิเคราะห์ถึงปัจจัย ที่มาที่ไป และความเป็นไปที่ผ่านมา สรุปได้กว้างๆ ว่า ทุกคนยังมีความหวัง
ปรากฏการณ์ของ Avatar ที่ทำเงินสูงสุดถล่มโลกแห่งสถิติทุกเรื่องในอดีต ...
พื้นที่ใหม่ของ "หนังนอกกระแสยุคใหม่" ที่ใช้ทุนต่างชาติทำ แถมได้รางวัลหลายเรื่อง ...
ทิศทางของหนังเพศหญิงที่เข้ามาตีตลาด แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จนัก ...
งานที่อิงอยู่เรียลลิตี้จาก "สาระแนฯ" ไปจนถึงภาพยนตร์ที่ทำการตลาดก่อนลงมือสร้างของ GTH...
เหล่านี้คือ ภาพของเทรนด์และทิศทางต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหนังไทยและเทศของปี 2553 ที่กำลังจะไปถึงเดือนสุดท้ายของปีเสือ(ดุ) ซึ่ง มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์อิสระหล่นวาจาในวงกรรมการลงคะแนนของสถาบันหนึ่งว่า
"อย่างน้อยที่สุด หนังปี 2553 ก็เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ในแง่ที่ว่า มันเป็นปีที่มีการแตกตัวของหนังออกไปหลายแบบหลายทาง และทำให้เกิดความหวังใหม่ๆ ของคนที่จะสร้างหนังในปีต่อๆ ไป"
แต่คำพูดที่น่าสนใจของ มโนธรรม นั้น มีเสียงแห่งคำถามอันใหญ่ตามมาว่า ในเมื่ออุตสาหกรรมโดยรวมนั้น หนังไทยกว่า 60 เรื่อง มีคุณภาพเพียงไม่ถึงหยิบมือ หรือหนังเทศที่พาเหรดเข้ามาในปีเสือนี้ มีเพียงไม่ถึงนิ้วมือนับที่ทำเงินกันในหลัก 100-200 ล้านบาท แบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเสียแล้วนั้น "ธุรกิจหนัง" หรือ "อุตสาหกรรมภาพยนตร์" (แล้วแต่จะเรียกนั้น) เป็นไปอย่างน่าผิดหวังหรือน่าชื่นใจสำหรับปีที่ผ่านมา
ในห้วงยามที่ปีหม่กำลังจะมาถึง "จุดประกาย" จึงสอดส่ายสายตามองผ่านผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน ที่คลุกคลีอยู่กับศิลปะแขนงที่ 7 ที่ว่านี้มาบอกกล่าว ...
ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ โปรดิวเซอร์ที่คลุกคลีอยู่กับหนังไทยมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ และเป็นกรรมการตัดสินหนังบางสถาบัน ให้สัมภาษณ์ "จุดประกาย" ว่า แง่มุมที่เกิดกับหนังไทยปีนี้ สามารถมองได้หลายอย่าง
"อย่างแรกเลยคือ เราจะเห็นได้ว่า ช่วงระยะ 2 ปีที่ผ่านมานั้น ข่าวของการทุ่มทุนสร้างแบบแพงๆ 50-60 ล้านนั้นไม่มีแล้ว หรือมีก็น้อยมาก อย่างปีนี้ค่ายต่างๆ ก็ใช้วิธีใช้งบน้อยในการสร้างหนัง แค่ 10 ล้านเศษๆ หรือ 20 ล้านบาท เพราะหลายๆ ค่ายรับรู้ข้อมูลร่วมกันว่า การลงทุนสร้างที่สูงนั้น โอกาสเจ็บตัวมีเยอะ ฉะนั้น ทางออกหนึ่งคือ การไม่ใช้เงินมากๆ ไปกับการสร้าง ซึ่งเรื่องนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ อย่าลืมว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันสามารถตอบโจทย์ตัวเองได้ หนังอย่าง สาระแนฯ หนังอย่าง ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ หรือหนังอย่าง กวนมึนโฮ นั้น เงินในการสร้างไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่ปรากฏว่าหนังเหล่านี้ กลับทำเงินเกือบ 100 ล้าน และบางเรื่องมากกว่า 100 ล้าน"
ศิวาภรณ์ ไม่ฟันธงว่า หนังแต่ละเรื่องควรจะใช้เงินไม่เกินเท่าไหร่ แต่เธอเชื่อมั่นอย่างมากว่า ค่ายหนังไทยจะไม่ทุ่มเงินมากๆ กับการใช้เงินในปีหน้าอย่างแน่นอน
"..อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดก็คือ พื้นที่ของหนังนอกกระแส หรือหนังทางเลือก เราอยากจะบอกแบบนี้ เราไม่เคยคิดว่า หนังนอกกระแสนั้น มันจะสามารถเป็นแฟชั่นหรือกระแสเลยนะ ไม่เคยคิดว่าหนังแบบนี้จะสามารถเป็นแฟชั่นได้ เพียงแต่โอเคล่ะ ในช่วงระยะหลังๆ มีหนังอินดี้ไปประสบความสำเร็จตามเทศกาล ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่จุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้กล้องแบบหนึ่งที่เรียกว่า 7B นั้นถูกมาก ไม่ถึงแสนบาท ก็สามารถถ่ายหนังของตัวเองได้ ตรงนี้แหละที่จะทำให้หนังนอกกระแสมีมากขึ้น และจะยังคงมีต่อไปในปีหน้า เพียงแต่ว่าในปีหน้านั้น หนังนอกกระแสถ้ามีเพิ่มขึ้น มันไม่ใช่แฟชั่น"
หลายคนอาจจะรู้จัก ทรงพล วงษ์คนดี ในฐานะผู้บริหารคนหนึ่งของ M picture แต่คนในวงการทราบดีว่า เขาเป็นผู้หนึ่งที่มีประสบการณ์มากมายจากการเดินทางไปเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญคือ เขาเป็นผู้ซื้อหนังเข้ามาฉาย และจะต้องดูหนังหลายเรื่องในทุกปี
"หนังปีนี้เป็นอย่างไรเหรอ.." เขาทวนคำถาม พลางครุ่นคิด "ผมว่ากระแสอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ หนังในกลุ่มหนึ่งที่รู้จักการใช้ social media หรือ social network ให้เป็นประโยชน์ในการกระจายข่าวสาร ความหมายนี้ผมหมายความว่า ตัวหนังนั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพมาก หรือเป็นหนังดี-หนังไม่ดี แต่มันเห็นได้ว่า หนังยุคใหม่รู้จักที่จะหันมาใช้สื่อพวก social media ในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ซึ่งรูปแบบใหม่ๆ ในการพีอาร์หนังแบบนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่น่าสนใจมากขึ้น งานอย่าง paranormal activity เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการใช้สื่อรูปแบบนี้ และผมเชื่อว่าปีหน้า น่าจะยังมีการใช้สื่อแบบนี้เพื่อพีอาร์หนังต่อไป"
ทรงพล ที่มีประสบการณ์เกือบ 20 ปี อธิบายแก่ "จุดประกาย" ว่า เขาสังเกตพบพฤติกรรมในการดูหนังของคนดูนั้น "เปลี่ยน" อย่างชัดเจน แถมยังยกตัวอย่างหนังสองแบบมาให้เห็นภาพ
"ลองดูหนังอย่าง Prince of Persia กับ Inception หนังสองเรื่องนี้ต่างกันเลย โดยรูปแบบและแนวทาง แต่ทำไมคนดูไม่ได้ให้ความนิยมแก่เรื่องแรกมากเท่าที่ควร เหมือนหนังในอดีตแบบนี้ แต่ขณะที่ Inception ซึ่งจะว่าไป ไม่ใช่หนังดูง่าย แต่กลับดึงเอาคนดูเข้าไปได้มากพอสมควร และยังสร้างการพูดคุยถกเถียงต่อหลังจากนั้น"
เจ้าตัวอธิบายในบรรทัดถัดมาว่า "ผมคิดเอาเองว่า คนดูหนังนั้นมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้ว หนังสูตรสำเร็จง่ายๆ ที่เคยได้เงิน กลายเป็นว่า ไม่ได้เงินแบบเดิมที่เคยได้" แน่นอนว่า นี่คือทิศทางที่ดีขึ้นของคนดูหนังที่เกิดขึ้นในปีนี้
"ผมว่าคนดูตามทัน จับได้แล้วว่า ถ้าเป็นหนังที่คิดง่ายๆ ใช้สูตรสำเร็จง่ายๆ คนดูก็อาจจะไม่ดูแล้ว ทีนี้ถามว่าคนดูอะไร มันก็คงมีหลายๆ แบบ แต่อย่างหนึ่งที่น่าจับตามองคือ ปกติหนังมันจะต้องมี issue โดยธรรมชาติของมัน ผมคิดว่าหนังที่มี base ของมัน อาจจะเป็นหนังที่เอามาจากเรื่องจริง เอามาจากหนังสือการ์ตูน เอามาจากวรรณกรรมที่มีคนกลุ่มหนึ่งสนใจ หนังแนวทางนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่มีคนติดตามดู เพราะว่าภาพยนตร์แบบนี้ มันจะไม่ใช่แค่หนังเรื่องหนึ่งที่ไปดู แต่มันย้ายตัวกลายไปเป็น "วาระพิเศษ" ที่คนติดตามดู คือไม่ใช่แค่หนังเรื่องหนึ่ง"
ทรงพล อธิบายอย่างละเอียด เขาบอกว่า "เห็นด้วย" จากกรณีตัวอย่างปลายปีที่สาวกของวรรณกรรม eat pray love สนใจตามดูว่าหนังในชื่อเดียวกันจะเป็นอย่างไรบนจอภาพยนตร์
จากมุมมองของผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวัฒนธรรมหนัง 2-3 ท่านข้างต้นนั้น เราจะเห็นได้ว่า สินค้าทางวัฒนธรรมประเภทนี้ ค่อยๆ ชอนไชออกไปสู่พื้นที่และกิ่งก้านใหม่ๆ มากขึ้น บางคนอาจคาดหวังว่า ในปีหน้านั้น จะมีอนาคตของหนังบางกลุ่ม หนังบางแนว หนังบางสไตล์เกิดขึ้น
แต่ จิระ มะลิกุล ผู้กำกับหนังและผู้บริหารคนหนึ่งของ GTH เปิดใจให้สัมภาษณ์แก่ "จุดประกาย" ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับปีที่ผ่านมาของหนังนั้น เป็นสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างนั้นมาตลอด
"นี่เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมยังคงยืนยันว่า สิ่งที่ผมเคยบอกไป มันยังเป็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเราอยู่ในยุคที่ไม่มีกลุ่มหนังหรือแนวนิยมอีกแล้ว ไม่มีหรอกว่า หนังตลกจะฮิตกว่าหนังสยองขวัญ หรือหนังรักโรแมนติคจะเป็นกระแสกว่าหนังแอ๊คชั่น"
"แต่หนังอะไรจะได้เงิน หรือความนิยมนั้น มันจะเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ใช่เป็นแนวๆ ไป ไม่มีว่าแนวสยองขวัญ แต่อาจจะเป็นหนังผีเรื่องเดียว หมายความว่า หนังตลกที่ว่าคนชอบดูนั้น ถ้าหนังตลกเรื่องไหนไม่ดีจริง คนก็ไม่ดูนะ หนังวัยรุ่นที่ว่าเคยได้เงิน ถึงตอนนี้ ถ้าหนังเรื่องนั้นไม่ดีจริง คนก็ไม่ดูอีก"
"ใช่ ผมกำลังจะบอกว่า แม้แต่ถ้าเป็นหนังอินดี้ หนังนอกกระแส ถ้ามันดีจริง ผมว่าคนก็ดู อย่างที่เราเคยเห็นแล้วว่า มีหนังนอกกระแสบางเรื่องที่ดี คือมันไม่เกี่ยวว่าหนังแนวไหน ไม่มีแล้ว มันเกี่ยวต่างหากว่า หนังจะเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้คิดนานแล้วว่า หนังมีแนวฮิตอะไร และความเชื่อนี้ก็จะยังคงเหมารวมไปถึงปีต่อๆ ไปในอนาคตด้วย"
เมื่อพูดถึงอนาคต แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีความหวังต่อแวดวงที่ตัวเองทำงานอยู่ ผู้กำกับมือรางวัลอย่าง จิระ ก็มีความหวังของตัวเองเช่นกัน
"ผมหวังว่าในปีต่อๆ ไปนั้น หนังไทยเราจะมีผู้กล้าที่จะทำหนังให้ผู้ใหญ่ดูบ้าง มีหนังที่เป็นหนังของผู้ใหญ่ เพราะว่าทุกวันนี้พอเราสำรวจทีไร เราก็จะพบข้อมูลว่า คนที่ดูหนังนั้น 80 เปอร์เซ็นต์ มีแต่วัยรุ่นและคนทำงานวัยต้นๆ ผมเลยรู้สึกและมีความหวัง ผมอยากให้เกิดผู้กล้าที่จะทำหนังสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อว่าวงการหนังของบ้านเราจะได้มีอะไรมากขึ้น นี่เป็นความหวังของผมในปีนี้"
หนังผู้ใหญ่ยังมาไม่ถึง และไม่มีใครรู้ว่าจะมาถึงหรือไม่ แต่เมื่อไปยังบริบท (context) ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผ่านสายตาของ "สหมงคลฟิล์ม" บ้าง เรามีอะไรอีกหลายอย่างที่สามารถมองเห็นได้
ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ผู้บริหารสาวบอกแก่ "จุดประกาย" ว่า ที่สุดแล้วสิ่งที่เห็นจากหนังในปีนี้ คือความชัดเจนเกี่ยวกับ concept ของหนัง
"ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แต่ถ้ามันมีคอนเซปต์ที่ชัด หนังก็จะสามารถไปได้ด้วยตัวมันเอง กรณีของ ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ หรือ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก นั้น เกิดจากการวางคอนเซปต์ที่ชัดเจน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าหนังมันก็เดินหน้าไปได้ อุ๋ยว่า บางทีเรื่องทุนสร้างไม่ใช่ข้อจำกัดของหนัง เพราะว่าถ้าเราทำหนังแบบ จา พนม แน่นอนว่า เราก็ต้องทำหนังที่มีการลงทุนสูงตามคอนเซปต์ของหนัง อยู่ที่ว่าสินค้าเป็นอย่างไรมากกว่า"
หลายปีที่ผ่านมา มีความเชื่อจากหลายฝ่ายว่า วัฒนธรรมการตีหัวเข้าบ้านนั้น แม้ใช้กับหนังเทศไม่ได้นัก แต่กับหนังไทย ยังคงใช้ได้แน่นอน เรื่องนี้ ชมศจี เห็นค้านว่าเธอไม่คิดแบบนั้น
"จากที่เห็นเท่าที่ผ่านมา ก็บอกแล้วว่ามันยากขึ้น อุ๋ยว่าหนังที่จะตีหัวเข้าบ้าน มันไม่น่าจะมีโอกาสอะไรมากแล้ว เพราะว่าคนดูเขารู้ นี่ไม่ใช่ยุคของหนังตีหัวเข้าบ้าน แต่เป็นเรื่องของหนังที่ต้องมีความชัดเจน อุ๋ยให้ความสำคัญกับคอนเซปต์ก่อนทุกอย่าง เพราะถ้าสิ่งนี้ชัดแล้ว ทุกอย่างจะไปของมันได้"
สารพันมุมมองของผู้เกี่ยวข้องตอกย้ำว่า วงการนี้ไม่มีคำตอบ อย่างที่สำเร็จรูปหลายคนอยากได้จริงๆ
โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 พฤศจิกายน 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by