“The greatest trick the Devil ever pulled was convincing the world he didn’t exist.”
The Usual Suspect.
เอลซีเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว เครื่องมือทางอุดมการณ์อันทรงประสิทธิภาพสุดคือเครื่องมือที่มองไม่เห็น ระบบการศึกษาแบบแก่นๆ แกนๆ ผลิตผู้คนที่หลงละเมอว่าตัวเองแยกแยะออก อะไรใช่ อะไรไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ พวกเขาลอยตัวอยู่เหนืออุดมการณ์ทั้งปวงด้วยคาถาที่พร่ำบ่นไปมา “ฉันคิดเองเป็น ฉันคิดเองเป็น”
ไม่มีมนุษย์คนใดหรอกที่ “คิดเองเป็น” ความคิดเป็นสิ่งที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากประสบการณ์ ผู้ไม่อ่านหนังสือ ไม่รู้จักศึกษา ก็จะหยิบจับเอาโฆษณาชวนเชื่อที่มองไม่เห็นมาประสานกันเป็น “ความคิดของตัวเอง”
จากมุมมองนี้ “วัฒนธรรม” อาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าโฆษณาชวนเชื่อที่มองไม่เห็น ผลผลิตทางวัฒนธรรม เช่นงานศิลปะ จึง “ไม่เคยเป็นอิสระออกจากความคิดทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างแท้จริง เพียงแต่ว่า มันจะประกาศตัวแสดงจุดยืนให้เห็นอย่างชัดเจน หรือแฝงซ่อนไว้เพื่อกล่อมเกลาความคิดผู้เสพอย่างไม่ให้รู้ตัว”
และในศิลปะทุกแขนง สถาปัตย์เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์อันวิเศษสุด โดยตัวมันเอง สถาปัตยกรรมคือศิลปะที่มองไม่เห็นอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับภาพยนตร์ ดนตรี หรือศิลปะแขนงอื่นๆ เราไม่สามารถแบ่งแยกประสบการณ์การรับรู้งานสถาปัตยกรรมออกจากการใช้ชีวิตประจำวันได้ แนวคิดทางการเมืองจึงสามารถแทรกซึมอยู่ในตึก อาคาร สิ่งก่อสร้าง และส่งอิทธิพลต่อผู้คนโดยไม่รู้ตัว
ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร โดย ชาตรี ประกิตนนทการ พูดถึงสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทยในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างปี 2475 ถึง 2490 ซึ่งคณะราษฎรเข้ามามีบทบาททางการเมือง (ไม่ใช่เพียงบทบาทเชิงสัญลักษณ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) ในช่วงเวลาดังกล่าว สังคมไทยเริ่มต้นเรียนรู้วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย สถาปัตยกรรมซึ่งฉีกจากธรรมเนียมไทยเดิมถือกำเนิดขึ้นมา โดยมีลักษณะกว้างๆ คือ “ความเรียบเกลี้ยงขององค์ประกอบและไร้ซึ่งลวดลายประดับตกแต่งในการออกแบบ สื่อสะท้อนนัยของการปฏิเสธจารีตประเพณีเดิม และปฏิเสธการแบ่งชนชั้นของผู้คนและสถานะทางสังคมที่เคยถูกแสดงผ่านทางองค์ประกอบลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่ซับซ้อนและหรูหราของสถาปัตยกรรม (ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรม) ซึ่งเคยมีอิทธิพลสูงยิ่งในสังคมจารีต”
สถาปัตยกรรมที่ผู้เขียนวิเคราะห์ใน ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ได้แก่วัดพระศรีมหาธาตุ ซุ้มประตูสวัสดิโสภา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากสถาปัตยกรรม ผู้เขียนยังกล่าวถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น การทำพิธีศพทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์กบฏบวชเดช และงานฉลองรัฐธรรมนูญ
ศิลปะคณะราษฎรที่ตรงใจเอลซีสุดคือประติมากรรมซึ่งมุ่งเน้นความเหมือนจริง ตรงข้ามกับศิลปะไทยเดิม รูปปั้นคนโก่งคันธนู โดย แช่ม ขาวมีชื่อ เปิดเปลือยสรีระอันบึกบึน น่าจะเป็นผลงานพิลึกพิลั่นและน่าสนใจสุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ประติมากรรมไทย (โดยเฉพาะเมื่อเอาไปเทียบกับรูปปั้นพระรามแผลงศร ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันดี)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประติมากรรมคณะราษฎรได้รับอิทธิพลไม่น้อยจากศิลปะฟาสซิสต์และศิลปะนาซี ผู้เขียนพยายามโต้เถียงว่าแม้ลักษณะภายนอกจะเหมือนกัน แต่วิธีคิดและพัฒนาการทางศิลปะระหว่างไทยและเทศไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ เอลซีอ่านระหว่างบรรทัดเอาเองว่า การโยงเข้าหาฟาสซิสต์น่าจะเป็นกลวิธีหนึ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมใช้โจมตีสุนทรียศาสตร์แบบคณะราษฎร (พวกเขาคงลืมไปแล้วว่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยร่วมรบกับฝ่ายอักษะ ไม่ใช่สัมพันธมิตร) ผู้เขียนจึงพยายามให้เหตุผลเพื่อปกป้องศิลปะคณะราษฎร กรณีนี้เอลซีกลับเห็นต่างออกไป หากพยายามเข้าใจมนุษยนิยมที่แทรกอยู่ในฟาสซิสต์ ไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอับอายตรงไหน ถ้าจะมองศิลปะคณะราษฎรในบริบทของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาถดถอยของลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชในโลกตะวันตกเช่นกัน)
เท่าๆ กับที่คณะราษฎรใช้ศิลปะเพื่อครอบงำสังคม เมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมขึ้นมามีอำนาจ ศิลปะคณะราษฎรก็มีอันต้องเสื่อมสลายไป เรื่องราวใน ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร จึงเป็นเรื่องราวของการแย่งชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรม น่าเสียดายที่ผู้เขียนให้น้ำหนักไปที่ช่วงระหว่างปี 2475 ถึง 2490 มากกว่าเหตุการณ์หลังจากนั้น เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับการรื้อศาลาเฉลิมไทย หรือล่าสุดการสร้างสะพานลอยตัดผ่านอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นประเด็นที่หยิบจับมาพูดถึงได้อย่างน่าติดตาม
โดย: เอลซี ทูฮี
ที่มา: อ่านเอาตาย – The Dead Reader
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by