ไชยวัฒน์ พุ่มพวง กับเสื้อยืด foto for friends / ภาพโดย : อุทร ศรีพันธุ์
-------------------------
เจาะชีวิต "ข้างหลังภาพ" ของสองช่างภาพสื่อมวลชนที่โดนลูกหลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ คนหนึ่งต้องพกไม้เท้าแทนกล้อง ส่วนอีกคนก็เจ็บตัวเสียจนชิน
ช่างภาพแนวหัวหมู่ทะลวงฟัน ถนัดพื้นที่ร้อนระอุอย่างชายแดนมากกว่าแอร์เย็นฉ่ำในชอปปิ้งคอมเพล็กซ์กลางเมือง ไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสใต้ชายคาเนชั่นกรุ๊ป บอกว่าทุกวันนี้ เขาคือหมาล่าเนื้อ...
"แต่คือหมาล่าเนื้อที่หมดประโยชน์แล้ว ขาหัก ฟันบิ่น เห็นเนื้ออยู่ตรงหน้าก็คาบไม่ทันแล้ว ไม่ได้กินไม่พอ ดีไม่ดีอาจเจ็บตัวกลับมาด้วย"
ตอนนี้ไชยวัฒน์ อยู่ระหว่างพักฟื้น ทำกายภาพบำบัด หลังผ่านการผ่าตัดมา 5 ครั้ง จนได้ "ขาเหล็ก" มาไว้เดินคู่กับขาข้างซ้าย แต่ก็ประสานงานกันไม่ดีเท่าไหร่ ด้วยความที่ขาขวาสั้นและเล็กกว่าข้างซ้าย เดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง
อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์การปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาเผยว่าขาขวาโดนกระสุนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นผลให้เส้นเลือดและกระดูกแตก
ย้อนความทรงจำกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนลงพื้นที่ ช่างภาพเจนสนามอย่างไชยวัฒน์บอกตัวเองว่า ให้ระวังตัวให้ดีที่สุดเพราะประสบการณ์ถ่ายภาพการสู้รบตามแนวตะเข็บชายแดนสั่งสอนมาว่าอย่างนั้น
"ขนาดเรารู้หลบหลีก แต่ก็ยังโดน มันเสี้ยววินาทีเดียวจริงๆ วินาทีนั้น เราตั้งสติ โทรเรียกเพื่อน เอาตัวนั่งพิงกำแพงไว้ เรียกเพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุดให้มาช่วย เขาก็บอกให้นิ่งๆ ไว้ก่อน ยังยิงกันอยู่"
รวมๆ แล้วช่างภาพอาวุโสเนชั่นอยู่ตรงนั้นคนเดียว ครึ่งชั่วโมง ในใจก็คิดไปสะระตะ
"เราเห็นแล้วว่าขาเป็นยังไง ใจก็คิดถึงอนาคตจะว่า ต่อจากนี้เราจะไปทำอะไรต่อดี(วะ) เราชอบ feel การทำงานแบบนี้ด้วย อีกใจก็คิดถึงวินาทีนั้นว่าจะโดนซ้ำไหม ตอนนั้นเผื่อใจไว้ 50 เปอร์เซ็นต์ว่าตายแน่ๆ ตอนนั้นโทรศัพท์ก็เข้ามาเยอะมาก แต่ไม่รับเลย นั่งนิ่งๆ ถอดหมวกออก ดูสถานการณ์รอบตัว"
หลังจากนั้นเขาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล พร้อมกับความรู้สึกชาๆ ที่ขา กับใจที่ทำไว้แล้วว่าต่อจากนี้คงไม่เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ผู้คนรอบตัวรวมทั้งหมอ ต่างก็บอกว่า ไม่เป็นไรๆ
ตลอดการรักษาหลายเดือน ช่างภาพร่างใหญ่ใจดียอมรับว่า กินยานอนหลับทุกวัน ไม่เช่นนั้นความคิดสารพัดคงลากเขายาวไปทั้งคืน
แต่ก็คนที่แวะเวียนมาเยี่ยมอีกนั่นแหละ ที่มักจะหิ้วหนังสือธรรมะมาฝากเขา ใจที่ร้อนรุ่มของช่างภาพบู๊ระห่ำจึงเริ่มเย็นลง และมองไปข้างหน้า ไม่หันหลังกลับไปให้ปวดหัว
จนเป็นที่มาของ "กองทุนเพื่อเพื่อน" และนิทรรศการ Foto for friends ที่นำเสนอภาพถ่าย 5 ชุดของช่างภาพหลากสื่อ ได้แก่ ภาพชุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงงาน, คนไทยในทุกเหตุการณ์น้ำท่วม ปี 2553, ความสวยงาม ในมุมมองใหม่ , วิถีชีวิตของคนไทยทุกภาค และเหตุการณ์ การเมือง ล้อเล่น ขำๆ ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน รวมทั้งมีการจำหน่ายเสื้อยืดนำรายได้เข้าสมทบกองทุนฯ
โดยมีกรณีไชยวัฒน์เป็นเคสตั้งต้นของกองทุนนี้ เดิมทีเขาบ่ายเบี่ยงเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเอาอาการบาดเจ็บของตัวเองมาหากิน แต่พอได้ฟังว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนระยะยาว มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือช่างภาพสื่อมวลชนอันมีผลกระทบจากอุบัติเหตุแห่งวิชาชีพ เขาจึงตอบตกลง
"ที่ผ่านมา เราได้แต่นั่งรอความช่วยเหลือจากบริษัท หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งต้องผ่านระบบ ขั้นตอนมากมาย แต่กองทุนนี้จะเข้ามาช่วยเป็นรายแรก โดยจะเชิญช่างภาพสื่อละ 2 คนมาเป็นกรรมการควบคุมดูแลการใช้เงิน และจัดกิจกรรมเรื่อยๆ เพื่อให้กองทุนนี้เป็นที่รู้จักและดำเนินต่อไปได้นานๆ อย่างน้อยก็เป็นสวัสดิการต่อการทำงานเสี่ยงๆ อย่างเรา"
อีกเหตุผลสำคัญของกองทุนฯ นี้ มาจากการที่ช่างภาพรุ่นน้องเข้ามาเยี่ยมอาการไชยวัฒน์ หลายคนมาพร้อมกับคำถามกล้าๆ กลัวๆ ว่า ต่อไปจะทำงานอย่างไร ควรเสี่ยงไหม เพราะไม่มีใครอยากเป็นอย่างเขา
"มันกลัว มันฝ่อ เราก็บอกเฮ้ยๆ จิตสาธารณะสิวะ เราเป็นช่างภาพอาชีพ แต่ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง แต่ขอให้รู้จักหลบหลีก ดูท่าแล้วไม่ดีให้หลบเลยย อย่าไปบ้าระห่ำ มันคือการเข้าไปตาย ภาพดีๆ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเสี่ยง แต่มาจากมุมมองดีๆ ที่สำคัญ อย่าไปท้อ อย่าไปถอย" แทนที่จะได้รับคำปลอบใจ รุ่นพี่บนเตียงคนไข้กลับเป็นฝ่ายให้กำลังใจรุ่นน้อง
ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลตลอดจนการเยียวยาที่หลายฝ่ายมองว่าเขา "สมควร" จะได้รับนั้น ดูเหมือนว่าวินัยเองไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าการบาดเจ็บไม่ได้หนักหนามาก รักษาตัวราว 3 สัปดาห์ก็เริ่มดีขึ้น โดยเขาใช้สิทธิ 30 บาทในการรับการรักษา และ เงินที่จ่ายไปมากที่สุด ก็คือ ซื้อไม้เท้าช่วยเดินในราคาราว 300 กว่าบาท และค่าแท็กซี่ในช่วงเวลาที่ขายังไม่แข็งแรงนัก ซึ่งก็เพียงไม่กี่วัน เพราะพอเริ่มเดินได้เขาก็กลับมาขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจเดินทางระหว่างบ้าน-โรงพยาบาลได้อีกครั้ง โชคดีที่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุร้าย เขาเพิ่งรับงานชิ้นใหญ่และเงินก้อนโตจากนายจ้างต่างชาติมา จึงทำให้วินัยยังอยู่ได้แม้จะไม่ได้ทำงาน
แม้จะดูชิล แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่ได้ชิลขนาดนั้น เพราะสาเหตุที่เขาต้องเดินทางไปฟิลิปปินส์ทั้งๆ ที่ขายังไม่ได้กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ด้วยเหตุผลเรื่องปากท้องเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าชายคนนี้มีทัศนคติในการใช้ชีวิตอย่าง ทำใจรับสภาพ
อาจจะด้วยทัศนคติเชิงบวกที่ตัวเขามี ทำให้มุมมองความคิดเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่วิกฤติของวินัย ค่อนข้างต่างจากคนอื่น เห็นได้จากประโยคหนึ่งที่วินัยพูดออกมามีอยู่ว่า
... "ตายก็ได้ แต่ถ้าอยู่ต้องสนุก"
..............................................
(หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.089-4949182,081-4907344 )
โดย: ทีมข่าวจุดประกาย
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 พฤศจิกายน
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by