
การบันทึกความทรงจำด้วยการถ่ายภาพนั้นดูจะเป็นวัตรปฏิบัติของคนร่วมสมัย
ด้วยสาเหตุที่ยุคสมัยของเรานั้นกล้องถ่ายภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ไปเสียแล้ว การใช้งานก็ง่ายแสนง่ายผิดกับอดีตที่ต้องคอยหาซื้อฟิล์ม
ใส่ฟิล์มกรอฟิล์ม ซึ่งดูจะวุ่นวาย แม้จะยังคงมีหลายๆ คนหลงเสน่ห์เดิมๆ
อยู่ไม่น้อย
สำหรับคนชอบถ่ายภาพแล้ว
การถ่ายภาพอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน
โดยไม่ได้ไปผูกโยงกับกล้องว่าจะเป็นแบบเดิมที่ใช้ฟิล์ม หรือกล้องดิจิตอล
แต่อย่างน้อยกล้องถ่ายรูปนั้นก็ควรจะต้องมีคุณภาพสูง
สามารถให้ผลลัพธ์อย่างที่ผู้ถ่ายภาพต้องการ
ซึ่งการขยายตัวของวัฒนธรรมการถ่ายภาพนี้ดูจะดำเนินไปในทางที่สอดรับกับการ
ขยายตัวของกิจกรรมทางศิลปะด้วย
เนื่องจากมันได้ก้าวข้ามยุคสมัยที่ภาพถ่ายไม่ถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นผลงาน
ศิลปะ
โลกยุคดิจิตอลจึงเป็นอะไรที่ภาพถ่ายก้าวพ้นเงื่อนเหล่านั้นและสลัดภาพเดิมๆ
มาสู่วิถีของการเป็นสิ่งที่เรียกว่าทางเลือกมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
เทศกาลศิลปะภาพถ่ายจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ดทั่วโลก
แม้แต่ในภูมิภาคเอเชียของเรา ที่เห็นชัดๆ ก็ในจีน
มีทั้งปิงอินเตอร์เนชันแนลเยาโฟโต้เฟสติวัล มณฑลชานสี
ที่มีมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ หรือที่เกาหลีนั้นมีมากมายหลายเมือง
เพราะที่นั่นแต่ละเมืองเขาแข่งขันกันจัดกิจกรรมทางศิลปะเพื่อโชว์วิสัยทัศน์
ผู้นำ ข้างบ้านอย่างเขมรเขาก็มีอังกอร์โฟโต้เฟสติวัล จังหวัดเสียมเรียบ
หรือที่กรุงพนมเปญก็มีพนมเปญโฟโต้เฟสติวัล ส่วนน้องใหม่ล่าสุดก็เห็นจะเป็น
KLPF กัวลาลัมเปอร์โฟโต้เฟสติวัลที่เปิดครั้งแรกในปีนี้
สำหรับ SIPF
สิงคโปร์อินเตอร์เนชันแนลโฟโต้เฟสติวัลซึ่งปีนี้ดำเนินมาเป็นครั้งที่ 2
แล้ว ในปีนี้คณะกรรมการได้คัดเลือกศิลปินไทยเข้าร่วมด้วย 3 คน ได้แก่
ประทีป สุธาทองไทย, เล็ก เกียรติสิริขจร และ Benya Hegenbarth
และในจำนวนศิลปินภาพถ่ายสามคนนี้ที่จริงยังมี Angelica Nazareth
ศิลปินภาพถ่ายหญิงสัญชาติบราซิลอีกคนที่ทำงานในเมืองไทย
ภาพถ่ายของเธอได้รับเลือกเข้าแสดงในเทศกาลครั้งนี้ด้วย
หากมองย้อยดูโปรไฟล์เธอแล้วจะพบว่าน่าสนใจไม่น้อย
เพราะเธอเรียนศิลปะจากฝรั่งเศสสาขาวรรณกรรม
และด้วยประสบการณ์การดูงานศิลปะต่างๆ กอปรกับแสวงหาความรู้เพิ่มเติม
ผนวกความสนใจในการถ่ายภาพ
ทำให้เธอสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่กรรมการทั้งสี่คนเลือกโดยไม่มีข้อสงสัย
ภาพถ่ายในชุดที่เธอส่งเข้าร่วมพิจารณานั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ยืนอยู่
บนขนบของงานจิตรกรรมไม่น่าจะผิดนัก ช่วงเวลาที่เธอพำนักในเมืองไทยถึง 5
ปีและมีโอกาสเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในเอเชียและในยุโรปนั้น
ทำให้เธอมองเห็นร่องรอยของสีที่ปรากฏบนผนัง
ซึ่งเธอให้ความสนใจในความหมายที่เป็นนามธรรมของมัน และบันทึกมันอย่างประณีต
ภาพถ่ายระยะใกล้ของเธอนั้นให้ภาพเชิงประจักษ์ของภาพถ่ายที่คล้ายกับจิตรกรรม
แนวนามธรรม
นั่นดูประหนึ่งว่าจะสะท้อนร่องรอยและความทรงจำของคนเราที่บ่อยครั้งมันไม่
ได้ปรากฏเป็นภาพชัดๆ แต่เป็นภาพรางๆ บางครั้งมันไม่ได้ฉายออกมาเป็นรูปธรรม
แต่มันฉายออกมาเป็นนามธรรม
กรอบคิดในลักษณะนี้เป็นความเรียบง่ายที่อาจแปลกไปจากบุคลิกที่สนุกสนานจาก
ที่เราเข้าใจว่าคนบราซิลเป็นอย่างไร
แต่กระนั้นมันก็เป็นการบันทึกความทรงจำที่อาจจะผิดแผกออกไปจากกระแสศิลปะ
ร่วมสมัยที่ต้องมีการเรียกร้อง
หรือเสียงทางสังคมโดยที่มักมีมิติทางการเมืองเร้นกายอยู่เบื้องหลังเสมอๆ
การเว้นช่องว่างไว้ในเรื่องราวเนื้อหาประเภทนี้บ้างดูจะเป็นสิ่งที่
Angelica ต้องการ
เนื่องจากเธอพบเจอมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...นั่นคือ...การเมือง
ที่มา:
ฟองสมุทร
โดย: mars magazine> No.95