ปั้นดินให้เป็นเงินเป็นทอง


 

 

 

 

 

 

 

พิมพ์ทอง ทองนพคุณ ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับนักเคมีวัย 32 ปีคนนี้เสียจริง เธอจับความถนัดสองด้านที่ซุกซ่อนอยู่ในตัว

 

เมื่อศาสตร์สองขั้วมารวมกันเป็นผลงานอัญมณีและเครื่องประดับที่พิเศษกว่างานศิลป์ของผู้ผลิตรายอื่น

แม้ไม่ได้เติบโตอยู่ในวงการอัญมณี และเครื่องประดับ แต่ด้วยความชอบถึงขั้นหลงใหลงานศิลปะมาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้การผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในฐานะนักเคมี และการออกแบบสร้างสรรค์งานศิลป์กลมกลืนกันได้อย่างลงตัว งานศิลปะชิ้นแรกที่เธอทดลองนำปฏิกิริยาทางเคมีมาช่วยปรุงแต่งคือ การเปลี่ยนสีไข่มุกให้พิเศษกว่าไข่มุกทั่วไป

“ในต่างประเทศอย่างจีนและญี่ปุ่น เขาทดลองเปลี่ยนสีไข่มุกด้วยวิธีย้อมและฉายรังสี ทำให้ได้ไข่มุกที่มีสีสันแปลกตา เช่น ไข่มุกสีน้ำตาล ไข่มุกสีช็อกโกแลตเพิร์ล ไข่มุกสีดำ ขายในราคาที่แพงกว่าไข่มุกทั่วไป และพวกเขาก็ปกปิดเป็นความลับมาตลอด” เธอกล่าว

ความตั้งใจดังกล่าวนำมาสู่การเริ่มต้นมองหาวิธีการเปลี่ยนสีไข่มุกด้วยเทคนิคทางเคมี เนื่องจากไข่มุกแต่ละชนิดมีธาตุต่างกัน สำหรับนักเคมีอย่างเธอมองว่าการทำปฏิกิริยาเคมีกับสารบางตัวจะช่วยให้ได้สีที่แตกต่าง ซึ่งผลการทดลองย้อมสารโลหะที่มีสี ทำให้ได้ไข่มุกสีน้ำตาล สีเหลืองทอง และสีเทาเงิน อย่างที่คาดไว้

การทดลองเปลี่ยนสีไข่มุกเริ่มต้นทำที่หน่วยวิจัยอัญมณีและเครื่องประดับ คณะอัญมณี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี โดยการนำของ ดร.พิมพ์ทอง ในฐานะอาจารย์ที่นอกจากจะทุ่มเทเวลาให้กับการเปลี่ยนสีไข่มุกแล้ว ยังมองว่าจะทำอย่างไรจึงจะประยุกต์เอาเคมีมาเข้ากับอัญมณีและเครื่องประดับชนิดอื่น โดยดึงเอาความสามารถของนาโนเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพเครื่องประดับด้วย “นาโนซิลเวอร์เคลย์”

“เรามองว่าผงเงินหรือซิลเวอร์ที่มีขนาดเล็กมากในระดับนาโน จะเพิ่มความสามารถในการเผาได้ที่อุณหภูมิต่ำ แทนการผลิตเม็ดเงินที่ต้องใช้เครื่องจักรในการผสม ซึ่งทำได้แต่ในอุตสาหกรรมเท่านั้น” นักศิลปะเคมีบอก

งานวิจัยดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของภาควิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประสบการณ์ในการสังเคราะห์อนุภาคเงินนาโนใช้ในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว โดยทีมวิจัยของ ดร.พิมพ์ทอง ได้ศึกษาลงลึกไปถึงการหาสูตรนาโนซิลเวอร์เคลย์หรือ ก้อนดินเหนียวนาโน ใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานศิลปะประเภทเครื่องประดับ

“ข้อดีของซิลเวอร์เคลย์คือขึ้นรูปได้ในอุณหภูมิต่ำ สามารถปั้นเป็นเครื่องประดับได้ด้วยมือ ต่างจากอุตสาหกรรมเครื่องเงินที่ต้องเอาเม็ดเงินไปหล่อ ซึ่งทำได้ในอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของธุรกิจขนาดเล็ก ทีมวิจัยใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อหาขนาดอนุภาคที่เหมาะในการสังเคราะห์และสูตรเหมาะสมในการขึ้นรูป” นักวิจัยกล่าว

  • ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทุกอย่าง 

เธอบอกว่า กว่าจะได้สูตรนาโนซิลเวอร์เคลย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องลองผิดลองถูกหลายครั้งกว่าจะได้สูตรสำเร็จที่สมบูรณ์ที่สุด อีกทั้งต้นทุนของอนุภาคเงินมีราคาแพง โชคดีที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ ซึ่งปัจจุบันซิลเวอร์เคลย์ที่ใช้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในราคาสูงถึงกรัมละ100-180 บาท ขณะที่ผลิตเองต้นทุกถูกลงที่ 40-60 บาทต่อกรัม

นอกจากหาสูตรสำเร็จให้ก้อนดินเหนียวนาโนแล้ว ยังต้องหาเทคนิคการปั้นและขึ้นรูปเครื่องประดับเงินด้วยนาโนซิลเวอร์เคลย์ ซึ่งต้องใช้เวลานานพอดู สูตรสำเร็จที่ได้มาแม้จะผลิตได้ในปริมาณที่จำกัดเนื่องจากต้องควบคุมคุณภาพ แต่ก็มีผู้สนใจจำนวนมาก ทั้งธุรกิจที่ต้องการซื้อนาโนซิลเวอร์เคลย์ไปผลิตเอง และขายเป็นแบรนด์นาโนซิลเวอร์เคลย์ ตลอดจนผู้ประกอบการรายเล็กที่มองหาเครื่องประดับแปลกๆ เป็นสินค้าแฮนด์เมด

“ชิ้นงานเครื่องประดับที่ผลิตจากก้อนดินเหนียวนาโนจะแปลกกว่าเครื่องเงินทั่วไปที่สามารถเพิ่มลวดลายและใส่ส่วนประกอบอื่นเข้าไปในชิ้นงานได้ง่ายกว่าเครื่องเงินชนิดอื่น”

เธอบอกว่า เคมีคือพื้นฐานทั่วไปของธรรมชาติ คือวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง การนำเคมีมาประยุกต์ใช้กับเครื่องประดับ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งและช่วยให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องปรัมปราในตำราเอามาทำกินไม่ได้คงต้องกลับไปทบทวนใหม่อีกครั้ง

พิมพ์ทอง ยังสนใจที่จะพัฒนานาโนซิลเวอร์เคลย์เพื่อใช้เป็นตัวประสานในอุตสาหกรรมเคลือบโลหะ ลบรอยด่างริ้วรอยขรุขระบนพื้นผิว และรูที่เกิดจากฟองอากาศ ใช้ในอุตสาหกรรมหล่อพระพุทธรูป หรือใช้เป็นส่วนประกอบนำไฟฟ้าของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ยังคิดทำอนุภาคทอง “โกลด์เคลย์” ด้วยความที่รู้ด้านเคมีธรรมชาติของทองที่สามารถนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพได้เช่นกัน

 

 

 

 

ที่มา: จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา

โดย: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  18 ตุลาคม 2553

Views: 965

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service