
สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) จัดทำโครงการพิพิธภัณฑ์ใส่กล่อง (Museum Take Away Project) เปิดเวทีให้เด็กและเยาวชนไทยใช้ความคิดสร้าง
สรรค์ออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึก
นำเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยมาถ่ายทอดและสื่อความหมาย
พัฒนาเป็นสินค้าที่ระลึกร่วมสมัยและมีอัตลักษณ์ไทย
ในรอบแรกมีผลงานผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 ชิ้น
เจ้าของผลงานทุกชิ้นเข้ารับการอบรม "การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเชิงวัฒนธรรม"
จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นำไปพัฒนาผลงานของตนเองให้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้ได้จริง
ก่อนส่งกลับมาให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกอีกครั้ง
และนำผลงานทั้งหมดมาจัดแสดงที่ร้าน "Muse Shop" ของมิวเซียมสยาม
เมื่อต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมาสถาบันพิพิธภัณฑ์ การเรียนรู้แห่งชาติ
จัดพิธีมอบรางวัล ผลิต ภัณฑ์ชนะเลิศ ได้แก่ "แหวนปลาตะเพียน" ผลงานของ นายกฤติน
ธีรวิทยาอาจ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รองอันดับหนึ่ง
ผลงานชื่อ "ขนมไทยกับใบตอง" ของ น.ส.พิชญา มณีรัตนพร
จากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ และ รองอันดับสอง ผลงานของ น.ส.ปรางค์ฤดี
องค์ติลานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีชื่อว่า
"ที่คั่นแสนบาง"

1.หยก ซิวแชมป์
2.แหวนปลาตะเพียน
3.น้องโบว์ รองอันดับ 1
4.น้องกาแฟ รองอันดับ 2
5.ที่คั่นหนังสือเสาชิงช้า
6.ผลงานทั้งหมดจัดแสดงในร้าน Muse Shop
-----------------------
นายกฤติน ธีรวิทยาอาจ หรือ หยก เจ้าของไอเดียเจ๋ง "แหวนปลาตะเพียน"
เล่าว่าปลาตะเพียนใบลานนั้นผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาตั้งแต่เด็ก
ในสมัยก่อนจะห้อยปลาตะเพียนให้เด็กดู ปลาตะเพียนยังเป็นความเชื่อในเรื่องโชคลาภ
อีกด้วย
"สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยได้ดี
ประกอบกับเป็นคนที่ชอบใส่เครื่องประดับประเภทแหวนอยู่แล้ว
จึงนำสิ่งนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ
นำความเป็นไทยมาถ่ายทอดสู่สากลให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังมีเอกลักษณ์ความเป็นไทย
เพราะผู้ซื้อหรือผู้ใช้จะมองเห็นวัฒนธรรมไทยผ่านแหวนวงนี้ได้ชัดเจน" หยกกล่าว
น.ส.พิชญา มณีรัตนพร หรือ น้องโบว์
ที่นำเอารูปแบบการห่อขนมใบตองมาพัฒนาเป็นกระเป๋าถือ "ขนมไทยกับใบตอง"
กล่าวว่าในสมัยก่อนคนไทยมักใช้ใบตองห่ออาหารและขนมต่างๆ
ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างหนึ่งในการนำใบตองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการพับในลักษณะต่างๆ
ให้เป็นภาชนะใส่อาหารทำให้ดูน่ารับประทาน
"แต่คนไทยปัจจุบันแทบจะไม่รู้วิธีการพับใบตอง
จึงนำเอาวิธีการพับใบตองห่อขนมมาพัฒนาเป็นกระเป๋า
รูปแบบและวิธีปิดเปิดกระเป๋าจะเหมือนการพับใบตอง
ให้คนที่ใช้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังพับใบตอง
รู้สึกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทย" น้องโบว์กล่าว
น.ส.ปรางค์ฤดี
องค์ติลานนท์ หรือ น้องกาแฟ เจ้าของที่คั่นหนังสือสุดเก๋ "ที่คั่นแสนบาง"
บอกเล่าว่าภาพของเสาชิงช้า ยักษ์วัดแจ้ง หรือรถตุ๊กตุ๊ก เป็นเสมือนสัญ
ลักษณ์ของประเทศไทย นักท่องเที่ยวจะรู้จักและคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้เป็นอย่างดี
"จึงนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาพัฒนาเป็นที่คั่นหนังสือ
เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อไปเมื่อมองเห็นหรือนำไปใช้งานก็จะคิดถึงประเทศไทย
ได้ความรู้สึกความเป็นไทย และรู้สึกถึงความสนุกสนานเมื่อมาเที่ยวประเทศไทย
เพราะผลิตภัณฑ์จะเน้นสีสันสดใสใช้ได้จริง" น้องกาแฟกล่าว
นางอินทุกานต์
คชเสนีย์ สิริสันต์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Martha Stewart Living
หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน เผยว่า หลังผ่านการคัดเลือก น้องๆ ทั้ง 30
คนจะเข้าทำเวิร์กช็อป ตรงนี้เองที่ทำให้ได้เห็นถึงพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น จาก
ไอเดียที่เป็นเพียงภาพวาด ก็พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง
บางชิ้นมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากภาพต้นแบบ
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและพัฒนาการในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมากของเยาวชนไทย
หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
นายราเมศ พรหมเย็น
ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้แห่งชาติ
เปิดเผยว่าพิพิธภัณฑ์ใส่กล่องเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนศึกษาเรียนรู้และตีความหมายทางวัฒนธรรม
นำความหมายเหล่านั้นมาต่อยอดความคิดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ไทย
"ผลงานต่างๆ
ที่ได้รับรางวัลจะนำไปพัฒนาผลิตเป็นสินค้าที่ระลึกเพื่อจำหน่ายใน "Muse Shop"
ภายในมิวเซียมสยาม
และใช้เป็นต้นแบบสินค้าที่ระลึกสำหรับพิพิธภัณฑ์เครือข่ายและผู้ที่สนใจต่อไป
ซึ่งจะช่วยขยายและนำความเป็นไทยออกสู่สากลมากยิ่งขึ้น
โดย:
ไอคิวทะลุฟ้า ที่มา:
ข่าวสด 13 ตุลาคม 2553