วัดนี้อยู่ไกลถึงรัฐอุตตรประเทศ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดียนู่น
สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาฐานะสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
ทั้งยังเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษา 72
พรรษา
วันที่ 21 ก.พ. 2542 มีงานฉลองสมโภช
โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์”
หากใครไปย่ำเยือนอินเดียอยู่บ่อยๆ ยิ่งเฉพาะทริปตามรอยพระพุทธเจ้า
ก็คงได้แวะชื่นชมความงดงามกันอย่างเต็มอิ่ม
“พระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา”
ถือเป็นจุดสำคัญของวัด ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแบบแปลนและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับการก่อสร้าง นับตั้งแต่โปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ วันที่ 30 มี.ค. 2544
ทว่าสิ่งที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอคอยเพื่อความสมบูรณ์ของวัด นั่นก็คือ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังและมุขทางเข้าด้านเหนือในพระอุโบสถ ที่เริ่มมีดำริสร้างราวปี 2543
แต่ติดขัดอุปสรรคนานาจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จนเมื่อพระราชรัตนรังษี
พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
ปรารภกับคณะผู้มีจิตศรัทธาว่าอยากให้ภาพจิตรกรรมดังกล่าวแล้วเสร็จเสียที
จากนั้นไม่นาน “น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น” อดีตอธิบดีกรมศิลปากร
ศิลปินแห่งชาติ (สาขาสถาปัตยกรรมไทย) ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรเจกต์ยักษ์นี้
โดยตัดสินใจเลือกจิตรกร 6 กรมศิลปากร “มณเฑียร ชูเสือหึง” มาเป็นผู้ออกแบบทั้งหมด
เวลาล่วงผ่านไปเกือบ 2 ปี น่ายินดีว่าผลงานรุดหน้าไกลเกินกว่า 90
เปอร์เซ็นต์ เพราะความร่วมแรงแข็งขันของทีมจิตรกรไฟแรง
อันมีมณเฑียรเป็นโต้โผดูแลและควบคุมการรังสรรค์อย่างใกล้ชิด
แนวคิดจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้ นำเสนอเรื่องราวในบทพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก”
และภาพพระราชกรณียกิจ แบ่งเป็น 39 กลุ่มภาพหลัก ไล่เรียงจากอดีตกาล
การขึ้นครองราชสมบัติของพระมหาชนก จนถึงการเสด็จสวรรคต
ตลอดทั้งความเพียรพยายามต่อปัญหาอันหนักหนา ที่เป็นเสมือนคติสอนใจอันแยบคาย
ทีมจิตรกรใช้เทคนิคการเขียนภาพไทยดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้กับจินตนาการ
เพื่อเพิ่มมิติในการมองเห็นระยะสายตา ใส่ความเป็นศิลปะไทยเข้าไป
จนเกิดความนุ่มนวลและกลมกลืนระหว่างเนื้อกับสีสัน
ขณะเดียวกันยังสอดแทรกวัฒนธรรมภารตในชิ้นงานด้วย
เป็นการผสมผสานงานศิลป์ได้ค่อนข้างลงตัว
“เราจะเขียนภาพบนผ้าใบก่อน แล้วค่อยนำไปปิดลงผนัง วิธีนี้จะช่วยเซฟในหลายๆ เรื่องได้ เช่น ความชื้น ที่อาจทำให้ภาพเสียหายได้ ที่สำคัญงบประมาณ ซ่อมบ่อยๆ
ก็ไม่ไหว สีที่ใช้ก็เป็นสีอะครีลิก อายุขัยของมันค่อนข้างอยู่นาน แห้งเร็ว
ไม่หลุดล่อน สีก็มีทั้งโทนร้อนและโทนเย็น แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางโทนเย็นมากกว่า
เป็นการคุมโทน”
มณเฑียรเล่าถึงเบื้องหลังการทำงาน
โดยต้องศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ผลงาน ผู้คนจริงๆ สำหรับประกอบการทำงานในครั้งนี้
“ตอนที่ไปวัดขนาดพื้นที่จริง
ผมก็มีโอกาสไปดูศิลปวัฒนธรรมอินเดียด้วยว่าของเขาเป็นยังไง ไม่ว่าจะภาพจิตรกรรม
หรือการแต่งกาย กระทั่งอิริยาบถการนั่งการเดินก็ศึกษาจากคนจริงๆ
ภาพที่เห็นมันจะเป็น 3 มิติ
ซึ่งต่างจากงานจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่มักจะมีความแบนเรียบ สีสันก็มีทั้งใกล้และไกล
มีแสงเงา มีน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน ผมขอเรียกว่าจิตรกรรมไทยร่วมสมัย”
แม้จะเป็นจิตรกรรมร่วมสมัย
แต่สิ่งที่จะปรากฏบนฝาผนังวัดยังคงยึดขนบตามแบบจิตรกรรมดั้งเดิม
สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของศิลปะไทย เห็นได้ชัดคือการตัดเส้นและการจัดองค์ประกอบภาพบุคคล
ที่กลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
ผู้สนใจอยากสัมผัสผลงานก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง ณ สถานที่ปฏิบัติงาน
ถนนพุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
ก่อนที่ทีมจิตรกรจะเคลื่อนย้ายไปติดตั้งยังวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย
ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ สอบถามรายละเอียดและเส้นทาง 089-026-7470
โดย: วิชช์ญะ ยุติ
ที่มา: Posttoday 13 ตุลาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by